แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามไทย-พม่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามไทย-พม่า แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ด่านเจ้าขว้าว สวนผึ้ง ราชบุรี ช่องทางเดินทัพสำคัญของพม่า

คำว่า "ด่านเจ้าขว้าว"  นี้ผู้จัดทำ เพิ่งได้ยินชื่อตอนช่วงที่เริ่มจัดทำ "ราชบุรีศึกษา" นี้เอง ตอนสมัยเรียนประถมหรือมัธยม ไม่มีครูประวัติศาสตร์ท่านใดกล่าวถึงเลย  ด่านเจ้าขว้าว นี้ บางเอกสารเขียนว่า " ด่านเจ้าเขว้า"  อาจารย์วุฒิ บุญเลิศ บอกว่า ด่านเจ้าขว้าว ตั้งอยู่บริเวณบ้านด่าน  ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งท่านก็ไม่แน่ใจว่า จะเป็นด่านเดียวกันกับด่านประตูสามบาน หรือไม่ 

อาจารย์วุฒิฯ บันทึกต่อไว้ว่า
บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดราชบุรี -กาญจนบุรี มีช่องชายแดน หรือจะเรียกว่าด่าน ที่ผู้คนแต่ครั้งอดีตใช้เดินทางเข้าออก ระหว่าง เมือง ราชบุรี กาญจนบุรี กับ เมืองทวาย ของพม่า ซึ่งด่านชายแดนนี้มีชื่อดังนี้
  1. ด่านช่องเขาหนีบ ช่องทางไปบ้าน ห้วยน้ำขาว พุน้ำร้อน อ.เมือง กาญจนบุรี ช่องทางนี้ใช้เดินทางผ่าน บ้านเมตตา เข้าเมืองทวาย ของพม่า
  2. ช่องด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  3. ด่านหนองไผ่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  4. ด่านลำเภา อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  5. ด่านลำทราย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  6. ด่านโป่งสะแก อ.ด่านมะขามเตี้ย  จ.กาญจนบุรี
  7. ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี
  8. ด่านเจ้าขว้าว หรือบ้านด่าน หรือ อาจจะเป็นด่านประตูสามบ้าน (ยังไม่ชัดเจน)อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
  9. ด่านพระเจดีย์สามองค์ใต้ ปัจจุบันคือ บ้านทุ่งเจดีย์ ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้งบริเวณ รร.สินแร่สยาม บ้านผาปกค้างคาว ช่องทางไปบ้านตะโกปิดทอง จ.ราชบุรี
ช่องทางชายแดนหรือด่าน ตั้งแต่ ด่านที่ 1 - 6 เป็นช่องทางที่ พม่าเคยใช้ในสมัย พระเจ้ากรุงธนบุรี ในคราวศึกบางแก้ว เขาช่องพราน เพื่อจะลงมายังราชบุรีในปี พ.ศ.2317 ถัดลงมาจะเป็นด่านที่อยู่ในเขตเมืองราชบุรี คือนับแต่ด่านทับตะโกลงมา ด่านที่สำคัญที่สุดของเมืองราชบุรีก็คือ ด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน ที่ว่าสำคัญก็เพราะว่าอยู่ใกล้ราชบุรี และกรุงเทพฯมากที่สุด


ด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
ที่มา
http://rb-old.blogspot.com/2010/04/blog-post_1673.html
บันทึกการรบไทยกับพม่า ที่เกี่ยวข้องกับด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
  • ปลายปีกุน พ.ศ.2310 พระเจ้าอังวะ กษัตริย์พม่า สั่งให้แมงกี้มารหญ่า เจ้าเมืองทวาย ยกทัพเข้ามาทางเมืองไทรโยค ผ่านเมืองกาญจนบุรี เมืองราชบุรี และเมื่อเดินทางมาถึงค่ายบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีทหารจีนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี รักษาค่ายอยู่  พระเจ้ากรุงธนบรุี ทรงนำกองทัพด้วยตนเองมาช่วยรบกับทัพพม่า ที่นี่ได้สู้รบกับกองทัพพม่าถึงขั้นตะลุมบอน กองทัพพม่าสู่ไม่ได้ถอยทัพกลับไปทางด่านเจ้าขว้าว ริมลำน้ำภาชี เพื่อกลับเมืองทวาย
  • พ.ศ.2317 คือ 10 ปีถัดมา รัชสมัยพระเจ้าตากสิน ในคราวศึกบางแก้ว โพธาราม เอกสารพระราชพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระทิพพากรวงศ์ ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร บันทึกว่า มีใบบอกแจ้งมาจากชาวด่านว่า มีทัพพม่ามาจากด่านประตูสามบาน พม่าจับชาวด่านไปหลายคน
  • ในปีพ.ศ.2328 ในคราวศึกสงครามเก้าทัพ กองทัพที่ 2 ซึ่งมี อนอกแฝกคิดวุ่น เป็นแม่ทัพ เดินทัพเข้ามาทางด่านบ้องตี้ มาตั้งค่ายที่เมืองราชบุรี โดยมี จิกสิบโบ่ กองทัพหลัง ตั้งอยู่ที่ด่านเจ้าขว้าว ริมแม่น้ำภาชี (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
  • พ.ศ.2340 พฤศจิกายน แรม 9 ค่ำ ปีที่ 16 ในรัชกาลที่ 1 ครั้งนั้นชาวด่านได้ไปพบหนังสือที่ พม่าจากเมืองทวายมาแขวนหนังสือไว้ที่ด่านชายแดนเมืองราชบุรี  รัชกาลที่ 1 จึงเกณฑ์ทัพเตรียมรับศึก แต่ไม่มีเหตุการณ์สู้รบ
  • พ.ศ.2364 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ได้ให้พระเจ้าลูกยาเธิกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ และพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง วงศาโจน์) คุมพล 10,000 คน ไปขัดตาทัพที่ด่านชายแดนราชบุรีซึ่งก็คือด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
  • พ.ศ.2390 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  3 คนจีนเมืองสมุทรสาคร ก่อการจลาจล ถูกทางการปราบปราม ได้ถอยมาที่บ้านโพหัก บางแพ ได้วางแผนที่จะหนีออกไปยังเมืองทวายทางด่านเจ้าขว้าว

ที่ด่านเจ้าขว้าวนี้ ส่วนใหญ่ชาวไทยกะเหรี่ยงจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายด่านเจ้าขว้าว ตำแหน่ง "หลวงพิทักษ์คีรีมาตย์" (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) อาจารย์วุฒิฯ ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง ยังบันทึกต่อเรื่องความสำคัญของด่านเจ้าขว้าว ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ไว้ว่า

"เมื่อย้อนเวลาหาอดีต นับแต่ปี พ.ศ.2504 สวนผึ้งเวลานั้นยังเป็นป่าดิบ ผมเดินเท้าเปลือย เปล่าจาก สวนผึ้ง ผ่านจอมบึง ไปยังราชบุรี เพื่อเรียนหนังสือ เส้นทางที่ผมเดินต้องผ่านสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า " บ้านด่าน" พอถึงบริเวณนี้ คุณพ่อจะหยุดพักทุกครั้ง ท่านจะหาก้อนหิน ใบไม้ หรือดอกไม้ป่าถ้ามี พาพวกเราไปกราบไหว้สถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นเนินเจดีย์ ในดงต้นตะโก ผมและเพื่อนๆไม่รู้อะไรหรอกครับ ผู้ใหญ่ให้ทำอะไรเราก็ทำตาม

เราทำอย่างนี้ทุกครั้งที่ผ่านสถานที่แห่งนี้ จนถึงปี พ.ศ.2511 -2512 ที่เส้นทางปรับเปลี่ยน ทางลูกรังผ่านคอเขาสน บ้านหนองขาม พุ่งตรงไปยังบ้านชัฎป่าหวาย เข้า อ.สวนผึ้ง"

ที่ตั้งของด่านเจ้าขว้าว บริเวณบ้านด่าน ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
เป็นที่ตั้งที่ผู้จัดทำคาดคะเนขึ้นเอง อาจคลาดเคลื่อนจากที่ตั้งจริง
ที่มาแผนที่ Google
บันทึกเรื่องราวของด่านเจ้าขว้าวนี้ ผู้จัดทำคิดว่ายังมีเรื่องราวอีกมาก หากท่านใดมีความรู้ ขอได้กรุณาบันทึกเพิ่มเติมไว้ได้ที่ท้ายบความนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไป


