วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คำให้การของศรีวิชัย ทรงสุวรรณ คนต้นแบบเลิกเหล้าตลอดชีวิต

หลายท่านอาจจะได้ยินชื่อของอาจารย์ศรีวิชัย  ทรงสุวรรณ มาบ้างแล้ว และหลายท่านก็อาจจะไม่เคยได้ยิน ท่านเป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของ จ.ราชบุรี ที่น่าศึกษา   ประวัติของท่านหาค่อนข้างยากมาก เพราะท่านค่อนข้างถ่อมตน ไม่เคยอวดภูมิรู้แก่ผู้ใด 

เรื่องราวหลายเรื่องที่น่าสนใจซึ่งเกิดกับชีวิตของท่าน ท่านมักจะเขียนออกมาในรูปของบทความและเรื่องเล่า  หลังจากที่ผมมีโอกาสได้พบท่าน ตอนเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ด้วยกัน ระหว่างปี พ.ศ.2551-2554 ผมตั้งใจจะศึกษาเรื่องราวและผลงานของท่านที่มีอยู่ ออกมาเผยแพร่เพื่อให้หลายๆ คนได้เอาเยี่ยงเอาอย่างมาดำเนินชีวิตต่อไป 

ผมพยายามค้นข้อมูลจากท่านในหลายๆ ทาง เผอิญไปพบ เรื่อง "คำให้การของคนเคยดื่มเหล้า" ซึ่งปรากฏในเว็บไซต์ stopdrink.com  เป็นบทความที่ท่านเล่าให้ฟัง ผมคิดว่าน่าสนใจมากครับเพราะเรื่องราวบางเรื่องเกิดขึ้นในจังหวัดราชบุรีของเราเอง  จึงได้คัดลอกมาบันทึกไว้ในราชบุรีศึกษานี้อีกช่องทางหนึ่ง

ที่มาของภาพ
http://www.stopdrink.com/index.php?
modules=news&type=5&id=1889

ซ้ายสุด : คุณศรีวิชัย  ทรงสุวรรณ
ท่านให้การไว้ดังนี้
ยายเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อใดที่ผมคลานเข้าไปในวงเหล้าที่มีพ่อกับแม่และวงศาคณาญาติรวมวงนั่งดื่มเหล้ากันอยู่ ไม่พ่อก็แม่จะใช้นิ้วของท่านจุ่มลงไปในแก้วเหล้า นำเหล้าซึ่งติดอยู่ปลายนิ้วมากวาดที่ลิ้นของผม ทำให้ลิ้นของผมได้สัมผัสกับแอลกอฮอล์ตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้

บรรพบุรุษทั้งฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่ (ยกเว้นยาย) ดื่มเหล้ากันทุกคน เคยถามท่านเหล่านั้นว่าดื่มเหล้าแล้วได้ประโยชน์อะไรที่ได้รับคำตอบว่า ดื่มเพื่อให้หายเมื่อย ดื่มแล้วกินข้าวอร่อย ดื่มแล้วนอนหลับสบาย ดื่มแล้วช่วยดับความทุกข์ไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ดื่มแล้วมีเพื่อนมาก ส่วนน้องชายของพ่อตอบว่าดื่มแล้วทำให้อารมณ์เบิกบาน

เมื่อใครก็บอกว่าดื่มเหล้าแล้วดีมีประโยชน์ผมจึงเริ่มดื่มตั้งแต่อายุ 14 ปี เป็นการดื่มหลังจากเลิกงานแบกหามดื่มพอตึง ๆ หน้าก็กินข้าวและเข้านอน จริงอย่างที่ผู้ใหญ่เขาพูดกันดื่มเหล้าแล้วหายเมื่อย นอนหลับสบาย

แต่ที่ผู้ใหญ่ไม่เคยบอกผมก็คือ ดื่มเหล้าแล้วเงินที่ได้มาจากการแบกหามจะหมดไปกับค่าเหล้าและค่ากับแกล้ม ตื่นนอนตอนเช้าจะรู้สึกมึนศีรษะและอ่อนเพลียจนแทบไม่อยากลุกจากที่นอน

รับจ้างเขาหาบหิน ดิน ทราย และทำงานก่อสร้างอยู่ได้ระยะหนึ่ง ร่างกายก็สู้กับงานหนักไม่ไหว ข้อเท้าอักเสบเดินไม่สะดวก บ่าทั้งสองข้างระบบ บวม และแตกเป็นแผล เมื่อรักษาอาการต่าง ๆ หายเป็นปกติจึงทิ้งงานแบกหาม ไปทำงานที่วิกหนัง ญาติพี่น้องหลายคนออกมาคัดค้านต่างคนต่างบอกผมว่า ที่โรงหนังมีแต่พวกกุ๊ย พวกนักเลง

