วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

สุวรรณภูมิเจดีย์ ณ วัดมหาธาตุ สถานที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

ผมได้มีโอกาสอ่านสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเรื่อง "สุวรรณภูมิเจดีย์" ซึ่งผู้บันทึกเป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าทุกคนในราชบุรีในสมัยนั้นรู้จักกันดีและให้ความเคารพนับถือ อดีตท่านเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอยู่ในแวดวงของการศึกษาของ จ.ราชบุรี  ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านได้บันทึกด้วยลายมือของท่านเองไว้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2538 ซึ่งสมุดบันทึกเล่มนี้  ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่ขออนุญาตไม่บอกว่าอยู่ที่ใด เพราะเป็นไปตามคำสัญญาที่ผมให้ไว้กับผู้เก็บรักษาสมุด



เรื่องราวในสมุดบันทึกเล่มนี้ มีดังนี้
(คัดลอกมาโดยไม่แต่งเติมหรือเรียบเรียงใหม่แต่อย่างใด ภาพประกอบนำมาใส่เอง)

"สุวรรณภูมิเจดีย์"
เมื่อประมาณเดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ.2532  ขณะที่ข้าพเจ้าไปควบคุมการก่อสร้างวิหาร ซึ่งข้าพเจ้าได้สร้างถวายวัดมหาธาตุ ได้มีฝรั่งคนหนึ่งในจำนวน 2 คน เดินมาหาข้าพเจ้า ฝรั่งคนนี้พูดภาษาไทยได้ค่อนข้างชัดเจน ส่วนอีกคนหนึ่งพูดไทยไม่ได้ ถามข้าพเจ้าว่า "วัดนี้ ชื่อวัดพระศรีรัตนมหาธาตุใช่หรือไม่" พร้อมกับเปิดหนังสือซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ และชี้คำที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ อ่านได้ความว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี ข้าพเจ้าจึงตอบว่า "ใช่" 

ที่วัดนี้ มีสุวรรณภูมิเจดีย์อยู่ที่ไหน พร้อมทั้งเอานิ้วชี้ที่ในหนังสือภาษาอังกฤษที่เขาถือมา ข้าพเจ้าจึงดูเห็นคำว่า "สุวรรณภูมิ พาโกด้า" ซึ่งตอนนั้น เท่าที่รู้ว่าของเก่าแก่ของวัดก็คือ พระปรางค์ ซึ่งตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมา ก็เห็นมีแต่พระปรางค์องค์นี้ ข้าพเจ้าจึงชี้ไปยังพระปรางค์ เพราะเข้าใจว่า ฝรั่งผู้นี้ อาจจะเรียกพระปรางค์ตามภาษาบ้านเรา เป็นสุวรรณภูมิเจดีย์

"พระปรางค์วัดมหาธาตุวรวิหาร" อ.เมือง จ.ราชบุรี
ซึ่งฝรั่งบอกว่าไม่ใช่ "สุวรรณภูมิเจดีย์"

แต่ฝรั่งกลับส่ายหน้า และบอกกับข้าพเจ้าว่าไม่ใช่ นี่เพิ่งสร้างมาเมื่อประมาณ 400 กว่าปีเท่านั้น แต่สุวรรณภูมิเจดีย์นั้น สร้างมาพันกว่าปีแล้ว ข้าพเจ้าก็งง บอกฝรั่งไม่ถูกว่า สุวรรณภูมิเจดีย์นั้นอยู่ที่ใด  ก็มานึกถึงคำว่าเจดีย์ ก็เลยบอกว่า มีเจดีย์อยู่ทางด้านหน้าพระอุโบสถอยู่หลายองค์ ฝรั่งจึงขอให้พาไปดู

