วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

..คือ มอญแห่งบ้านม่วง

สัมผัสกลิ่นอายอารยธรรมมอญ
แห่งชุมชนมอญบ้านม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี (ดูที่ตั้งและพิกัด)

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน  อาหารมอญเลิศรส
สดสวยเส้นสาย  ลายผ้ามอญทอมือ  เลื่อระบือรำหงส์
พระมุเตาสถูปสถิตคง  สดับธรรมคำสวดมอญ

ดูภาพอื่นๆ
ใครคนที่พลัดถิ่น กลับมิสิ้นชาติดำรง
ในบรรดามนุษยชาติพันธุ์เก่าแก่ ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "มอญ" จะดูอาภัพกว่าใครเพื่อน  "เขมร" ยังมีถิ่นฐานบ้านช่องเป็นของตัวเอง แต่ "มอญ" สิ้นแผ่นดิน ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ กระจัดกระจายย้ายแยกกันไปอาศัยบ้านอื่นเมืองเขา

"เมืองมอญ" ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต กลับกลายมาเป็นความปวดร้าวในปัจจุบัน เหลือเพียงสำนึกใน "ความเป็นมอญ" เท่านั้นที่ซึมซ่านอยู่ในสายเลือด "คนพลัดถิ่น"


เทือกเถาเหล่ากอคง ยังสืบสายหลายร้อยปี
ประวัติชั่วไม่ถึงครึ่งศตวรรษ บอกเล่าถึงคลื่นมอญอพยพระลอกแล้วระลอกเล่า เข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และระตนโกสินทร์ รวมไม้น้อยกว่า 9 ครั้ง เป็นการหนีภัยพม่าที่ขยายอำนาจรุกลงทางใต้ จนในที่สุดมอญก็สิ้นแผ่นดิน

ในความทรงจำอันปวดร้าวของมอญ บันทึกเอาไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.2082 กรุงหงสาวดีถูกพม่าตีแตก สองปีต่อมา เมาะตะมะก็ไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน  เป็นอันสิ้นสุดความรุ่งเรืองของมอญยุคหงสาวดี  เหตุการณ์นี้เองที่ก่อให้เกิดคลื่นมอญอพยพระลอกแรกชนิดแบบเทครัว ทั้งชนชั้นสูงและสามัญชน สู่กรุงศรีอยุธยา และเส้นทางอพยพสายสำคัญนั้นก็คือ เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์

ระลอกต่อมา เกิดขึ้นเมื่อครั้งพระนเรศวรเสโจไปช่วยพม่าปราบกบฏเมืองอังวะ  แล้วนำไปสู่การประกาศแยกแผ่นดินกับพม่า เมื่อ พ.ศ.2127 เพราะพม่าคิดไม่ซื่อ  วางแผนร้ายหมายกำจัดพระองค์  ผู้เปิดโปงแผนการร้ายของพม่า คือ พระมหาเถรคันฉ่อง สงฆ์มอญนิกายมหายาน กับอีกสองพญามอญ คือ พญาเกียรติ พญาราม

ในการยกทัพกลับคราวนั้น  นอกจากพาครัวไทยสมัยพม่ากวาดต้อนไปแล้วคราวเสียกรุง พ.ศ.2112 กลับมาด้วยแล้ว  ยังทรงชักชวนพระมหาเถรคันฉ่อง พญาเกียรติ  พญาราม พร่อมครัวมอญอีกมาก ให้เข้ามาอยู่ด้วยกันที่กรุงศรีฯ โดยโปรดยกทัพกลับทางใต้ ผ่านหัวเมืองมอญ เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์


คือมอญแห่งบ้านม่วง  ริมฝั่งน้ำแม่กลองนี้
มอญบ้านม่วงเองก็เชื่อว่า บรรพบุรุษของพวกตนติดตามพระมหาเถรคันฉ่อง เข้ามตั้งถิ่นฐานอยู่ริมน้ำแม่กลอง ตั้งแต่ครั้งกรุงศรี  รัชสมัยพระนเรศวร  และเพื่อรำลึกถึงบ้านเก่าที่จากมา  จึงเรียกบ้านใหม่ด้วยชื่อเก่า "บ้านม่วง" เช่นเดียวกับชื่อวัดที่สร้างใหม่ว่า "วัดม่วง" ภาษามอญว่า "เพลียเกริก"

มอญบ้านม่วงใช้เวลา 30 กว่าปีในการบุกเบิกที่ทางทำมาหากิน ก่อสร้างชุมชนและวัดวาอาราม  คัมภีร์ใบลานเก่าที่สุดของวัดม่วง จารเมื่อศักราช 1,000 ตรงกับ พ.ศ.2181 ชุมชนบ้านม่วงจึงมีอายุเก่าแก่ถึง 373 ปี