*************************************************
ที่มาข้อมูล
  • วุฒิ บุญเลิศ. (2553). บันทึกต่อท้ายบทความ "ด่านประตูสามบาน" : ภาพเก่าเล่าอดีต. [Online]. Available :http://rb-old.blogspot.com/2010/04/blog-post_1673.html. [2554 สิงหาคม 22 ].
  • สุรินทร์ เหลือลมัย . (2547). ไทยกะเหรี่ยง. 8 ชาติพันธุ์ในราชบุรี. สำนักวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรีและสภาวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์.
  • วุฒิ บุญเลิศ.(2546). " เมื่อกะเหรี่ยงสวนผึ้งลุกขึ้นพูด " : รายงานฉบับสมบูรณ์. โครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นท้องถิ่นภาคกลาง 2546 .สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย.
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พ.ศ.2328 การรบที่ทุ่งเขางู แม่ทัพไทยประมาท

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปราบดาภิเษก ขึ้นเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ครองแผ่นกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปีขาล พ.ศ.2325 ทางฝ่ายกรุงอังวะ ประเทศพม่าก็มีพระเจ้าปดุง ขึ้นครองราชสมบัติและได้ทำศึกชนะเมืองใกล้เคียงต่างๆ จำนวนมาก จึงคิดที่จะเข้ามาตีกรุงรัตนโกสินทร์เพื่อให้มีเกียรติยศดังพระเจ้าแผ่นดินของพม่าในอดีตที่ผ่านมาในครั้งเข้าตีกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าปดุงจึงจัดกองทัพใหญ่เป็น 9 ทัพ รวมพล 144,000 คน ยกเข้ามาตีกรุงรัตนโกสินทร์ในปีมะเส็ง พ.ศ.2328

แผนที่แสดงเส้นทางการเดินทัพ
ในสงครามเก้าทัพ พ.ศ.2328
กองทัพที่สองของพม่า 
การรบที่ทุ่งเขางูนี้ เกิดจากกองทัพที่ 2 ของพม่า โดยมี อนอกแฝกคิดวุ่น เป็นแม่ทัพ ยกทัพมาจากเมืองทวาย โดยพระยาทวายเป็นกองทัพหน้าถือพล 3,000 คน อนอกแฝกคิดวุ่น เป็นกองทัพหลวงถือพล 4,000 คน และจิกสิบโบ่ เป็นกองทัพหลังถือพล 3,000 คน รวมทั้งสิ้น 10,000 คน เดินทางเข้ามาทางด่านบ้องตี้ เข้ามาตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี และลงไปบรรจบกับกองทัพที่ 1 ของพม่าที่เมืองชุมพร

ฝ่ายกรุงรัตนโกสินทร์ จัดแบ่งกองทัพ เพื่อสู้กับกองทัพพม่าออกเป็น 4 กองทัพ โดยในกองทัพที่ 3 ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราช ถือพล 5,000 คน ไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี โดยมีหน้าที่หลักคือ
  • คอยรักษาเส้นทางลำเลียงของกองทัพที่ 2 ของไทย ซึ่งมี กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นจอมพลแม่ทัพถือพล 30,000 คนไปตั้งรับอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี คอยต่อสู้กับกองทัพหลักของพระเจ้าปดุงที่จะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ 
  • คอยต่อสู้กองทัพพม่าที่จะยกขึ้นมาจากทางใต้หรือจากเมืองทวาย ผ่านเข้ามาทางด่านบ้องตี้

เดินทัพถึงเมืองราชบุรี
การเดินทางของกองทัพที่ 2 ของ อนอกแฝกคิดวุ่น ที่เข้ามาทางด่านบ้องตี้ เส้นทางค่อนข้างลำบาก ทุรกันดารมากกว่าทางด่านเจดีย์สามองค์ ช้างม้าและพาหนะเดินยาก จึงเดินทางมาถึงช้าที่สุด มีการตั้งค่ายที่เมืองราชบุรี ดังนี้
  • พระยาทวาย กองทัพหน้าตั้งค่ายที่ทุ่งทางด้านตะวันตกของเมืองราชบุรี (แถวหนองบัวนอกเทือกเขางู )
  • อนอกแฝกคิดวุ่น แม่ทัพหลวงตั้งอยู่ที่ท้องชาตรี (คือบึงใหญ่ แถว อ.จอมบึง น่าจะเป็น"บึงจอมบึง")
  • จิกสิบโบ่ กองทัพหลัง ตั้งอยู่ที่ด่านเจ้าขว้าว ริมแม่น้ำภาชี (ด้านเหนือ ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี)

แม่ทัพไทยประมาท
เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์(บุญรอด) และพระยายมราช ซึ่งเป็นแม่ทัพรักษาเมืองราชบุรีอยู่ มีความประมาท ไม่ได้จัดกองลาดตระเวนออกไปสืบข่าวข้าศึก จึงไม่ทราบว่ามีกองทัพพม่าเข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรีถึง 3 ค่าย  จนกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หลังจากมีชัยชนะทัพพม่าที่ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี จึงมีรับสั่งให้ พระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร คุมกองทัพลงมาทางบก จึงทราบว่ามีกองทัพพม่าตั้งค่ายอยู่ที่นอกเขางู จึงยกกองทัพเข้าตีค่ายพม่า ได้รบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอน กองทัพพม่าต้านทานกำลังไม่ไหวจึงแตกพ่าย ทั้งกองทัพหน้าและกองทัพหลวง ฝ่ายไทยจับเชลยพม่าและเครื่องศาสตราวุธ ช้าง ม้า พาหนะได้เป็นจำนวนมาก ส่วนทัพพม่าที่เหลือหนีกลับประเทศพม่ากลับออกไปทางเมืองทวาย หลังจากนั้นกองทัพของพระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร ก็เดินทางต่อไปช่วยทางเมืองชุมพรต่อไป

ประหารชีวิตแม่ทัพทั้งสอง
เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จยกกองทัพหลวงมาถึงเมืองราชบุรี ทรงทราบว่าเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์(บุญรอด) และพระยายมราช  มีความประมาทเลินเล่อ จึงมีพระราชบัณฑูรลงพระราชอาญาแม่ทัพทั้งสอง จำขังไว้ที่ค่ายทหารเมืองราชบุรี และขอพระราชทานประหารชีวิตเข้าไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ 

แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ทรงเห็นว่าแม่ทัพทั้งสองเคยมีความดีความชอบมาก่อน จึงมีสาสน์ตอบขอชีวิตไว้ แต่โปรดให้ลงพระราชอาญาทำโทษตามกฏพระอัยการศึก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จึงลงพระราชอาญาให้โกนศีรษะแม่ทัพทั้งสอง เป็นสามแฉก แล้วแห่ประจานรอบค่าย ถอดเสียซึ่งฐานันดรศักดิ์ ส่วนนายทัพนายกองที่เหลือให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนโบยทั้งสิ้น


******************************************
ที่มาข้อมูล
  • รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์. (2544). สงครามประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน. (หน้า 35-43)
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย. (หน้า 266-272)
อ่านต่อ >>

พ.ศ.2308 มังมหานรธายึดเมืองราชบุรี ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก

หลังจากที่เสียเมืองราชบุรีในปี พ.ศ.2302 โดยพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์แห่งพม่า ตั้งกองทัพอยู่ที่เมืองราชบุรีถึง 4 วันก่อนเข้าตีกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ต้องเลิกทัพกลับไปก่อนเนื่องจากพระเจ้าอลองพญา ถูกสะเก็ดปืนใหญ่แตกบาดเจ็บสาหัสและสิ้นพระชนม์ระหว่างเดินทางกลับพม่าที่เขตแดนจังหวัดตาก (ดูรายละเอียด)

ภาพจำลองประกอบบทความ
ที่มาของภาพ
http://www.mono2u.com/review/content/siyama/
หลังจากพระเจ้าอลองพญาสิ้นพระชนม์ พระเจ้ามังระได้เสวยราชเป็นกษัตริย์แห่งพม่าต่อมา และได้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งต้องเสียเอกราชให้แก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 ในปีกุน พ.ศ.2310 ซึ่งเป็นสงครามครั้งที่ 24 ถือเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของการรบระหว่างกรุงศรีอยุธยากับพม่า

พระเจ้ามังระเห็นว่ากรุงศรีอยุธยามีกำลังอ่อนแอ จึงได้จัดกองทัพให้แยกย้ายกันเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาทั้งทางเหนือและทางตะวันตก โดยมี เมขะระโบ เป็นแม่ทัพคุมพล 5,000 คน ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ เมื่อเดินทางถึงเมืองกาญจนบุรี ได้สู้รบกับกองทัพของ พระพิเรนทรเทพ เจ้ากรมตำรวจ ซึ่งมีจำนวนพลเพียง 3,000 คน ตั้งรักษาเมืองอยู่ กองทัพพระพิเรนทรเทพ มีกำลังน้อยกว่าจึงแตกหนีพ่ายแพ้แก่กองทัพพม่า