ข้าพเจ้าจึงพาออกทางประตูด้านข้างที่จะไปพระอุโบสถ พอออกไปก็พบ รถที่พวกเขามาจอดอยู่  เป็นรถตู้สีน้ำตาลไหม้ ฝรั่งคนที่พูดภาษาไทยไม่ได้ ได้ไปที่รถ และเปิดประตูด้านข้างตอนหลังออก ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าในรถมีเครื่องมือถ่ายทำภาพยนตร์อยู่อย่างมากมาย และฝรั่งที่พูดภาษาไทยไม่ได้ ได้ขึ้นไปบนรถ แล้วนำกล้องถ่ายภาพยนตร์ เอาติดตัวไปด้วย ไม่ใช่กล้องถ่ายวิดีโอ ข้าพเจ้าจึงพาเดินต่อไปเข้าประตูรั้วทางด้านพระอุโบสถ พอเดินผ่านประตู ข้าพเจ้าก็ชี้ให้ดูเจดีย์ ที่สร้างเป็นแถวอยู่หน้าพระอุโบสถให้เขาดู  ฝรั่งหัวเราะแล้วบอกว่าไม่ใช่ 

เมื่อฝรั่งบอกว่าไม่ใช่ ข้าพเจ้าก็จนปัญญา เพราะไม่เห็นมีเจดีย์เก่าๆ ที่ไหนอีก จึงบอกว่าไม่มีเจดีย์ ที่อื่นอีกแล้ว มีแต่มณฑปนี้เท่านั้นโดยชี้ให้ฝรั่งดูและพาไปที่มณฑป


มณฑป ตั้งอยู่บริเวณหน้าพระอุโบสถ วัดมหาธาตุวรวิหาร
ที่ฝรั่งบอกว่านี่คือ สุวรรณภุมิเจดีย์

พอฝรั่งเห็นมณฑปก็รีบเดินไปดู เมื่อเขาไปใกล้ตัวมณฑป ผมรู้สึกว่าเขาตื่นเต้นมาก และเดินดูรอบๆ ตัวมณฑป และขึ้นบันไดไปดูข้างบน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ขึ้นไป เพราะดูเสียเบื่อแล้วจึงคอยอยู่ด้านล่าง และเห็นฝรั่งคนที่พูดภาษาไทยได้ สั่งให้ฝรั่งคนที่ถือกล้องเป็นการใหญ่ โดยถ่ายที่ฐานมณฑป ตัวมณฑปโดยรอบทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนประตู หน้าต่าง และบันไดขึ้น

ขณะที่ฝรั่งคนที่มีหน้าที่ถ่ายทำภาพยนตร์นั้น ฝรั่งคนที่พูดภาษาไทยได้ ได้เข้ามาคุยกับข้าพเจ้า อีกครั้งหนึ่ง เขากล่าวขอบคุณข้าพเจ้า ที่เป็นผู้นำเขามาพบกับสุวรรณภูมิเจดีย์ และได้บอกว่าพวกคณะของเขาที่มานี้ เป็นคณะที่จะมาถ่ายทำภาพยนตร์ ชื่อว่า "ตามรอยพระแก้วมรกต" แล้วก็พลิกหนังสือเป็นภาษาอังกฤษที่เขาถือมาขึ้นดู แล้วหันมาบอกกับข้าพเจ้าว่านี่คือ "สุวรรณภูมิเจดีย์" สร้างมาพันกว่าปีแล้ว ทำไมทางวัดจึงไม่รักษาไว้ ปล่อยให้พังหมดน่าเสียดายจริงๆ  และบอกว่าสถานที่นี้ เป็นสถานที่ที่ "พระแก้วมรกต" ได้มาประดิษฐานเป็นครั้งแรกที่สุวรรณภูมิเจดีย์แห่งนี้ เมื่อก่อนที่นี่เป็นเมืองที่มีกษัตริย์ปกครองอยู่  และได้นำเอาพระแก้วมรกตมาประดิษฐานอยู่ และต่อมาพระแก้วมรกตที่ได้ย้ายออกจากราชบุรี ไปประดิษฐานอยู่ที่ไชยา 