ผมไม่สนใจคำพูดคัดค้านเหล่านั้น ใจคิดแต่เพียงว่างานอะไรก็ได้ทำแล้วได้เงินผมทำทั้งนั้น ยกเว้นงานทุจริตผิดกฎหมาย ทำงานผิดกฎหมายแม้จะรวยได้ดีก็จริง แต่สุดท้ายคนทำจะต้องติดคุกติดตะรางหรือไม่ก็ถูกฆ่าตัดตอน

คนทำงานโรงหนังมีทั้งกลุ่มที่ดื่มเหล้าและไม่ดื่มเหล้า
คนไม่ดื่มเหล้าทุกคนล้วนเป็นผู้อาวุโส คนดื่มมีแต่วัยรุ่น

นวัยเดียวกับผมจะนัดกันไปตั้งวงดื่มเหล้าบริเวณริมแม่น้ำแม่กลองหน้าหอนาฬิกา
ห้าโมงเย็นเป็นเวลาตั้งวง หกโมงเย็นหยุดดื่มแล้วเดินตามกันเป็นขบวนเพื่อไปทำงานที่โรงหนัง

เถ้าแก่โรงหนังพูดสำทับเอาไว้ว่า "ถ้าคนทำงานโรงหนังคนไหนปล่อยให้ใครก็ตามเดินเข้าดูหนังฟรีจะต้องถูกหักเงินเดือนเท่ากับราคาตั๋วทุกครั้งไป"  ผมจึงไม่ยอมให้ใครเดินเข้าดูหนังฟรี

ทำงานได้เจ็ดวันก็มีเรื่อง นักเลงรุ่นไหนก็ไม่รู้เดินส่ายร่างจะเข้าดูหนังฟรี  เมื่อผมขัดขวางเขาก็ผลักอกผมจนร่างผมเซถลา ดีกรีของเหล้าที่ซึมอยู่ในกระแสเลือดบวกกับความไม่ยอมคนที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดทำให้ผมประเคนหมัด เท้า เข่า ศอกใส่นักเลงคนนั้นจนเพื่อน ๆ ต้องช่วยกันห้ามคู่กรณีไปแจ้งความนำข้อหาทำร้ายร่างกายมายัดเยียดให้ผม เพื่อน ๆ บอกนายร้อยเวรว่าผมถูกทำร้ายก่อน สุดท้ายตำรวจก็สั่งปรับเป็นเงินคนละเท่า ๆ กันทั้งสองคนนับเป็นการขึ้นโรงพักครั้งแรกในชีวิต นักเลงในยุคนั้นมีทั้งนักเลงแท้และนักเลงเทียม

นักเลงแท้ คือ คนที่นิยมสู้กันแบบตัวต่อตัว ก่อนจะสู้กันจะต้องถามคู่ต่อสู้ก่อนว่าจะสู้กันด้วยหมัด เท้า เข่า ศอกหรือจะสู้กันด้วยอาวุธ อาวุธที่นำมาใช้สู้กันก็มีสนับมือ ไม้คมแผก มีดพก

นักเลงเทียม คือพวกที่นิยมทำร้ายคู่ต่อสู้แบบลับหลังหรือที่นักเลงเรียกกันว่า “ลอบกัด” หรือใช้วิธีรุมสกรัมคู่ต่อสู้หรือที่นักเลงเรียกกันว่า”หมาหมู่”

ครั้งหนึ่งผมถูกคนแปดคนรุมทำร้ายผมแบบหนึ่งต่อหนึ่งแปด หลังการต่อสู้ปรากฏว่าใบหน้าของผมยับเยิน คิ้วแตก ริมฝีปากฉีก ดั้งจมูกหัก ผิวหนังที่กลางหลังถูกดาบฟันเป็นแผลยาวหมอต้องเย็บถึง 42 เข็ม

ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ผมไม่รู้สึกเจ็บแผลแต่รู้สึกเจ็บแค้น
เป็นความแค้นที่ทำให้ผมตามเอาคืนจนครบทั้งแปดคน