กองทัพพม่า ยกทัพติดตามเข้ามาตามลำน้ำราชบุรี (ลำน้ำแม่กลอง) มาตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลลูกแก ตำบลโคกกะออม และดงรังหนองขาว (อยู่ในเขต จ.กาญจนบุรี ในปัจจุบัน) ในช่วงเวลานั้นบรรดาหัวเมืองต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาไม่มีกำลังทหารรักษาอยู่ เพราะถูกเกณฑ์เข้าไปรักษาพระนครเสียหมด กองทัพพม่าจึงเที่ยวปล้นทรัพย์จับเชลยตามหัวเมืองต่างๆ ได้โดยง่ายดาย

กองทัพที่ถูกเกณฑ์ให้มารบกับพม่าที่เมืองราชบุรีนั้น จัดเกณฑ์มาจากหัวเมืองทางปักษ์ใต้ โดยจัดเป็นกองทัพเรือ 1 กองทัพ และกองทัพบก 1 กองทัพ โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นแม่ทัพ
  • กองทัพบก ยกมาถึงตำบลตำหรุ เขตอำเภอเมืองราชบุรี (น่าจะเป็น ต.ตำหรุ ใน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี -ผู้จัดทำ)
  • กองทัพเรือ ยกมาถึงตำบลบางกุ้ง เขตอำเภอบางคณฑี จ.สมุทรสงคราม 
ทั้งสองกองทัพถูกทัพพม่าตีแตกพ่ายไปทั้งหมด และพม่าก็ยกทัพไล่ติดตาม เที่ยวปล้นสดมภ์ทรัพย์สมบัติ แล้วก็กลับมาปักหลักยังเมืองราชบุรี  กองทัพหน้าของพม่าที่เข้ามาเที่ยวปล้นสะดมภ์ทรัพย์และก่อกวนในพระราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ณ เวลานั้น  มีเพียง 2 กองทัพเท่านั้น คือ ตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี 1 กองทัพจำนวนพล 5,000 คน และตั้งกองทัพอยู่ที่เมืองนครสวรรค์อีก 1 กองทัพจำนวนพลประมาณ 5,000 คน รวมพลเพียง 10,000 คนเท่านั้น แต่เนื่องด้วยความปั่นป่วนภายในพระนครศรีอยุธยา จึงทำให้พม่ากำเริบได้ใจ พม่าจึงส่งกองทัพใหญ่เข้ามาสมทบ ทั้งทางเหนือและทางตะวันตกอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อหวังตีกรุงศรีอยุธยาให้ได้


เมืองราชบุรี ถูกยึดก่อนเสียกรุงศรีฯ
ในเดือน 12 ปีระกา พ.ศ.2308 มังมหานรธา ก็ยกกองทัพมีจำนวนพล 30,000 คนจากเมืองทวายมาตั้งอยู่ในแขวงเมืองราชบุรี แล้วจัดเมขะระโบ คุมกองทัพเรือยกไปทางแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน เพื่อเข้าตีเมืองธนบุรี เมืองนนทบุรี ขึ้นไปจนถึงกรุงศรีอยุธยา

ส่วนตัวมังมหานรธา คุมกองทัพบกยกไปทางเมืองสุพรรณบุรี ตรงไปยังกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน เพื่อไปสมทบกับกองทัพใหญ่ของพม่าที่ยกมาแต่ทิศเหนือ การสงครามในครั้งนี้ใช้เวลาเป็นแรมปี กองทัพพม่าตีหัวเมืองทางภาคใต้ได้เกือบทั้งหมด และล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่กว่า 1 ปี จนกระทั้งสามารถตีกรุงศรีอยุธยาแตกได้เมื่อ วันอังคาร เดือนห้า ขึ้น 9 ค่ำปีกุน พ.ศ.2310


******************************************
ที่มาข้อมูล
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย. (หน้า 245-247)
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พ.ศ.2302 เสียเมืองราชบุรี

เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2554 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้นำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า "ขุนรองปลัดชู" มาฉาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ผลิตโดย  บริษัท บีบี พิคเจอร์ จำกัด เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากพงศาวดารในช่วงปี  พ.ศ.2302 ในสงครามการรบระหว่างไทยกับพม่าครั้งที่ 22   เหตุการณ์ของขุนรองปลัดชูนี้ เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจนกระทั่ง เมืองราชบุรีของเราได้เสียให้แก่พม่าอยู่เป็นเวลาหลายวัน  โดยเรื่องราวสงครามครั้งนี้ ได้ถูกบันทึกไว้ในหลายแห่ง ผู้จัดทำได้พยายามรวบรวมสรุปได้พอสังเขป ดังนี้     


เมื่อสมเด็จพระพระบรมราชาที่ 3 (พระที่นั่งสุริยามรินทร์หรือเจ้าฟ้าเอกทัศน์)  ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ยังไม่ทันถึงปี ก็มีศึกพม่ามาติดพระนคร ซึ่งแต่เดิมพม่าและไทยยังคงเป็นไมตรีกันอยู่ แต่ด้วยเหตุที่ไทยไม่ให้ความร่วมมือในการจับขุนนางมอญที่พาพวกไปปล้นทรัพย์เมืองสิเรียมของพม่าแล้วหนีไปทางอินเดีย แต่เรือถูกพายุหลงทางมาทางมะริด พม่าขอให้ไทยช่วยจับส่งพม่า แต่ไทยกลับทำเฉย เป็นเหตุให้พระเจ้าอลองพญากษัตริย์ของพม่าทรงขัดเคืองไทยยิ่งนัก

ปีพุทธศักราช 2302 พระเจ้าอลองพญา มีรับสั่งให้มังระ ราชบุตรคนที่ 2 และมังฆ้องนรธา ยกกองทัพเข้ามาตีเมืองทวายซึ่งแข็งเมืองอยู่ แล้วจึงเดินทัพเลยต่อมาเข้าตีเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีของไทย โดยอ้างว่าไทยทำให้เสียไมตรีโดยไม่ยอมจับผู้ร้ายขุนนางมอญส่งให้

การตีเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีเป็นไปโดยง่ายได้ ยังความประหลาดใจให้พระเจ้าอลองพญาว่า "เหตุใดทัพไทยจึงอ่อนแอนัก" และคิดกำเริบว่ายกทัพมาแล้วก็ลองเข้าตีกรุงศรีอยุธยาด้วยเลย  จึงสั่งให้จัดทัพที่ตะนาวศรี แล้วเดินทัพผ่านลงมาทางด่านสิงขร เข้าตีลงมาเรื่อยๆ

ในตอนที่กรุงศรีอยุธยา ได้รับทราบข่าวจากพระยาตะนาวศรี ว่ามีศึกพม่ามาประชิดเมือง สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ มีรับสั่งให้จัดกองทัพไปรักษาเมืองมะริด ดังนี้

ทัพหลัก
  • พระยาราชรองเมือง ตำแหน่งว่าที่พระยายมราช เป็นแม่ทัพถือพล 3,000 คน
  • พระยาเพชรบุรี เป็นกองหน้า
  • พระยาราชบุรี เป็นยกกระบัตร 
  • พระยาสมุทรสงคราม เป็นเกียกกาย
  • พระธนบุรี กับพระนนทบุรี เป็นกองหลัง
ทัพหนุน : พระยารัตนธิเบศ ตำแหน่งว่าที่จตุสดมภ์กรมวัง คุมกองทัพจำนวน 2,000 คน เป็นกองหนุน โดยมีขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษชัยชาญเป็น ผู้ทรงวิทยาอาคม มีชื่อเสียงเลื่องลือในการรบ และคงกระพันชาตรี เข้ามารับอาสาพร้อมกับไพร่ 400 คน ขอไปรบกับพม่า  ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นกองอาทมาต (หน่วยรบพิเศษ) ร่วมทัพมากับพระยารัตนาธิเบศ

ทัพของพระยายมราช เข้าปะทะกับทัพของพม่าที่เมืองแก่งตุม (ปลายแม่น้ำตะนาวศรี) ด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงแตกพ่ายถอยร่นไม่เป็นขบวน พระยารัตนาธิเบศตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ เมืองกุยบุรี แจ้งว่าทัพพม่ายกพลมาเป็นจำนวนมาก อาจต้านทานไว้ไม่ไหว จึงสั่งการให้เกณฑ์ไพร่พล และเร่งอพยพผู้คนหลบหนีพม่า และหวังรวบรวมผู้คนเพื่อไปตั้งมั่นรับพม่าที่ชานพระนคร

อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู
ที่วัดสี่ร้อย ต.สี่ร้อย
อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง

ที่มา : วิกิพีเดีย
ครั้งนั้น ขุนรองปลัดชู ได้อาสาขอต้านทานทัพพม่าด้วยกำลังพลเพียงสี่ร้อยนาย เพื่อยันทัพข้าศึกและเปิดทางให้รี้พลได้หลบหนี พระยารัตนาธิเบศ จึงได้แบ่งไพร่ให้อีกห้าร้อยนายไปช่วยกองกำลังของขุนรองปลัดชู ในการต่อต้านทัพพม่า

ณ  ชายหาดหว้าขาวชายทะเล (บ้านทุ่งหมากเม่า ตำบลอ่าวน้อย) เวลาเช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูพร้อมกับเหล่าทหาร ตั้งท่ารอทัพพม่าอยู่ด้วยจิตใจห้าวหาญ เมื่อเห็นกองทัพพม่าก็กรูกันออกโจมตีทัพหน้าของพม่ารบกันด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอนกัน แทงพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก และตัวขุนรองปลัดชูท่านถือดาบสองมือ วิ่งเข้าท่ามกลางข้าศึก ฟันพม่าล้มตายก่ายกองดั่งขอนไม้

ด้วยกำลังพลเก้าร้อยต่อทัพพม่านับหมื่นที่ยัดเยียดหนุนเนื่องกันเข้ามาต่อรบได้รบกันอยู่ตั้งแต่เข้าจนถึงเวลาเที่ยง ขุนรองปลัดชูไม่คิดถอยหนี ต่อสู้ทัพพม่าจนเหนื่อยอ่อนสิ้นกำลัง ถูกกองทัพพม่าใช้พลทัพช้างขับช้างเข้าเหยียบจนล้มตาย ต่างพากันถอยร่นลงทะเล จนจมน้ำทะเลตายเสียสิ้น กองทัพพม่าจึงมีชัยชนะ (ในบันทึกของพม่าในกาลต่อมากล่าวว่า การตีกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ได้มีการต่อสู้กองทัพของกรุงศรีอยุธยา ที่ช่องเขาแคบๆ ริมทะเลอย่างประจัญบาน ดุเดือด ก่อนเข้าเมืองกุย เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี)

พระยารัตนาธิเบศจึงได้เร่งเลิกทัพหนีมากับทัพพระยายมราช กลับมาถึงพระนครขึ้นเฝ้ากราบทูลว่า ศึกพม่าเหลือกำลังจึงพ่าย

ฝ่ายทัพพม่าเมื่อมีชัยชนะเหนือกองทหารเก้าร้อยคน ก็เหนื่อยอ่อนหยุดทัพพักผ่อน ก่อนเดินทัพเข้าเมืองกุย เมืองปราณ เมืองชะอำ เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองสุพรรณบุรี โดยไม่มีหัวเมืองใดลุกขึ้นสู้รบกับทัพพม่าเลย 

พระเจ้าอลองพญา ทราบข่าวว่ากองทัพไทยรบพุ่งอ่อนแอ จึงคิดจัดทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา โดยจัดเตรียมทัพที่เมืองตะนาวศรี ให้มังระ ราชบุตรเป็นทัพหน้า พระเจ้าอลองพญาเป็นทัพหลวง ยกเข้ามาทางด่านสิงขร

เสียเมืองราชบุรี
ทางด้านเมืองกาญจนบุรี ทราบข่าวว่าทัพพม่าจะยกเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์อีกทางหนึ่ง จึงแจ้งข่าวไปยังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงรับสั่งให้จัดเกณฑ์กองทัพ ดังนี้
  • พระยาอภัยมนตรีเป็นแม่ทัพ ถือพล 10,000 คน ยกไปตั้งที่เมืองกาญจนบุรี
  • พระยาพระคลัง คุมกองทัพ 10,000 คน ไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี
ต่อมาเมืองกำแพงเพชรก็แจ้งข่าวอีกว่า พม่าจะยกทัพมาทางด่านแม่ละเมาอีกทัพหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงรับสั่งให้ เจ้าพระยาอภัยราชา เป็นแม่ทัพยกไปคอยตั้งรับทัพพม่าที่ด่านแม่ละเมาอีกทัพหนึ่ง

เมื่อกองทัพของมังฆ้องนรธา เดินทางมาถึงเมืองราชบุรี ได้สู้รบกับกองทัพไทยเป็นสามารถ จนฝ่ายพม่าเกือบจะแตกพ่ายแพ้อยู่แล้ว กองทัพมังระ ยกตามมาทันจึงเข้าช่วยและระดมตีกองทัพไทยที่เมืองราชบุรีจนแตกหนีพ่ายแพ้

พระเจ้าอลองพญาหยุดรวบรวมพลอยู่ที่เมืองราชบุรี 4 วัน
จึงเดินทัพต่อไปยังเมืองสุพรรณบุรี

ฝ่ายกรุงศรีอยุธยา เมื่อทราบว่า "เสียเมืองราชบุรีแก่ข้าศึกแล้ว" ก็เกิดโกลาหล สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์เกรงจะเกิดจลาจล จึงรับสั่งให้เชิญสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร  พระอนุชาให้ลาผนวช แล้วมอบราชการทั้งปวงให้ทรงบัญชาการแทนพระองค์

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ได้เตรียมการป้องกันพระนคร โดยโปรดให้เจ้าพระยามหาเสนา เป็นแม่ทัพ และให้พระยายมราช, พระยารัตนธิเบศ และพระยาราชรังสรรค์ เป็นนายกองคุมพล 20,000 คนออกไปตั้งรับทัพพม่าที่เขตต่อเมืองสุพรรณบุรี

ทัพพม่าและทัพเจ้าพระยามหาเสนา ปะทะกันที่ริมลำน้ำจักรราชในเขตบ้านทุ่งนาตาลาน (เขตต่อระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเมืองสุพรรณบุรี)  แต่ทัพพม่ามีกำลังมากกว่า กองทัพไทยต้องแตกหนีพ่ายไป เจ้าพระยามหาเสนาถูกอาวุธตายในที่รบ พระยายมราชถูกอาวุธบาดเจ็บและกลับไปตายในกรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่าก็เคลื่อนทัพยกเข้าติดพระนคร

หลวงอภัยพิพัฒน์ ขุนนางจีน อาสาพาพวกจีนจำนวน 2,000 คน ออกตีค่ายข้าศึกที่โพธิ์สามต้น แต่ถูกพม่าตีแตกกลับมา พม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา และยิงด้วยปืนน้อยปืนใหญ่ ฝ่ายไทยเพียงตั้งรับอยู่ในพระนคร

ปรากฏว่า พระเจ้าอลองพญา ทรงบัญชาการรบและจุดปืนใหญ่เอง เผอิญปืนใหญ่แตกถูกพระองค์บาดเจ็บสาหัสประชวรหนัก กองทัพพม่าจึงต้องเลิกทัพกลับไปทางด่านแม่ละเมา ในวันขึ้น 2 ค่ำเดือนหก พ.ศ.2303

แต่พระเจ้าอลองพญาได้สิ้นพระชนม์ในเขตแดนเมืองตาก

*************************************************

ที่มาข้อมูล  :
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย. (หน้า 241-244) (ดูภาพหนังสือ)
  • _______. (2550). ย้อนรอยสองราชธานี - กรุงสุโขทัย-กรุงศรีอยุธยา. ไม่ทราบที่พิมพ์. (หน้า 155-156)
  • ทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล .(2551).องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวน้อย: วีรกรรมขุนรองปลัดชู. [Online]. Available :http://www.aownoi.go.th/webpage/slogan.php?sg=5. [2554 กรกฎาคม 11 ].
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

มอญอพยพ 9 ระลอก

คนมอญสังกัดรัฐมอญในประเทศพม่า เดินทางไปมาหาสู่ไทย แล้วเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งในดินแดนประเทศไทยเป็นปกติสามัญอยู่แล้วตั้งแต่โบราณกาล แต่การอพยพเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยครั้งใหญ่ๆ ทยอยเป็นระลอกๆ มี 9 คราว คือ สมัยกรุงศรีอยุธยา  6 คราว สมัยกรุงธนบุรี 1 คราว และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  2 คราว ดังนี้


คราวแรก
เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ตีเมืองหงสาวดีแตกในปี พ.ศ.2081 และตีเมืองเมาะตะมะแตกในปี พ.ศ.2084 ชนชั้นสูงและชาวมอญต่างอพยพเข้าสู่ประเทศไทย 2 เส้นทางคือ
  1. จากเมืองเมาะตะมะ ลงใต้ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี มาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา
  2. จากหัวเมืองมอญทางใต้ขึ้นเหนือผ่านเมืองเชียงใหม่ และเดินทางกลับลงมาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา


คราวที่สอง
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเพื่อช่วยพระเจ้านันทบุเรงปราบกบฏเมืองอังวะ แล้วทรงประกาศอิสระภาพจากพม่าในปี พ.ศ.2127 และทรงเกลี้ยกล่อมชาวมอญที่สวามิภักดิ์ให้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา



คราวที่สาม
ราชวงศ์ตองอูปกครองมอญอย่างทารุณ และในปี พ.ศ.2138 พวกยะไข่เข้ามาตีทำลายเมืองหงสาวดีจนร้าง เกิดการอพยพหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยอพยพมาจากเมืองเมาะตะมะ ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี เมืองราชบุรี มุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา



คราวที่สี่
เมื่อพระเจ้าสุทโธธรรมราชาแห่งอังวะมาทำพิธีราชาภิเษกที่เมืองหงสาวดีในปี พ.ศ.2156 มอญไม่พอใจจึงก่อการกบฏ แต่ถูกพม่าปราบปรามอย่างหนัก เกิดการอพยพเข้าสู่ไทยจากเมืองหงสาวดี ผ่านเมาะลำเลิง ด่านเจดีย์สามองค์ มาตั้งหลักแหล่งที่เมืองกาญจนบุรี



คราวที่ห้า
มอญที่เมืองเมาะตะมะก่อการกบฏอีกครั้งในราวปี พ.ศ.2204-2205 แต่ถูกพม่าปราบได้จึงพากันอพยพหนีเข้ามาจากด่านเจดีย์สามองค์ ส่วนหนึ่งมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองกาญจนบุรี อีกส่วนหนึ่ง เดินทางต่อมาราชบุรี กรุงศรีอยุธยา และไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองปทุมธานี



คราวที่หก
ปลายราชวงศ์ตองอู มอญตั้งอาณาจักรได้และสามารถตีกรุงอังวะแตก  แต่ครั้งพระเจ้าอลองพญาสถาปนาราชวงศ์ใหม่ และในปี พ.ศ.2300 สามารถตีหงสาวดีได้ มอญถูกปราบอย่างรุนแรง จึงอพยพหนีเข้าสู่ไทย 3 เส้นทาง คือ
  1. จากเมืองหงสาวดี มายังเมืองเมาะตะมะ และขึ้นเหนือไปตั้งหลักแหล่งยังเมืองเชียงใหม่
  2. จากเมืองหงสาวดี มายังเมืองเมาะตะมะ ขึ้นเหนือผ่านเมืองเชียงใหม่ แล้วลงใต้มายังเมืองตาก และมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา
  3. จากเมืองเมาะตะมะ ลงใต้ไปยังเมืองทวายและไปตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา


คราวที่เจ็ด
ปี พ.ศ.2316 เกิดกบฎมอญในย่างกุ้ง  พม่าจึงเผาเมืองย่างกุ้ง มอญพากันอพยพหนีเข้ามาจำนวน 3 เส้นทาง คือ
  1. จากเมืองหงสาวดีไปยังเมืองเชียงใหม่ และลงใต้มาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา
  2. จากเมืองหงสาวดีไปยังเมืองตาก และลงมาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา 
  3. จากเมืองหงสาวดี มาตั้งหลักแหล่งที่ด่านเจดีย์สามองค์


คราวที่แปด
ปี พ.ศ.2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จตีและยึดเมืองทวายได้ แต่ไม่สามารถรักษาได้ ต้องถอยกลับเข้าสู่ไทย และได้นำมามอญจากเมืองทวายเข้ามาด้วย โดยผ่านทางเมืองกาญจนบุรี เมืองราชบุรี มาตั้งหลักแหล่งที่กรุงเทพฯ


คราวที่เก้า
ปี พ.ศ.2357 เกิดกบฎที่เมาะตะมะ  ถูกพม่าปราบอย่างรุนแรง เกิดการอพยพหนีเข้าไทยระลอกใหญ่ จำนวน 3 เส้นทาง คือ
  1. จากด่านเจดีย์สามองค์ มาตั้งหลักแหล่งที่เมืองกาญจนบุรี
  2. จากเมืองอุทัยธานี ผ่านไปยังเมืองปทุมธานี มาตั้งหลักแหล่งที่เมืองนนทบุรี
  3. จากเมืองตาก ผ่านไปยังเมืองปทุมธานี มาตั้งหลักแหล่งที่เมืองนนทบุรี
การอพยพของมอญทั้ง 9 คราว ทำให้มอญกลายเป็นประชากรส่วนสำคัญของประเทศไทยมาจนทุกวันนี้

ดูเพิ่มเติม

ที่มาข้อมูล
ศูนย์มอญศึกษา. (2550). นำชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง. กรุงเทพฯ : กระทรวงวัฒนธรรม. (หน้า 38-39)
อ่านต่อ >>

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พม่ากับไทย ทีใครทีมัน


บทความนี้ต่อจาก กักไว้ให้หิวโซ แล้วเอาข้าวล่อพม่า

งุยอคงหวุ่นแม่ทัพใหญ่นั้น ได้พิจารณาเห็นว่า ถึงแม้จะถูกล้อมด้วยกำลังที่มากกว่า แต่มีความกล้าหาญอดทนได้ แก้ไขสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา พยายามแหกค่ายปล้นค่ายทหารไทยหลายครั้งหลายหน ในท่ามกลางความอดอยากและสถานการณ์ทั่วๆ ไปเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พอกาลเวลาผ่านไป งุยอคงหวุ่นมองเห็นอนาคตว่าสู้ไม่ไหวแล้ว แพ้นั้นต้องแพ้แน่ แต่กลับกลัวตายในชีวิตตน โดยเห็นว่าการต่อรองในการยอมแพ้และวางอาวุธหลายครั้งหลายคราว จุดมุ่งหมายก็เพียงต้องการยืนยันจากไทยว่า เมื่อยอมแพ้แล้ว ตัวงุยอคงหวุ่นเว้นการถูกฆ่า