พระแก้วมรกต


ข้าพเจ้าเลยสนใจที่อยากจะทราบว่าพระแก้วมรกตไปอยู่ ณ ที่ใดบ้าง

ฝรั่งจึงได้เปิดหนังสือที่เป็นตำราภาษาอังกฤษให้ข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้าสนใจมาก จึงขอกระดาษจากฝรั่งและได้จดบันทึกตามที่ปรากฏในหนังสือ ปรากฏว่าพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานตามเมืองต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้
  1. เมืองราชบุรี
  2. เมืองไชยา
  3. เมืองนครศรีธรรมราช
  4. นครวัต (เขมร)
  5. อยุธยา
  6. เมืองกำแพงเพชร
  7. เมืองเชียงราย
  8. เมืองลำปาง
  9. เมืองเชียงใหม่
  10. เมืองลาว
  11. เมืองธนบุรี (วัดอรุณ)
  12. กรุงเทพฯ
ตามตำราและคำบอกเล่าของฝรั่งผู้นี้  ทำให้ข้าพเจ้าตื่นเต้น และที่ใจที่ได้ทราบว่า พระแก้วมรกตของเราได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุของเราเป็นแห่งแรก เลยไม่ได้ถามว่าฝรั่งพวกนี้เป็นชาติอะไร มีสำนักงานอยู่ที่ไหน เมื่อเขาไปแล้วจึงนึกได้ว่าเรานี่โง่มากที่ไม่ได้ถามถึงสถานที่อยู่ของเขา  แต่เขาได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เขามาจากกรุงเทพฯ และมาถ่ายทำที่ราชบุรี เป็นแห่งแรก สถานที่ต่อไปก็จะไปดูสถานที่และจะถ่ายทำที่ไชยา และจะตามไปถ่ายทำทุกที่ๆ พระแก้วมรกตไปประดิษฐานอยู่ตามลำดับ

สำหรับที่ราชบุรี ข้าพเจ้าเห็นฝรั่งคนที่เป็นคนถ่ายๆ อยู่ประมาณ 30 นาที จากนั้นเขาก็ได้กล่าวขอบคุณข้าพเจ้า และบอกว่าจะเดินทางไปไชยา และทั้งหมดได้ลาข้าพเจ้า และเดินทางต่อไป

วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าได้เรียนเรื่องนี้ให้ พระเทพวิสุทธิโมรี ทราบ เพราะวันที่ฝรั่งมา ท่านไม่อยู่ ท่านจึงขอให้ข้าพเจ้าทำหนังสือถึงวัด โดยเล่าเรื่อง ของฝรั่งที่มาถ่ายทำภาพยนตร์ให้จังหวัดทราบ ซึ่งในตอนนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัด คือ คุณพีระ บุญจริง และข้าพเจ้าได้ขอให้จังหวัดส่งเรื่องนี้ไปยังอธิบดีกรมศิลปากร ได้ทราบ และขอให้ทางกรมศิลปากร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกมาดูว่า จะเป็นความจริงตามที่ฝรั่งบอกเล่าหรือไม่

ต่อมาทางกรมศิลปากร ได้ส่ง คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ รองอธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ออกมาดู โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรติดตามา 6-7 คน และท่านเจ้าคุณวิสุทธิธีรพงศ์ ได้ต้อนรับ รองอธิบดีในพระอุโบสถ และก็ได้เล่าเรื่องนี้ ให้รองอธิบดีฟังอีกครั้งหนึ่ง

แต่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า  ทั้งรองอธิบดีและเจ้าหน้าที่ที่มาในวันนั้น ไม่ค่อยเชื่อนัก ต่อมาท่านเจ้าคุณวิสุทธิธีรพงศ์ ได้เชิญรองอธิบดีและคณะออกมาดูสถานที่ ที่ฝรั่งเชื่อว่าเป็นสุวรรณภูมิเจดีย์ ว่าชำรุดทรุดโทรมมากควรจะหาทางซ่อมแซมอย่างไรต่อไป

