วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นิทานชาวกะเหรี่ยง "หนั่งแว่น"

นิทานเรื่อง "หนั่งแว่น" นี้ เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ในพื้นที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเล่าสืบต่อกันมาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสอนลูกหลาน ในบทความนี้เป็นการเล่าโดย นางไก่ ทึงลึง อายุ 67 ปี (เมื่อ พ.ศ.2543) บ้านอยู่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบรุี  ถูกบันทึกไว้ในหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี ผมได้คัดลอกมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลทางการศึกษาในโลกออนไลน์อีกทางหนึ่ง นิทานเรื่องนี้ ความว่า.......

ภาพจำลองประกอบบทความ
ที่มา :
http://board.postjung.com/
m/532269.html
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งนามว่า "หนั่งแว่น" ซึ่งเป็นคนขยัน  วันหนึ่งเขาขึ้นไปตัดต้นไม้ที่มีตีนเขาแล้วจุดไฟ  เขาคิดจะทำไร่ จึงได้เอาข้าวโพดไปปลูก และเมื่อข้าวโพดออกลูก เสือสมิงจึงกินหมด  หนั่งแว่นจึงโกรธมาก ได้เอากับดักมาดักเสือสมิง เมื่อดักเสร็จแล้วก็กลับบ้านไป  

เมื่อเสือสมิงมากินข้าวโพด ไม่ทันมองลงพื้นจึงโดนกับดักของหนั่งแว่น และเสือสมิงโกรธมากจึงถามต้นไม้ว่า "ใครเอากับดักมาวางดักตน" ต้นไม้จึงบอกว่า "คนที่มาดักกับดักนี้ชื่อหนั่งแว่น" เสือสมิงอาฆาตหนั่งแว่นมากจึงบอกพรรคพวกว่าตนจะคอยกินหนั่งแว่นตรงที่นี่ละ

วันต่อมา ขณะที่หนั่งแว่นเดินลงบันไดไปนั้น ได้จามออกมาระหว่างก้าวลงบันได ซึ่งโบราณถือว่า "จามขณะลงบันไดให้หยุดการเดินทางสามวันเพราะจะเกิดเรื่องร้าย" หนั่งแว่นจึงต้องอยู่บ้านสามวัน วันสุดท้ายเขาก็ไม่ถือจึงคิดจะไปที่ไร่ ขณะที่ก้าวลงบันไดนั้นยังจามอยู่ เขาก็เลยไปไม่สนใจคำถือแล้ว

เมื่อมาถึงไร่ หนั่งแว่นก็ได้ยินเสียงเสือสมิงหาวดัง ฮ้าว...และพูดขึ้นว่า เฝ้าหนั่งแว่นมาเจ็ดคืนแล้วนะแต่ไม่เห็นเขามาเลย เราควรกลับได้แล้วนะ หนั่งแว่นเมื่อได้ยินเสียงเสือสมิง และเห็นตัวเสือสมิงก็กลัวจึงรีบวิ่งกลับบ้าน พอถึงบ้านก็พูดกับตัวเองว่า "ถ้าเราไปไร่เร็วกว่านี้เราคงโดนเสือสมิงกินแน่ๆ เลย"

หลังจากนั้นหนั่งแว่นก็ไม่ไปที่ไร่ข้าวโพดอีกเพราะกลัวเสือสมิง แล้วเขาก็ไปทำไร่ที่อื่น เขาดำเนินชีวิตไปด้วยความสุขหลังจากไปทำไร่ที่อื่น


**********************************************
ที่มา :
คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำหนังสือ เรื่อง "วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา". (2543). หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี. กรมศิลปากร : องค์การค้าของคุรุสภา.(หน้า 162). (ดูภาพหนังสือ)
อ่านต่อ >>

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นิทานชาวโพหัก "ช้อนกะลา"

นิทานเรื่อง "ช้อนกะลา" นี้ เป็นวรรณกรรมของชาวโพหัก อ.บางแพ จ.ราชบุรี ซึ่งเล่าสืบต่อกันมาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสอนลูกหลาน ในบทความนี้เป็นการเล่าโดย นางสมเกลี้ยง พงษ์กลัด ถูกบันทึกไว้ในหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี ผมได้คัดลอกมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลทางการศึกษาในโลกออนไลน์อีกทางหนึ่ง นิทานเรื่องนี้ ความว่า.......


ภาพจำลองประกอบบทความ
ที่มาของภาพ
http://www.sri.cmu.ac.th/
~postharvest/4/4_3_5.htm
มีชายหนุ่มสองคน ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาก
โดยที่คนหนึ่งมีฐานะร่ำรวย แต่คนหนึ่งฐานะยากจน
และด้วยความจน...ชายหนุ่มจึงนำภรรยาของตนไปจำนำไว้กับเพื่อนที่รวยกว่า

วันหนึ่งหนุ่มเศรษฐี ได้เชื้อเชิญหนุ่มที่จนมาทานข้าวด้วย
โดยเอาช้อนทำจากกะลามาให้เพื่อนใช้
จึงทำให้เขารู้สึกน้อยใจในโชคชะตา
จึงเก็บเอาช้อนกะลามาไว้ที่บ้าน

เมื่อทุกครั้งที่เขามองเห็นช้อนนี้
เขาจึงอดทนทำงานอย่างขยันขันแข็งจนร่ำรวยต่อไปในที่สุด
จนได้ภรรยาของเขากลับคืนมา......