เลือดมอญยังล้นปรี่   ย้อนรอยชาติอารยชน
ยังมีการอพยพเข้ามสมทบอีกหลายระลอก และเวลาร่วม 400 ปี ช่างเนิ่นนานนักในการยืนหยัดเหนียวแน่นอยู่กับ "ความเป็นมอญ" และนั่นก็เป็นรากฐานอันดีในการก่อเกิด พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง และศุนย์มอญศึกษา  เพื่อที่จะพัฒนาชุมชนมอญแห่งนี้ให้เป็นคลังความรู้มอญ  เพื่อย้อนรอยชาติอารยชน  ผู้ซึ่งนานมาแล้วมีบทบาทสูงเด่นอยู่ในอาณาจักรเก่าแก่ นามว่า "ทวารวดี"

ทวารวดี มีศูนย์อำนาจอยู่ที่ภาคกลาง และแผ่อิทธิพลไปทั่วประเทศไทย ช้ามไปถึงกัมพูชาและลาว โดยมีวัฒนธรรมมอญโดดเด่นเป็นสง่า.....

*****************************

อ่านเพิ่มเติม
ที่มาข้อมูล
  • แผ่นพับประชาสัมพันธ์ชุมชนมอญบ้านม่วง ได้รับแจกจ่ายเมื่อ 17 เม.ย.2554

อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

มอญอพยพ 9 ระลอก

คนมอญสังกัดรัฐมอญในประเทศพม่า เดินทางไปมาหาสู่ไทย แล้วเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งในดินแดนประเทศไทยเป็นปกติสามัญอยู่แล้วตั้งแต่โบราณกาล แต่การอพยพเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยครั้งใหญ่ๆ ทยอยเป็นระลอกๆ มี 9 คราว คือ สมัยกรุงศรีอยุธยา  6 คราว สมัยกรุงธนบุรี 1 คราว และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  2 คราว ดังนี้


คราวแรก
เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ตีเมืองหงสาวดีแตกในปี พ.ศ.2081 และตีเมืองเมาะตะมะแตกในปี พ.ศ.2084 ชนชั้นสูงและชาวมอญต่างอพยพเข้าสู่ประเทศไทย 2 เส้นทางคือ
  1. จากเมืองเมาะตะมะ ลงใต้ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี มาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา
  2. จากหัวเมืองมอญทางใต้ขึ้นเหนือผ่านเมืองเชียงใหม่ และเดินทางกลับลงมาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา


คราวที่สอง
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเพื่อช่วยพระเจ้านันทบุเรงปราบกบฏเมืองอังวะ แล้วทรงประกาศอิสระภาพจากพม่าในปี พ.ศ.2127 และทรงเกลี้ยกล่อมชาวมอญที่สวามิภักดิ์ให้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา



คราวที่สาม
ราชวงศ์ตองอูปกครองมอญอย่างทารุณ และในปี พ.ศ.2138 พวกยะไข่เข้ามาตีทำลายเมืองหงสาวดีจนร้าง เกิดการอพยพหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยอพยพมาจากเมืองเมาะตะมะ ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี เมืองราชบุรี มุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา



คราวที่สี่
เมื่อพระเจ้าสุทโธธรรมราชาแห่งอังวะมาทำพิธีราชาภิเษกที่เมืองหงสาวดีในปี พ.ศ.2156 มอญไม่พอใจจึงก่อการกบฏ แต่ถูกพม่าปราบปรามอย่างหนัก เกิดการอพยพเข้าสู่ไทยจากเมืองหงสาวดี ผ่านเมาะลำเลิง ด่านเจดีย์สามองค์ มาตั้งหลักแหล่งที่เมืองกาญจนบุรี



คราวที่ห้า
มอญที่เมืองเมาะตะมะก่อการกบฏอีกครั้งในราวปี พ.ศ.2204-2205 แต่ถูกพม่าปราบได้จึงพากันอพยพหนีเข้ามาจากด่านเจดีย์สามองค์ ส่วนหนึ่งมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองกาญจนบุรี อีกส่วนหนึ่ง เดินทางต่อมาราชบุรี กรุงศรีอยุธยา และไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองปทุมธานี



คราวที่หก
ปลายราชวงศ์ตองอู มอญตั้งอาณาจักรได้และสามารถตีกรุงอังวะแตก  แต่ครั้งพระเจ้าอลองพญาสถาปนาราชวงศ์ใหม่ และในปี พ.ศ.2300 สามารถตีหงสาวดีได้ มอญถูกปราบอย่างรุนแรง จึงอพยพหนีเข้าสู่ไทย 3 เส้นทาง คือ
  1. จากเมืองหงสาวดี มายังเมืองเมาะตะมะ และขึ้นเหนือไปตั้งหลักแหล่งยังเมืองเชียงใหม่
  2. จากเมืองหงสาวดี มายังเมืองเมาะตะมะ ขึ้นเหนือผ่านเมืองเชียงใหม่ แล้วลงใต้มายังเมืองตาก และมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา
  3. จากเมืองเมาะตะมะ ลงใต้ไปยังเมืองทวายและไปตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา


คราวที่เจ็ด
ปี พ.ศ.2316 เกิดกบฎมอญในย่างกุ้ง  พม่าจึงเผาเมืองย่างกุ้ง มอญพากันอพยพหนีเข้ามาจำนวน 3 เส้นทาง คือ
  1. จากเมืองหงสาวดีไปยังเมืองเชียงใหม่ และลงใต้มาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา
  2. จากเมืองหงสาวดีไปยังเมืองตาก และลงมาตั้งหลักแหล่งที่กรุงศรีอยุธยา 
  3. จากเมืองหงสาวดี มาตั้งหลักแหล่งที่ด่านเจดีย์สามองค์


คราวที่แปด
ปี พ.ศ.2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จตีและยึดเมืองทวายได้ แต่ไม่สามารถรักษาได้ ต้องถอยกลับเข้าสู่ไทย และได้นำมามอญจากเมืองทวายเข้ามาด้วย โดยผ่านทางเมืองกาญจนบุรี เมืองราชบุรี มาตั้งหลักแหล่งที่กรุงเทพฯ


คราวที่เก้า
ปี พ.ศ.2357 เกิดกบฎที่เมาะตะมะ  ถูกพม่าปราบอย่างรุนแรง เกิดการอพยพหนีเข้าไทยระลอกใหญ่ จำนวน 3 เส้นทาง คือ
  1. จากด่านเจดีย์สามองค์ มาตั้งหลักแหล่งที่เมืองกาญจนบุรี
  2. จากเมืองอุทัยธานี ผ่านไปยังเมืองปทุมธานี มาตั้งหลักแหล่งที่เมืองนนทบุรี
  3. จากเมืองตาก ผ่านไปยังเมืองปทุมธานี มาตั้งหลักแหล่งที่เมืองนนทบุรี
การอพยพของมอญทั้ง 9 คราว ทำให้มอญกลายเป็นประชากรส่วนสำคัญของประเทศไทยมาจนทุกวันนี้

ดูเพิ่มเติม

ที่มาข้อมูล
ศูนย์มอญศึกษา. (2550). นำชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง. กรุงเทพฯ : กระทรวงวัฒนธรรม. (หน้า 38-39)
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จารึก 3 แห่งที่พบในราชบุรี

ในฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่าจารึกที่พบในราชบุรีมี 3 จารึกเป็นภาษา "ปัลลวะ" ทั้งนั้น โดยมีรายละเอียดต่างๆ ของแต่ละจารึก ดังนี้

จารึกถ้ำฤาษีเขางูราชบุรี
เป็นอักษร "ปัลลวะ" จารึกเอาไว้ราวปีพุทธศตวรรษ 12  ภาษาสันสกฤต  มี 1 บรรทัด จารึกบนศิลา (หิน) อยู่ใต้ฐานพระพุทธรูป ในถ้ำฤๅษีเขางู วัดเขางู ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ขนาดกว้าง 47 ซม. สูง 26 ซม. ไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้าง 


จารึกถ้ำฤาษีเขางูราชบุรี
เขางู ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดราชบุรีห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร เมื่อขึ้นเขาไปได้ครึ่งทางก็จะพบถ้ำซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำฤๅษี” บริเวณปากถ้ำมีพระพุทธรูปใหญ่จำหลักอยู่บนหน้าผาเป็นพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท มีความสูงราว 2.50 เมตร พระหัตถ์ขวาแสดงปางปฐมเทศนา พระหัตถ์ซ้ายวางอยู่บนพระเพลา ที่ฐานพระพุทธรูปมีจารึกอักษร 12 ตัว ลักษณะรูปอักษรเหมือนรูปอักษรที่ใช้อยู่ในสมัยราชวงศ์ปัลลวะ ประเทศอินเดีย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11–12 

ที่เขางูนี้ พันตรี เดอ ลาช็องกีแอร์ ได้เคยสำรวจและพรรณนารายละเอียดตีพิมพ์ลงในวารสาร Bulletin de la Commission Archéologique de l’Indochine (BCAI) เมื่อ ค.ศ. 1912 หน้า 117 แต่ท่านไม่ได้สังเกตเห็นว่า ใต้ฐานของพระพุทธรูปมีตัวอักษรปัลลวะจารึกอยู่