ในระหว่างที่คณะกรมศิลปากรออกมาดูสถานที่ ได้มีเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรคนหนึ่งได้มาพูดกับข้าพเจ้าว่า "อาจารย์อย่าไปเชื่อฝรั่งมันมากนัก เพราะเราเป็นคนไทยก็ดูตามประวัติศาสตร์ของเมืองไทยดีกว่า ของเรายังค้นไม่พบว่า พระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ที่เมืองราชบุรี" ซึ่งเป็นคำพูดที่ค้านกับความรู้สึกของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก เพราะข้าพเจ้าคิดว่า ฝรั่งเขาทำอะไรมักจะเอาจริงเอาจัง มีหลักมีเกณฑ์ และต้องมีหลักฐานที่เขาสามารถที่จะพิสูจน์ได้  ฝรั่งได้อธิบายและชี้ให้ดูหนังสือตำราซึ่งเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา แม้ว่าศัพท์ภาษาอังกฤษบางคำ ข้าพเจ้าจะแปลไม่ได้ แต่ชื่อเมืองต่างๆ ที่ฝรั่งบอกว่า พระแก้วเคยไปประดิษฐานอยู่ที่ใดบ้างนั้น อ่านได้ชัดเจน  ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าเป็นความจริง แต่นักประวัติศาสตร์ของไทยค้นคว้าไปไม่ถึง ถ้าดูตามประวัติศาสตร์ของไทย พระแก้วมรกตจะอยู่ทางภาคเหนือของไทย แล้วก็ไปอยู่เมืองลาว แล้วก็กลับมาเมืองไทย ซึ่งพวกเราก็รู้กันอยู่แค่นี้ แต่ฝรั่งกลับมีตำรามาให้ค้นคว้าว่า พระแก้วมรกตองค์นี้ อยู่ที่จังหวัดราชบุรีนี้เป็นครั้งแรก และเดินทางไปอยู่ทางภาคใต้

ฝรั่งที่มาถ่ายทำภาพยนตร์นี้ ยืนยันกับข้าพเจ้าว่า องค์พระปรางค์ สร้างมาเพียง 400 กว่าปีเท่านั้น แต่สุวรรณภูมิเจดีย์นี้สร้างมา 1,000 กว่าปีแล้ว

ถ้าตามที่ฝรั่งบอกเล่ามานี้ ต่อไปอาจจะมีข้อพิสูจน์ว่าเป็นความจริงขึ้นมา  เราชาวราชบุรีก็ควรจะภูมิใจว่า องค์พระแก้วมรกตของเรานั้น เคยประดิษฐานอยู่ที่บริเวณวัดมหาธาตุวรวิหารของเราในปัจจุบัน กรมศิลปากรก็ขึ้นทะเบียนไว้ว่าเป็นของเก่าแก่ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ แต่กรมศิลปากร ก็ไม่ได้สนใจที่จะอนุรักษ์ และใครจะไปแตะต้องไม่ได้ จะซ่อมแซมก็ไม่ได้ ต่อไปก็จะเป็นกองอิฐ และศิลาแรงกองหนึ่งอย่างแน่นอน ถ้ากรมศิลปากรไม่สนใจที่จะซ่อมแซมไว้ เพราะอย่างน้อย คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ซึ่งต่อมาท่านก็ได้เป็นอธิบดีกรมศิลปากร ก็ไม่ได้สนใจที่จะอนุรักษ์ของสิ่งนี้ไว้ เพราะท่านอาจไม่เชื่อว่าเป็นความจริงก็ได้

มณฑปที่ค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม
ด้านบนมณฑป ปิดประตูใส่กุญแจไว้

ข้าพเจ้าบันทึกความจำนี้ไว้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า ข้าพเจ้าได้รับทราบเรื่องราวจากฝรั่งที่มาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "ตามรอยพระแก้วมรกต" ไว้ดังที่กล่าวมาข้างต้น

และขอมอบบันทึกความจำนี้ ให้กับ................................................เก็บรักษาไว้ ถ้าต่อไปในอนาคต เกิดมีหลักฐานอ้างอิงได้ บันทึกความจำอันนี้ ก็จะเป็นเครื่องยืนยันว่า ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ได้ทราบมาอย่างนี้

................ฯลฯ.................................