ความกลัวตายของแม่ทัพใหญ่พม่า คงจะสำนึกในตัวเองที่กระทำไว้กับคนไทย จึงเกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกแก้แค้นจากทหารไทย คนไทยที่ฝังอยู่ในจิตใจด้วยเหตุผลสองประการ
ประการแรก งุยอคงหวุ่นเป็นแม่ทัพมารบกับไทยเมื่อคราวไทยเสียเมืองเมื่อปี พ.ศ.2310 สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจไว้กับคนไทยไม่รู้ลืม รวมทั้งนำกำลังลงมาจับคนไทยค้นหาแย่งชิงทรัพย์สมบัติชาวบ้านจนถูฏล้อมไว้
ประการที่สอง พูดจาเย้ยหยันทหารไทยในระหว่างที่ไทยสร้างค่ายล้อมพม่าที่บ้านบางแก้ว
ข้อความในใบลานที่งุยอคงหวุ่นส่งมาให้ตละเกล็บครั้งแรกเพื่อนำมาให้ฝ่ายไทย เป็นหนังสือทำนองขอร้องในการยอมแพ้ซึ่งเขียนเมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว มีข้อความหนึ่งซึ่งน่าจะทราบไว้ดังนี้
"พระเจ้าปราสาททองกรุงศรีอยุธยากับพระเจ้าช้างเผือก (พม่า) มีบุญญาภินิหารเป็นใหญ่ในชมพูทวีปด้วยกัน และพระมหากษัตริย์ทั้งสองฝ่ายเป็นเวรกัน พระเจ้าช้างเผือกกรุงอังวะให้ข้าพเจ้ากับนายทัพนายกองทั้งปวงมาทำสงครามกับท่านผู้เป็นเสนาบดีในกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ ข้าพเจ้าเสียทีแก่ท่าน ท่านล้อมไว้จะพากันหนีไปก็ไม่ได้แล้ว ถ้าท่านล้อมไว้อย่างนี้ก็มีแต่จะตายอย่างเดียว ไม่ใช่จะตายแต่พวกข้าพเจ้าที่เป็นนายทัพนายกองเท่านั้น จึงไพร่พลทั้งปวงก็จะพลอยตายด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อชีวิตข้าพเจ้าทั้งหลายตายไปเสียแล้ว ใช่ว่าสงครามของพระมหากษัตราธิราชทั้งสองฝ่ายจะเป็นอันเสร็จสิ้นกันเพียงนั้นก็หามิได้ ท่านผู้เป็นเสนาบดีไทยได้ถือน้ำทำชการสนองพระเดชพระคุณตามพระราชกำหนดกฏหมายของพระเจ้าปราสาททองกรุงศรีอยุธยาฉันใด ข้าพเจ้ามาทำสงครามก็ด้วยได้ถือน้ำทำราชการตามพระราชกำหนดกฏหมายของพระเจ้าช้างเผือกกรุงอังวะอย่างเดียวกัน อุปมาเหมือนเป็นแต่เครื่องศัสตราวุธซึ่งพระมหากษัตราธิราชทรงใช้สอยทั้งสองฝ่าย พระพุทธองค์ก็ได้โปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาไว้ว่า อันจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ละคนนี้ยากนักฉันใด ข้าพเจ้าทั้งหลายจัได้รอดชีวิต ขอบรรดาท่านผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีช่วยพิเคราะห์ดูด้วยเทอญ"
พระเจ้าตากคงจะไม่พอพระทัยที่แม่ทัพใหญ่ต่อรองผัดวันประกันพรุ่งหลายครั้งหลายหน ครั้นวันหนึ่งได้ปรึกษาบรดาแม่ทัพนายกอง แม่ทัพนายกองขอให้ทำการหนักขึ้นโดยใช้กระสุนปืนไม้ระดมยิงเข้าไปในค่าย พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยได้ดำรัสว่า
"ฆ่าให้ตายนั้นง่าย แต่ข้าศึกสิ้นความคิดเช่นนี้แล้วฆ่าเสียก็บาปกรรมเปล่าๆ จับเป็นเอาเถิด"
เพื่อเร่งวันยอมแพ้ พระเจ้าตากจึงได้ทรงให้อุตมสิงหจอจัวมีหนังสือเข้าไปในค่ายพม่าทั้งสามค่ายโดยยืนยันการไม่ฆ่า และยังขู่ไปอีกว่า ถ้าไม่ยอมแพ้เสียโดยเร็วกองทัพไทยจะเข้าตีฆ่าฟันให้ตาย มิให้เหลือเลยแม้แต่คนเดียว
ครั้งวันรุ่งขึ้น นายทัพรองๆ คงทนความอดอยากความหวาดกลัวไม่ไหว เมียนหวุ่น กับ ปกันเลชู นายทัพพม่ากับนายรองๆ อีก 21 คน ได้รวบรวมเครื่องศัสตราวุธพากันออกมาสวามิภักดิ์ อุตมสิงหจอจัว พาเข้าถวายบังคมพระเจ้าตาก นายทัพทั้งสองได้อาสาเข้าไปจะนำตัวงุยอคงหวุ่นกับพวกออกมา
ในวันนั้น งุยอคงหวุ่น แม่ทัพใหญ่พร้อมกับนายทัพรองๆ เนมโยแมงละนรธา ยุยยองโบ่อคงหวุ่นมุงโยะ และนายทัพรองๆ ทั้งหมดออกมาจากค่าย หลังจากนั้นนายทัพไทยก็นำงุยอคงหวุ่นแม่ทัพใหญ่พม่ากับพวกเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าตาก ณ กองบัญชาการกองทัพไทย
การรบครั้งนี้พระเจ้าตากทรงใช้เวลา 47 วัน (ตั้งแต่ 13 กุมภาพันธ์ 2317-31 มีนาคม 2317) เผด็จศึกได้โดยเด็ดขาด ได้เชลยทั้งตัวแม่ทัพใหญ่และนายรองตามที่กล่าวมาแล้วกับไพร่พลที่เหลือตายทั้งสามค่ายรวม 1,328 คนกับผู้หญิงอีก 2 คน พม่าตายเสียเมื่อทำการรบระหว่างถูกล้อมมีจำนวน 1,600 คน
ครั้งรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พระเจ้าตาก มีรับสั่งให้ เจ้าพระยาจักรี ยกทัพขึ้นไปตีค่ายพม่าที่เขาชงุ้ม และให้ พระยาอนุชิตราชา กับหลวงมหาเทพ ยกทัพไปตีค่ายพม่าที่ปากแพรกพร้อมกับ พระยายมราชแขก
ผลที่สุดพม่าที่เขาชงุ้มและปากแพรกก็แตกหรีกระเจิง ถูกฆ่าฟันและจับได้อีกมาก มองจายิดกับตะแคงมรหน่องนายกองค่าย นำทหารเหลือตายหนีเข้าแดนพม่าไปหาอะแซหวุ่นกี้ที่เมาะตะมะ กองทัพไทยไล่ติดตามไปจนสุดพระราชอาณาเขต
ครั้นแล้วพระเจ้าตากทรงให้เลิกทัพกลับคืนพระนคร พร้อมกับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่แม่ทัพนายกองผู้ใหญ่ผู้น้อยตามสมควรแก่ความชอบที่มีชัยชนะต่อพม่าข้าศึกในครั้งนี้โดยทั่วกัน
สร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ผู้เขียนรวบรวมการสงครามของพระเจ้าตากในครั้งนี้ เพื่อ
ประการแรก ให้ประชาชนชาวไทยได้ราบวีรกรรมการรบในสมรภูมิ ซึ่งมีพื้นที่อยู่ในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี
ประการที่สอง เน้นให้ลูกหลานชาวราชบุรีและกาญจนบุรีได้อ่านได้ศึกษาการรบที่สำคัญยิ่งในดินแดนจังหวัดทั้งสองของเรา และให้ร่วมกันคิดร่วมกันพิจารณาว่า พวกเราน่าจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณต่ออดีตวีรกษัตริย์มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของชาติ
ประการที่สาม ให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้น้อมระลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่ทรงกู้แผ่นดินให้ลูกหลานได้มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย มีความภาคภูมิใจในฐานะประเทศที่มีเอกราชอิสระเสรีอันยาวนาน
และวันที่ 28 ธันวาคม เป็นวันครบรอบพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย
ที่มาของบทความ
รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์. (2544). สงครามประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน. (11-15)

ที่มาของภาพ
http://personinhistory.exteen.com/images/6.jpg
http://www.navy.mi.th/sctr/navyinfo/nvi9137/page2.3.jpg
http://xchange.teenee.com/up01/post-6409-1168583371.jpg
อ่านต่อ >>

กักไว้ให้หิวโซ แล้วเอาข้าวล่อพม่า

บทความนี้ต่อจาก ทัพพม่าเย้ยทัพไทยที่บางแก้วราชบุรี


พระเจ้าตาก ได้ทรงทราบจากทหารพม่าที่จับมาได้ว่า การที่ไทยส่งทหารไปรบกวนทำลายเส้นทางลำเลียงส่งเสบียงอาหาร ทำให้พม่าเริ่มอดอยาก