ต่อมาในคราวที่มีการจัดพิมพ์หนังสือ “ประชุมศิลาจารึกสยาม ภาคที่ 2 : จารึกกรุงทวารวดี เมืองละโว้ แลเมืองประเทศราชขึ้นแก่กรุงศรีวิชัย” ศ. ยอร์ช เซเดส์ ได้อ่านจารึกหลักนี้ เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2472 แต่ท่านไม่ได้แปลและอธิบาย มีแต่เพียงคำอ่านเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2504  จึงมีการชำระ โดยเพิ่มเติมคำแปลและคำอธิบายเพื่อตีพิมพ์ใหม่เป็นครั้งที่ 2 ใน “ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 2 : จารึกทวารวดี ศรีวิชัย ละโว้”

ต่อมา กองหอสมุดแห่งชาติได้จัดพิมพ์หนังสือชุด จารึกในประเทศไทย ขึ้นในปี พ.ศ. 2529  ในครั้งนี้ นายชะเอม แก้วคล้าย ได้ทำการอ่านและอธิบายคำในจารึกหลักนี้ใหม่อีกครั้ง  แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนการอ่านของนายชะเอม แก้วคล้าย ประมาณ 10 ปี คือ ในปีพุทธศักราช 2519 ได้มีคนมาลักลอบจารึกข้อความต่อเติมคำจารึกเดิมนั้นด้วยอักษรไทยปัจจุบัน แต่ประดิษฐ์ให้พิสดาร แปลงเส้นและตัวอักษรให้ดูแปลกเหมือนเป็นจารึกโบราณ คือเพิ่มคำว่า “ชื่อ” ที่หน้าอักษรจารึกของเก่าและเพิ่มคำว่า “พุทธพัสสา 44” เป็นบรรทัดที่ 2 ต่อจากอักษรจารึกของเดิม ทำให้จารึกถ้ำฤาษีเขางูเมืองราชบุรี เปลี่ยนสภาพไป

เนื้อหาโดยสังเขป  เป็นจารึกที่อาจเป็นการบอกชื่อของผู้สร้างพระพุทธรูป ในที่นี้คือ ฤษีสมาธิคุปตะ หรือ พระศรีสมาธิคุปตะ ว่าเป็น ผู้บริสุทธิ์ ด้วยการทำบุญ

การกำหนดอายุ กำหนดตามรูปแบบอักษรปัลลวะ คือ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12  นอกจากนี้ ศ. ยอร์ช เซเดส์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “วิสามัญนามข้างปลายว่า “คุปฺตะ” เช่น “สมาธิคุปฺตะ” นี้ เคยใช้กันในสมัยราชวงศ์คุปตะรุ่งเรืองในประเทศอินเดียเป็นอันมาก ภายหลังในสมัยตรงกับสมัยขอมมีอำนาจในประเทศนี้ นามเหล่านั้นไม่ใคร่ได้ใช้เลย ถ้าฉะนั้นแล้วพระพุทธรูปที่สลักบนฝาผนังถ้ำฤๅษี คงจะเป็นฝีมือครั้งกรุงทวารวดี คือตรงกับสมัยราชวงศ์คุปตะ (พุทธศตวรรษที่ 9 - 13) ในประเทศอินเดีย หรือ ภายหลังราชวงศ์คุปตะไม่สู้นานนัก”

จารึกเขาปุมยะคิรี
เป็นอักษร "หลังปัลลวะ" ราวพุทธศตวรรษ 13 - 14  ภาษา สันสกฤต  มี 1 บรรทัด จารึกบนศิลา (หิน) เป็นส่วนหนึ่งของธรรมจักร  ขนาด กว้าง 18 ซม. ยาว 33.3 ซม. หนา 7 ซม. พบที่ ใกล้วัดโขลงสุวรรณภูมิทวาราม (เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัดเดียวกับ วัดโขลงสุวรรณคีรี) ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ไม่ทราบใครพบ ปัจจุบันไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด

จารึกเขาปุมยะคิรี
พบที่ใกล้วัดโขลงสุวรรณคิรี
ปัจจุบันไม่ทราบว่าอยูที่ใด

หอสมุดแห่งชาติเก็บรักษาไว้เฉพาะสำเนาจารึก ตัวหลักจารึกนั้นยังสืบไม่ได้ว่าปัจจุบันอยู่ที่ใด  จารึกนี้กล่าวระบุว่า "ภูเขาแห่งนี้ชื่อปุมยะคีรี"  ไม่ทราบใครเป็นคนจารึก กำหนดอายุจากรูปแบบของตัวอักษรเป็นอักษรหลังปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14