***************************************************
ที่มา :
คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำหนังสือ เรื่อง "วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา". (2543). หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี. กรมศิลปากร : องค์การค้าของคุรุสภา.(หน้า 162). (ดูภาพหนังสือ)
อ่านต่อ >>

วรรณกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ในราชบุรี

วรรณกรรมกลุ่มชาติพันธ์ในจังหวัดราชบุรีนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
  1. กลุ่มนิทานพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย คำสอนการดำรงชีวิต
  2. กลุ่มนิทาน - วรรณกรรมศาสนา
  3. กลุ่มตำนาน นิทานอิงประวัติศาสตร์

กลุ่มนิทานพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย คำสอนการดำรงชีวิต
พบในกลุ่มชนเกือบทั้งหมดคือ ลาวเวียง ไทยโพหัก  เขมรลาวเวียง ไทยวน  กะเหรี่ยง ในเนื้อเรื่องของนิทานจะเป็นเรื่องเล่าขำขันบ้าง   เรื่องประเภทสองแง่สองง่ามบ้าง เพื่อให้ผู้เล่าและผู้ฟังได้สนุกสนานร่วมกัน  นิทานพื้นบ้านเหล่านี้มักจะไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร จึงทำให้เรื่องราวเหล่านี้สูญหายไปบ้าง 

ส่วนปริศนาคำทายมักจะฟังดูหยาบคาย หรือชวนให้คิดว่าคำตอบหยาบคาย เป็นประเภทคำถามสองแง่สองง่าม เช่น "อะไรเอ่ย  จั๊ก  กะดอย มีหมอย 2 เส้น"  คำตอบคือ "ด้ายเย็บผ้า" คำทายฟังดูหยาบคายแต่คำตอบกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคำหยาบคายแต่อย่างใด 

กลุ่มนิทานปริศนาคำทายนี้มักจะเล่าหรือทายกันในเวลาหลังอาหารเย็น เป็นการผ่อนคลายและสนุกสนาร่วมกัน

กลุ่มนิทาน-วรรณกรรมศาสนา
พบในกลุ่มชาวบ้านโพหัก  มอญ และลาวโซ่ง โดยเฉพาะมอญนั้น จะไม่พบนิทานประเภทสนุกสนานเฮฮาหรือสองแง่สองง่าม จะมีแต่นิทานอิงธรรมะหรือนิทานที่ดัดแปลงมาจากวรรณคดีพุทธศาสนา ในการเล่าเรื่องวรรณศาสนา ผู้เล่ามักเป็นผู้ที่มีการศึกษาและมักเล่าให้ฟังในเวลาที่มีการชุมนุมกันหลังอาหารเย็น

เรื่องที่เล่าคือเรื่องนิทานในพระไตรปิฎกที่มีการดัดแปลงให้เป็นภาษาที่ฟังง่ายแต่อิงหัวข้อธรรมมะ   ซึ่งเป็นการสอนให้กับผู้ฟังไปในตัว มีการตัดตอน ย่อเรื่อง เพื่อไม่ให้ผู้ฟังเบื่อหน่าย เพราะนิทานในพระไตรปิฎกส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดมาก เนื้อเรื่องจึงยาว และเข้าใจยาก ฉะนั้นจึงมีการดัดแปลงกันนิดหน่อยเพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกสนุกสนาน

กลุ่มตำนาน นิทานอิงประวัติศาสตร์
พบในกลุ่มชนบ้านโพหัก เป็นตำนานเล่าเรื่องของหมู่บ้านว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยใด ใครเป็นผู้นำให้มีการสร้างบ้านแปลงเมืองในสถานที่นี้  ตำนานประเภทนี้มักจะไม่มีการบันทึก เพียงแต่เป็นการเล่าปากต่อปาก

ส่วนนิทานอิงประวัติศาสตร์พบในกลุ่มชาวจีน นิทานประเภทนี้ได้แก่เรื่อง สามก๊ก  เลียดก๊ก ไซอิ๋ว ฯลฯ กลุ่มคนจีนเกือบทั้งหมดจะทราบรายละเอียดเป็นอย่างดี เพราะต้องเรียนเรื่องเหล่านี้ผ่านมาตั้งแต่เด็ก หรือถ้าไม่เรียนคนสูงอายุก็มักจะเล่าให้ลูกหลานฟังเสมอ  วรรณกรรมประเภทนี้ได้ถูกบันทึกไว้  จึงไม่พบว่าคลาดเคลื่อนหรือเลือนหายไปมากนัก  จะเป็นก็แต่การดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีเนื้อหาเข้มข้นยิ่งขึ้นเท่านั้น

สรุปในภาพรวม
วรรณกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี จะมีลักษณะที่คล้ายกันโดยโครงเรื่อง  แต่รายละเอียดอาจจะผิดแผกไปบ้าง โดยเฉพาะประเภทนิทานพื้นบ้าน และปริศนาคำทาย  เพราะไม่มีการบันทึกไว้ ส่วนวรรณกรรมศาสนาและนิทานอิงประวัติศาสตร์ มักจะไม่คลาดเคลื่อนเพราะได้รับการบันทึก  เพียงแต่อาจจะมีการตัดทอนย่อเรื่องบ้าง แต่ก็ไม่ทิ้งส่วนสำคัญของเรื่อง เช่นหัวข้อธรรมมะ เป็นต้น


******************************************
ที่มา :
คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำหนังสือ เรื่อง "วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา". (2543). หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี. กรมศิลปากร : องค์การค้าของคุรุสภา.(หน้า 160-161). (ดูภาพหนังสือ)
อ่านต่อ >>