ผมขอฝากให้ท่านได้ช่วยอนุรักษ์ "สุวรรณภูมิเจดีย์" นี้ อย่าให้พังเป็นเศษอิฐ เศษปูน เลย เอาไว้ให้ลูกหลานได้ดูกันนานๆ โดยขอให้ท่านได้ติดต่อกับกรมศิลปากร เพื่อซ่อมแซมไปตามรูปแบบ เพื่ออนุรักษ์ไว้ด้วยครับผม

ลงชื่อ
(xxxxxxxxx)
8 มีนาคม 2538
(ในขณะที่ผมเขียนบันทึกนี้ ผมมีอายุ 71 ปี)

****************
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดมหาธาตุวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบึรี เมื่อ 28 ปีมาแล้ว ผมยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพราะผมรู้จักท่านผู้บันทึก ซึ่งไม่มีเหตุผลใดที่ท่านจะเสกสรรปั้นแต่งเรื่องขึ้นมา แต่ในวันนั้นกรมศิลปากรไม่เชื่อ หากกรมศิลปากรฉุกคิดและให้ความสนใจที่จะค้นคว้าหาหลักฐานกันอย่างจริงจังแล้ว ผมว่าคงไม่ยากนักที่จะค้นหาฝรั่งผู้ถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งสองคนนั้น และยังสามารถได้หลักฐานจากหนังสือภาษาอังกฤษเล่มนั้นเพื่อชำระประวัติศาสตร์ที่แท้จริงต่อไปได้

เมื่อพบ "ความรู้อีกด้าน หลักฐานอีกมุม" ประวัติศาสตร์ก็สามารถชำระใหม่ได้

***************************  
อ่านต่อ >>

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สไลด์ : ตำนานสะพานจุฬาลงกรณ์

อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ด่านเจ้าขว้าว สวนผึ้ง ราชบุรี ช่องทางเดินทัพสำคัญของพม่า

คำว่า "ด่านเจ้าขว้าว"  นี้ผู้จัดทำ เพิ่งได้ยินชื่อตอนช่วงที่เริ่มจัดทำ "ราชบุรีศึกษา" นี้เอง ตอนสมัยเรียนประถมหรือมัธยม ไม่มีครูประวัติศาสตร์ท่านใดกล่าวถึงเลย  ด่านเจ้าขว้าว นี้ บางเอกสารเขียนว่า " ด่านเจ้าเขว้า"  อาจารย์วุฒิ บุญเลิศ บอกว่า ด่านเจ้าขว้าว ตั้งอยู่บริเวณบ้านด่าน  ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งท่านก็ไม่แน่ใจว่า จะเป็นด่านเดียวกันกับด่านประตูสามบาน หรือไม่ 