จารึกเยธมฺมาฯ ๘ (ราชบุรี)
อักษรที่มีในจารึก ปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษ 12  ภาษาบาลี มี 2 บรรทัด จารึกบนศิลาสีเขียว ของพระพุทธรูปยืน ปางเสด็จลงจากดาวดึงส์  ขนาดสูง 196 ซม. พบเมื่อ พุทธศักราช 2497  บริเวณวัดเพลง (ร้าง) ตำบลหลุมดิน อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ผู้พบ พระธรรมเสนานี เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้จารึก  ปัจจุบันอยู่ที่ พระอุโบสถวัดมหาธาตุวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี



ประวัติ ศิลาจารึกหลักนี้ จารึกอักษรอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ (ด้านหลัง) ของพระพุทธรูปยืนปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ซึ่งทำด้วยศิลาสีเขียว ศิลปะแบบทวารวดี พระธรรมเสนานีเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี พบที่วัดเพลง (ร้าง) ตำบลหลุมดิน อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และได้นำมาเก็บรักษาไว้ในพระอุโบสถ วัดมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ.2497 ต่อในปี พ.ศ.2508 ได้มีการอ่านและนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในประชุมศิลาจารึกภาคที่ 3 โดยใช้ชื่อว่า หลักที่ 31 จารึกเยธมฺมาฯ บนพระพุทธรูปศิลา วัดมหาธาตุ ราชบุรี และ ในปี พ.ศ. 2529 ได้รับการอ่านและแปลอีกครั้งโดย ร.ต.ท. แสง มนวิทูร เพื่อตีพิมพ์ในหนังสือชุดจารึกในประเทศไทย

เนื้อหาโดยสังเขป คาถา เย ธมฺมาฯ นี้ นับว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นคาถาคัดมาจากพระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ตอนพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา โดยมีเรื่องย่อว่า

“สมัยนั้น สัญชัยปริพาชก (ปริพาชก คือ นักบวชที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา) อาศัยอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยบริษัทปริพาชกหมู่ใหญ่ จำนวน 250 คน และสมัยนั้น สารีบุตรและโมคคัลลานะประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสัญชัยปริพาชก ต่างทำกติกากันว่า ใครได้บรรลุอมตธรรมก่อน จงบอกแก่อีกคนหนึ่ง สารีบุตรปริพาชกได้เห็นพระอัสสชิเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต มีความเลื่อมใสในความสงบเสงี่ยมเรียบร้อยของท่าน จึงรอจนได้โอกาสก็เข้าไปถามถึงหลักธรรมในศาสนาที่ท่านบวช ท่านกล่าวหลักธรรมเพียงย่อๆ ให้ฟังว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น

สารีบุตรได้ฟังก็ได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วนำมาเล่าให้โมคคัลลานะฟัง โมคคัลลานะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงพากันไปลาปริพาชก 250 คน เพื่อจะไปบวชในสำนักพระบรมศาสดา แต่ปริพาชกเหล่านั้นขอไปด้วย จึงพร้อมกันไปลาสัญชัยผู้เป็นอาจารย์ สัญชัยขอให้อยู่กันบริหารหมู่คณะถึง 3 ครั้ง แต่สาริบุตรกับโมคคัลลานะไม่ยอม คงลาไป พร้อมทั้งปริพาชก อีก 250 คน สัญชัยเสียใจ ถึงอาเจียนเป็นโลหิต เมื่อปริพาชกทั้งหลาย ได้ไปเฝ้าทูลขอบวชในพระพุทธศาสนาต่อพระผู้มีพระภาคก็ได้รับพระพุทธานุญาตให้เป็นภิกษุ ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระไตรปิฎกฉบับประชาชน ภาค 4 ความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม 4, 2539, หน้า 217)”

การกำหนดอายุ ตามรูปแบบอักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 นอกจากนี้ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร ได้ให้ความเห็นว่า รูปอักษรของจารึกนี้ เหมือนกันกับศิลาจารึกเยธมฺมาฯ บนแผ่นอิฐ (สพ. 4) ฉะนั้นจึงประมาณอายุให้อยู่ในพุทธศตวรรษที่ 12

***************************

ที่มาข้อมูล
ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร(องค์การมหาชน) . (2554).ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. [Online]. Available :http://www2.sac.or.th/databases/jaruk/th/main.php. [2554 กุมภาพันธุ์ 16 ].

อ่านต่อ >>