เมื่อทรงทราบเช่นนั้นทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง กับได้ข่าวจากทหารไทยที่พม่าจับไปแล้วหนีออกมาได้ว่า พม่าอดอยากถึงกับกินเนื้อช้างเนื้อม้าพาหนะถูกปืนใหญ่ล้มตายเสมอ พระองค์จึงทรงดำริว่าล้อมไว้ให้อดอยาก ทนไม่ได้ก็ต้องออกมาให้จับเป็นเชลย จะทำให้สมน้ำหน้าที่มันเย่อหยิ่งให้จนได้ และดำรัสว่า
"กักมันไว้ให้โซแล้วเอาข้าวล่อเถิด"
พระองค์ทรงปรารถนาจะเสด็จคุมกองทหารออกไปทำการรบตัดทางลำเลียงและกองกำลังของพม่าด้วยพระองค์เอง แต่พระยาเทพอรชุน พระดำเกิงรณภพ ทูลรับขออาสา จึงมีรับสั่งให้พระยาทั้งสองคุมหน่วยกำลังซึ่งมีกองอาจารย์และมนายเลือก (ทนายเลือก หมายถึงพวกนักมวยกองป้องกันพระองค์) 745 คน เป็นกองโจรไปช่วยเจ้าพระยาอินทรอภัย
ทั้งๆ ที่แม่ทัพนายกองคัดค้านและขอปฏิบัติการรบแทน แต่พระองค์ก็ต้องทรงออกศึกนำหน้าทหารออกรบด้วยพระองค์เองจนได้
เหตุเกิดขึ้นเมื่อพม่าที่เขาชงุ้มเข้าปล้นค่ายพระยาสุรสีห์ พม่าทำกลยุทธ์แบบค่ายวิหลั่น (ค่ายวิหลั่น คือการอำพรางกาย ค่อยๆ ขยับรุกเข้ามาหาค่ายไทยทีละน้อย เมื่อถึงจุดที่จะโจมตีก็ปฏิบัติการเข้าโจมตีกันทุกทิศทุกทางเป็นการจู่โจมระยะใกล้) แต่ทหารของเจ้าพระยาสุรสีห์ต่อสู้ป้องกันไว้ได้ ทหารพม่าจึงเข้าปล้นค่ายของ พระยานครสวรรค์ ในคราวต่อมา โดยเข้าปล้นค่ายในยามดึกประมาณตีสาม การรบพันตูระหว่างทหารพม่าและทหารไทยจนถึงค่อนสว่าง
ในเวลานั้น พระเจ้าตากตื่นบรรทมขึ้น ทรงทราบว่าพม่าเข้าตีค่ายพระยานครสวรรค์ ทันใดนั้นจึงรับสั่งให้จัดกองทัพโดยเร็ว ส่วนพระองค์พร้อมด้วยทหารองครักษ์กองหนึ่งกับกำลังรบอีกกองหนึ่ง ทรงขับม้าโลดแล่นออกหน้าตรงมาที่ค่ายพระยานครสวรรค์ พอดีทอดพระเนตรเห็นกองหนุนของพม่า พระองค์ทรงโผนม้าควงพระแสงดาบนำทหารเข้าตีตัด การรบพุ่งอย่างชุลมุนวุ่นวายก็เกิดเป็นสองฝักสองฝ่ายอลหม่านไม่เป็นกระบวน พักเดียวพม่าที่หนุนเข้ามาก็ถูกพระเจ้าตากต่อตีแตกกระจัดกระจายไปสิ้น
ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงนำทหารหวนมาตีกระหนาบทหารพท่าที่กำลังรบอยู่กับทหารของพระยานครสวรรค์จนถึงแปดโมงเช้า ผลที่สุดกองทหารพม่าแตกพ่ายไม่เป็นขบวนหนีกลับเข้าค่ายที่เขาชงุ้ม
ทางงุยอคงหวุ่นแม่ทัพใหญ่ที่ค่ายบางแก้ว ค่ายนี้หลังจากถูกล้อมก็พยายามตีออกมาไม่ได้ รอกองทหารพม่ามาช่วยก็ไม่สำเร็จ เกิดความอดอยากถึงกับฆ่าช้างฆ่าม้ากินกันแล้ว วันหนึ่งงุยอคงหวุ่นให้นายทัพกับทหารอีก 5 คน ออกมาพบเจ้ารามลักษณ์กับเจ้าพระยาจักรี ฝ่ายพม่าพูดวิงวอนขอให้ปล่อยทหารพม่าทั้งหมดกลับบ้าน ฝ่ายเราไม่ยอมแล้วบอกว่า ถ้ารักตัวกลัวชีวิตขอให้ยอมอ่อนน้อมโดยดี นายทัพพม่าขอกลับนำข่าวนี้เข้าไปรายงานแม่ทัพใหญ่ดูก่อน
งุยอคงหวุ่น ให้นายทหารพม่า 7 คนออกมาเจรจาอีก โดยยอมอ่อนน้อมถวายบังคม พร้อมกับถวายช้างม้าและพาหนะเครื่องศัสตราวุธ แต่ขอให้ปล่อยตัวกลับบ้าน
เจ้ารามลักษณ์กับเจ้าพระยาจักรีไม่ยอมและยึดตัวทหารพม่าไว้ 2 คน ปล่อยกลับไป 5 คน เพื่อไปแจ้งแก่แม่ทัพใหญ่พม่า
ความกดดันในกองทัพพม่าจวนถึงจุดระเบิด เพราะในวันนั้น อุตมสิงหจอจัว ปลัดทัพของยุงอคงหวุ่น พานายหมวดนายกอง พม่า 14 คนพร้อมศัสตราวุธของตนมัดแบกออกมาส่งให้ไทย
ฝ่ายไทยได้นำเข้าถวายบังคมพระเจ้าตาก พระองค์โปรดให้พระยารามคุมอุตมสิงหจอจัวกลับไปร้องบอกพวกพม่าในค่ายว่า
"ให้พากันออกมาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าปราสาททอง พระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาให้รอดชีวิต"
ทางในค่ายตอบออกมาว่า "ขอปรึกษากันดูก่อน"
การต่อรองด้วยวาจามีหลายครั้งหลายคราว ข้อใหญ่ใจความก็เพียงแค่ขอชีวิตไว้เท่านั้น
อ่านต่อใน พม่ากับไทยทีใครทีมัน


ที่มาบทความ
รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์. (2544). สงครามประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน. (9-10)
ทีมาของภาพ :
http://kingnaresuanmovie.com/images/news_003_sword_001.jpg
http://www.siamlocalnews.com/upload/watnangkav/firstpage/5922-8-3251.gif
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทัพพม่าเย้ยทัพไทยที่บางแก้วราชบุรี

บทความนี้ ต่อจาก พระเจ้าตากล้างแค้น ไทย"ล้อม"พม่าที่บางแก้วราชบุรี




จากหนังสือไทยรบพม่า พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และจากหนังสือเรื่อง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวบรวมโดย ประยูร พิศนาคะ ผู้เขียนได้รวบรวมเรื่องราวการรบครั้งนี้เพื่อให้ลูกหลานไทยได้ทราบพอเป็นสังเขป ดังนี้

ทางฝ่ายพม่า อะแซหวุ่นกี้ ยกกองทัพพม่าตามครัวมอญมาถึงเมืองเมาะตะมะ เมื่อทราบว่า พระยาเจ่ง กับหัวหน้าครัวมอญพาครอบครัวหนีมาไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ จึงให้ ยุงอคงหวุ่น (เคยเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย) ถือพล 5,000 ยกตามครัวมอญลงมาถึงท่าดินแดง (อยู่ระหว่าง อ.ทองผาภูมิ กับ อ.สังขละบุรี ขณะนี้จมอยู่ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม) ได้รบกับกองทัพพระยายมราชแขก พระยายมราชแขกสู้ไม่ได้จึงถอยไปอยู่ที่ปากแพรก (คือเป็นที่พบกันระหว่างแม่น้ำแควน้อยกับแควใหญ่ อยู่ทางทิศตะวันตกของประตูเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นต้นน้ำแม่กลอง) งุยอคงหวุ่นจึงตามกองทัพพระยายมราชแขกไปถึงปากแพรก
พระยายมราชแขก รวบรวมกำลังไม่พอจึงทิ้งค่ายหนีมารวมกำลังใหม่ที่บ้านดงรัง (อยู่ในเขต ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี) งุยอคงหวุ่นเมื่อเห็นกองทัพไทยหนีก็ได้ใจ คิดว่าคงไม่มีทหารไทยต่อสู้อีกเสมือนเมื่อชนะไทยในคราวที่แล้ว จึงเริ่มดำเนินการปล้นทรัพย์จับผู้คนในเขตเมืองกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และนครชัยศรี โดยกำหนดให้ มองจายิด คุมพล 2,000 เป็นผู้ปฏิบัติและให้ตั้งค่ายอยู่ที่ปากแพรก ส่วนงุยอคงหวุ่นนำพล 3,000 ลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้หมายปล้นทรัพย์จับเชลยในแขวงเมืองราชบุรี เมืองสมุทรสงคราม และเมืองเพชรบุรี
ครั้นเมื่อยกมาถึง บ้านบางแก้ว ทราบว่ามีกองทหารไทยตั้งอยู่ที่ราชบุรี งุยอคงหวุ่นจึงตั้งค่ายลงที่บางแก้วสามค่าย ฝ่ายพระองค์จุ้ย ตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี ได้กระแสรับสั่งของพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแนะนำไปว่า ถ้ากองทัพข้าศึกที่ยกมาไม่ใหญ่หลวงเหลือกำลังให้ชิงทำก่อนอย่าให้โอกาสแก่ข้าศึก (ข้อนี้เป็นยุทธวิธีของพระเจ้ากรุงธนบุรีมาทุกคราว)