อาจารย์วุฒิฯ บันทึกต่อไว้ว่า
บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดราชบุรี -กาญจนบุรี มีช่องชายแดน หรือจะเรียกว่าด่าน ที่ผู้คนแต่ครั้งอดีตใช้เดินทางเข้าออก ระหว่าง เมือง ราชบุรี กาญจนบุรี กับ เมืองทวาย ของพม่า ซึ่งด่านชายแดนนี้มีชื่อดังนี้
  1. ด่านช่องเขาหนีบ ช่องทางไปบ้าน ห้วยน้ำขาว พุน้ำร้อน อ.เมือง กาญจนบุรี ช่องทางนี้ใช้เดินทางผ่าน บ้านเมตตา เข้าเมืองทวาย ของพม่า
  2. ช่องด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  3. ด่านหนองไผ่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  4. ด่านลำเภา อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  5. ด่านลำทราย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  6. ด่านโป่งสะแก อ.ด่านมะขามเตี้ย  จ.กาญจนบุรี
  7. ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี
  8. ด่านเจ้าขว้าว หรือบ้านด่าน หรือ อาจจะเป็นด่านประตูสามบ้าน (ยังไม่ชัดเจน)อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
  9. ด่านพระเจดีย์สามองค์ใต้ ปัจจุบันคือ บ้านทุ่งเจดีย์ ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้งบริเวณ รร.สินแร่สยาม บ้านผาปกค้างคาว ช่องทางไปบ้านตะโกปิดทอง จ.ราชบุรี
ช่องทางชายแดนหรือด่าน ตั้งแต่ ด่านที่ 1 - 6 เป็นช่องทางที่ พม่าเคยใช้ในสมัย พระเจ้ากรุงธนบุรี ในคราวศึกบางแก้ว เขาช่องพราน เพื่อจะลงมายังราชบุรีในปี พ.ศ.2317 ถัดลงมาจะเป็นด่านที่อยู่ในเขตเมืองราชบุรี คือนับแต่ด่านทับตะโกลงมา ด่านที่สำคัญที่สุดของเมืองราชบุรีก็คือ ด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน ที่ว่าสำคัญก็เพราะว่าอยู่ใกล้ราชบุรี และกรุงเทพฯมากที่สุด


ด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
ที่มา
http://rb-old.blogspot.com/2010/04/blog-post_1673.html
บันทึกการรบไทยกับพม่า ที่เกี่ยวข้องกับด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
  • ปลายปีกุน พ.ศ.2310 พระเจ้าอังวะ กษัตริย์พม่า สั่งให้แมงกี้มารหญ่า เจ้าเมืองทวาย ยกทัพเข้ามาทางเมืองไทรโยค ผ่านเมืองกาญจนบุรี เมืองราชบุรี และเมื่อเดินทางมาถึงค่ายบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีทหารจีนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี รักษาค่ายอยู่  พระเจ้ากรุงธนบรุี ทรงนำกองทัพด้วยตนเองมาช่วยรบกับทัพพม่า ที่นี่ได้สู้รบกับกองทัพพม่าถึงขั้นตะลุมบอน กองทัพพม่าสู่ไม่ได้ถอยทัพกลับไปทางด่านเจ้าขว้าว ริมลำน้ำภาชี เพื่อกลับเมืองทวาย
  • พ.ศ.2317 คือ 10 ปีถัดมา รัชสมัยพระเจ้าตากสิน ในคราวศึกบางแก้ว โพธาราม เอกสารพระราชพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระทิพพากรวงศ์ ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร บันทึกว่า มีใบบอกแจ้งมาจากชาวด่านว่า มีทัพพม่ามาจากด่านประตูสามบาน พม่าจับชาวด่านไปหลายคน
  • ในปีพ.ศ.2328 ในคราวศึกสงครามเก้าทัพ กองทัพที่ 2 ซึ่งมี อนอกแฝกคิดวุ่น เป็นแม่ทัพ เดินทัพเข้ามาทางด่านบ้องตี้ มาตั้งค่ายที่เมืองราชบุรี โดยมี จิกสิบโบ่ กองทัพหลัง ตั้งอยู่ที่ด่านเจ้าขว้าว ริมแม่น้ำภาชี (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
  • พ.ศ.2340 พฤศจิกายน แรม 9 ค่ำ ปีที่ 16 ในรัชกาลที่ 1 ครั้งนั้นชาวด่านได้ไปพบหนังสือที่ พม่าจากเมืองทวายมาแขวนหนังสือไว้ที่ด่านชายแดนเมืองราชบุรี  รัชกาลที่ 1 จึงเกณฑ์ทัพเตรียมรับศึก แต่ไม่มีเหตุการณ์สู้รบ
  • พ.ศ.2364 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ได้ให้พระเจ้าลูกยาเธิกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ และพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง วงศาโจน์) คุมพล 10,000 คน ไปขัดตาทัพที่ด่านชายแดนราชบุรีซึ่งก็คือด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
  • พ.ศ.2390 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  3 คนจีนเมืองสมุทรสาคร ก่อการจลาจล ถูกทางการปราบปราม ได้ถอยมาที่บ้านโพหัก บางแพ ได้วางแผนที่จะหนีออกไปยังเมืองทวายทางด่านเจ้าขว้าว