เมื่อพระองค์เจ้าจุ้ยทราบว่า พม่าตั้งค่ายอยู่ที่บางแก้วประมาณสัก 3,000 คน เห็นว่าพอจะสู้ได้ และกองทัพกรุงก็กำลังตามเพิ่มเติมออกไป จึงยกกองทัพขึ้นไปตั้งที่ตำบลโคกกระต่าย ในทุ่งธรรมเสน ห่างค่ายพม่าลงมาประมาณ 80 เส้น แล้วให้หลวงมหาเทพ คุมกองหน้าไปตั้งค่ายโอบพม่าข้างด้านตะวันตก และให้กองทัพเจ้ารามลักษณ์ ยกไปตั้งค่ายโอบด้านตะวันออก แล้วบอกความเข้ามายังกรุงธนบุรี พระเจ้าตากทรงเร่งรัดกองทัพให้ยกไปเมืองราชบุรี ครั้งเสด็จถึงพระองค์เจ้าจุ้ย มาเฝ้ากราบทูลว่า
"ครั้งนี้พม่าดูหมิ่นไทยยิ่งนัก เมื่อหลวงมหาเทพไปตั้งค่ายโอบ พม่าพากันดูเล่นแล้วร้องถามออกมาจากค่ายว่า ตั้งค่ายแล้วหรือยัง ให้ตั้งค่ายเสียให้เสร็จ พม่าจะรอให้ไทยไปพร้อมกันจึงยกออกมาตีจะได้จับเชลยได้มากๆ ในคราวเดียวกัน" พระเจ้าตากได้ทรงฟังมีความขัดเคืองยิ่งนัก
หลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จยกทัพหลวงจากเมืองราชบุรีไปฟากตะวันตก และตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลเขาพระ เหนือโคกกระต่าย ขึ้นไปประมาณ 40 เส้น พระเจ้าตากเสด็จทอดพระเนตรพิจารณาภูมิประเทศแล้ว จึงมีรับสั่งให้ตั้งค่ายล้อมพม่าอีกจนรอบกับให้ พระยาอินทรอภัย ไปตั้งรักษาหนองน้ำที่ เขาชั่วพราน (ชาวบ้านเรียกเขาช่องพราน) อันเป็นที่ข้าศึกอาศัยเลี้ยงช้างม้าพาหนะ และเป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารของพม่า กับให้พระยารามัญวงศ์ คุมกองทหารมอญไปรักษาหนองน้ำที่ เขาชงุ้ม ซึ่งอยู่ในเส้นทางลำเลียงของข้าศึกไปทางเหนือ
ฝ่ายงุยอคงหวุ่น แม่ทัพพม่าเห็นกองทัพไทยตั้งล้อมแข็งแรงขึ้นจะนิ่งเฉยตามคำเยาะเย้ยไม่ได้เสียแล้ว ค่ำวันหนึ่งจึงจัดทหารเข้าปล้นค่ายทหารไทย ทหารไทยตีพม่าแตกกลับไป ปล้นครั้งที่ 2 ก็แตกกลับอีก ครั้งที่ 3 ให้ เนมิโยแมงละนรทา นายรองนำกำลังเข้าปล้นค่ายอีกในคืนเดียวกัน และกำลังส่วนนี้ก็แตกหนีไปอีกเช่นเคย เสียรี้พลล้มตายเจ็บป่วยเป็นอันมาก ไทยจับเป็นเชลยได้ก็มี งุยอคงหวุ่นเห็นทหารไทยรบกล้าหาญกว่าที่ตนเคยคิดไว้ และมีกำลังมากกว่าที่คาดคะเน จึงแต่งทหารเร็วเล็ดลอดไปบอกกองทหารพม่าที่ปากแพรก
ช่วงเวลานี้เอง อะแซหวุ่นกี้ คอยกองทัพงุยอคงหวุ่นที่เมาะตะมะ เห็นหายไปเกินกำหนดจึงให้ ตะแคงมรหน่อง เชื้อพระวงศ์พระเจ้าอังวะคุมพล 3,000 ยกตามลงมา เมื่อถึงปากแพรกจึงทารบจากมองจายิด ว่า กองทหารของงุยอคงหวุ่นภูกทหารไทยล้อมไว้ที่บางแก้ว จึงรีบให้มองจายิดรีบยกกำลังลงมาช่วยโดยด่วน ส่วนตัวตะแคงมรหน่องนำกำลังไปตีค่ายพระยายมราชแขกที่บ้านดงรัง หนองขาว เข้าตีทหารไทยไม่แตกจึงถอยไปตั้งอยู่ที่ปากแพรก เมื่อมองจายิดยกกำลังาช่วยงุยอคงหวุ่น แม่ทัพทั้งสองได้โจมตีค่ายทหารไทยเพื่อที่จะหักออกไปจากที่ล้อมอีกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
ในช่วงเวลานี้เอง เจ้าพระยาจักรี ยกกองทัพกลับมาจากเชียงใหม่ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าพระยาสุรสีห์ คุมกองทัพหัวเมืองเข้าไปช่วย พระเจ้าตาก ทรงมอบให้เจ้าพระยาจักรีขึ้นไปบัญชาการล้อมค่ายเพิ่มเติมที่บางแก้ว ให้เจ้าพระยาสุรสีห์ คุมกองทัพหัวเมืองทั้งปวงไปล้อมประชิดค่ายพม่าที่เขาชงุ้ม กันไว้อย่าให้ติดต่อหรือลงมาช่วยค่ายพม่าที่บางแก้วได้

อ่านต่อใน กักไว้ให้หิวโซ แล้วเอาข้าวล่อพม่า

************************
ที่มา : รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์. (2544). สงครามประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน. หน้า 5-9.
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พระเจ้าตากล้างแค้น ไทย"ล้อม"พม่าที่บางแก้วราชบุรี

ที่มาของภาพ : http://picdb.thaimisc.com/s/shalawan/2137-1039.jpg
ในแผ่นดินกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทำสงครามกับพม่าสิบครั้งด้วยกัน
พ.ศ.2317 เป็นการรบกับพม่าครั้งที่ 8 ที่บางแก้ว (หมู่บ้านนี้ชาวบ้านเรียกว่า บ้านนางแก้ว อยู่ในเขต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี)
การรบครั้งนี้ พระเจ้าตากทรงดำเนินกลยุทธ์และยุทธวิธีขั้นตอนต่างๆ ผิดกับการรบทั้งเก้าครั้งที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ กล่าวคือ จะกำหนดวันเวลาที่เอาชนะฝ่ายพม่าได้ แต่พระองค์ไม่ทรงกระทำ พระองค์ทรงต้องการให้ งุยอคงหวุ่น แม่ทัพใหญ่พม่า ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข
ที่สำคัญคือ พระองค์ทรงต้องการให้แม่ทัพใหญ่พม่าออกจากค่ายในฐานะผู้แพ้มาถวายบังคม (พูดอย่างไทยๆ ว่า ให้มากราบตีน-ผู้เขียน) ต่อหน้าพระพักตร์
เพราะเหตุใดพระเจ้าตากจึงพระทัยเย็นผิดวิสัยของยอดนักรบเช่นพระองค์ท่าน
ในกลางปี พ.ศ.2317 พระเจ้าตาก ได้รงจัดกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ โดยดำรัสสั่งให้ เจ้าพระยาจักรี เป็นแม่ทัพใหญ่ คุมกองทัพเมืองเหนือยกขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับเจ้าพระยาสุรสีห์
เมื่อได้เมืองเชียงใหม่แล้ว พระองค์ประทับอยู่ 7 วัน ได้ทรงรับใบบอกเมืองตากขึ้นไปกราบทูลว่า มีกองทัพพม่าตามครัวมอญล่วงแดนเข้ามา จึงเสด็จยกกองทัพหลวงรีบลงมาเมืองตากและเสด็จต่อไปยังพระนคร
พอถึงพระนคร ทรงได้ข่าวว่า ข้าศึกยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์เมืองกาญจนบุรี ตีทัพพระยายมราชแขกที่ท่าดินแดงแตก จึงมีรับสั่งให้เกณฑ์กองทัพในกรุงให้ พระองค์เจ้าจุ้ย ลูกยาเธอ กับ พระยาธิเบศร์บดี จางวางมหาดเล็ก ถือพล 3,000 ทัพหนึ่ง ให้เจ้ารามลักษณ์ หลานเธอ ถือพล 1,000 ทัพหนึ่ง ยกออกไปตั้งรักษาเมืองราชบุรี และให้มีตราไปยังหัวเมืองสั่งให้ยกทัพลงมาด้วย
ในขณะนั้น ทรงทราบว่า กองทัพหลวงล่วงมาถึงพระนครแล้ว จึงให้ตำรวจลงเรือเร็วไปคอยบอกกองทัพให้เลยออกไปเมืองราชบุรีทีเดียว อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดแวะบ้านโดยเด็ดขาด
ปรากฏว่า พระเทพโยธา แวะเข้าบ้าน จึงตรัสให้เอาตัวพระเทพโยธามา แล้วมัดเข้ากับเสาพระตำหนักแพ ทรงพระแสงดาบตัดศรีษะพระเทพโยธาด้วยพระหัตถ์ แล้วเอาศรีษะไปเสียบประจานไว้ที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์
อ่านต่อในหัวข้อ ทัพพม่าเย้ยทัพไทยที่บางแก้วราชบุรี

ที่มา : รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์. (2544). สงครามประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน. หน้า 3-4.
อ่านต่อ >>