ที่ด่านเจ้าขว้าวนี้ ส่วนใหญ่ชาวไทยกะเหรี่ยงจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายด่านเจ้าขว้าว ตำแหน่ง "หลวงพิทักษ์คีรีมาตย์" (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) อาจารย์วุฒิฯ ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง ยังบันทึกต่อเรื่องความสำคัญของด่านเจ้าขว้าว ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ไว้ว่า

"เมื่อย้อนเวลาหาอดีต นับแต่ปี พ.ศ.2504 สวนผึ้งเวลานั้นยังเป็นป่าดิบ ผมเดินเท้าเปลือย เปล่าจาก สวนผึ้ง ผ่านจอมบึง ไปยังราชบุรี เพื่อเรียนหนังสือ เส้นทางที่ผมเดินต้องผ่านสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า " บ้านด่าน" พอถึงบริเวณนี้ คุณพ่อจะหยุดพักทุกครั้ง ท่านจะหาก้อนหิน ใบไม้ หรือดอกไม้ป่าถ้ามี พาพวกเราไปกราบไหว้สถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นเนินเจดีย์ ในดงต้นตะโก ผมและเพื่อนๆไม่รู้อะไรหรอกครับ ผู้ใหญ่ให้ทำอะไรเราก็ทำตาม

เราทำอย่างนี้ทุกครั้งที่ผ่านสถานที่แห่งนี้ จนถึงปี พ.ศ.2511 -2512 ที่เส้นทางปรับเปลี่ยน ทางลูกรังผ่านคอเขาสน บ้านหนองขาม พุ่งตรงไปยังบ้านชัฎป่าหวาย เข้า อ.สวนผึ้ง"

ที่ตั้งของด่านเจ้าขว้าว บริเวณบ้านด่าน ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
เป็นที่ตั้งที่ผู้จัดทำคาดคะเนขึ้นเอง อาจคลาดเคลื่อนจากที่ตั้งจริง
ที่มาแผนที่ Google
บันทึกเรื่องราวของด่านเจ้าขว้าวนี้ ผู้จัดทำคิดว่ายังมีเรื่องราวอีกมาก หากท่านใดมีความรู้ ขอได้กรุณาบันทึกเพิ่มเติมไว้ได้ที่ท้ายบความนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไป


*************************************************
ที่มาข้อมูล
  • วุฒิ บุญเลิศ. (2553). บันทึกต่อท้ายบทความ "ด่านประตูสามบาน" : ภาพเก่าเล่าอดีต. [Online]. Available :http://rb-old.blogspot.com/2010/04/blog-post_1673.html. [2554 สิงหาคม 22 ].
  • สุรินทร์ เหลือลมัย . (2547). ไทยกะเหรี่ยง. 8 ชาติพันธุ์ในราชบุรี. สำนักวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรีและสภาวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์.
  • วุฒิ บุญเลิศ.(2546). " เมื่อกะเหรี่ยงสวนผึ้งลุกขึ้นพูด " : รายงานฉบับสมบูรณ์. โครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นท้องถิ่นภาคกลาง 2546 .สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย.
อ่านต่อ >>