ทำงานโรงหนังได้ระยะหนึ่งเห็นผู้สูงอายุท่านหนึ่งมาทำหน้าที่เขียนภาพเหมือนและอักษรประดิษฐ์อยู่ที่โรงหนังผมอยากจะเขียนภาพบ้างจึงฝากตัวขอเป็นศิษย์ ซึ่งครูก็สอนให้ ครูไม่นิยมทำงานในตอนกลางวันชอบเขียนภาพในตอนกลางคืน ครูจะเริ่มเขียนภาพตั้งแต่สองทุ่ม เขียนเรื่อยไปจนถึงตีหนึ่งตีสองจึงจะหยุดเขียน

ก่อนเขียนภาพครูจะต้องดื่มเหล้าถ้าไม่ดื่มมือครูจะสั่น สั่นจนไม่สามารถจับพู่กันเขียนภาพได้ ดื่มเหล้าแล้วมือไม่สั่น ครูจึงใช้ให้ผมเดินไปซื้อเหล้า คอยรินเหล้าให้ครู ครูดื่มไปหนึ่งเป๊ก ผมก็หนึ่งเป๊ก ครูไม่เมาหรอกครับเพราะชั่วโมงการดื่มเหล้าครูมีมากกว่าผม แต่ผมแค่สองสามเป๊กก็ทำท่าจะเมาแล้วจึงดื่มให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้เพราะอยากได้ความรู้ที่ครูสอน

พอผมเขียนภาพเหมือนได้ครูก็บอกกับเถ้าแก่ว่าครูไปทำงานที่อื่น โรงหนังนี้มีคนเขียนภาพเหมือนได้แล้ว ก่อนวันที่ครูจะอำลา ผมเลี้ยงส่งครูด้วยการนั่งดื่มเหล้ากับครูทั้งคืนฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ผมไม่รู้ที่ต่ำที่สูงทำตัวเสมอครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

ครั้งหนึ่งผมไปช่วยงานอุปสมบทเพื่อนในหมู่บ้านนั่งดื่มเหล้ากับนักดื่มในหมู่บ้านจนเมาและหลับคาวงเหล้า ผู้ประสงค์ร้ายหามร่างของผมไปนอนแผ่อยู่ในโรงครัว ผู้หญิงที่มาช่วยหั่นมะเขือ ปอกหอม ทุบกระเทียม ขูดมะพร้าวหั่นผัก ตำน้ำพริก คงจะซุบซิบนินทาผมว่า “เมาแล้วนอนเหมือนหมา” หรือว่านินทามากกว่านั้น เพราะเมื่อผมลืมตามองพวกเขาก็ได้ยินเสียงแว่วมาเข้าหูว่า “ไอ้ขี้เหล้าตื่นแล้ว” ทำให้ผมรีบพยุงตัวลุกขึ้นยืนแล้วพาร่างเดินไปให้พ้นจากโรงครัว ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ผมนอนที่ไหนก็ได้ เสียบุคลิกภาพ ขาดความหน้าเชื่อถือ ทั้งยังถูกประณามว่าไอ้ขี้เมา ไอ้ขี้เหล้า

ทำงานอยู่โรงหนังได้หกปีมีเรื่องกับคนเบ่ง เดินเข้าดูหนังฟรีนับครั้งไม่ถ้วน ขึ้นและลงโรงพักจนตำรวจเอือมระอา พันตำรวจเอกพร้อม สุขมาก ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นเพื่อนกับพ่อบอกกับพ่อว่า ถ้ายังให้ผมทำงานอยู่ที่โรงหนังมีหวังผมจะถูกรุมตีตาย จึงอยากให้พ่อจัดงานอุปสมบทผม พ่อเห็นดีด้วย ผมจึงได้อุปสมบทที่วัดเทพอาวาส

ระหว่างอุปสมบทพระมหาสมโภช สะคารโว เจ้าอาวาสวัดเทพอาวาส มีเมตตาผมมากกว่าพระรูปอื่น สังเกตได้จากทุกเย็น เมื่อพระทุกรูปลงโบสถ์พร้อมกันเสร็จภารกิจในโบสถ์พระรูปอื่นจะกลับกุฏิแต่ผมต้องนั่งฟังหลวงพ่ออบรมเรื่องการปรับอารมณ์ตนเองให้มีความอดทน อดกลั้น ให้ใช้สติก่อนที่จะทำการใด ๆ อบรมวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันนครบสี่เดือน อยู่ในผ้าเหลืองได้สี่เดือนกว่า ๆ ก็ลาสิกขาบท แล้วกลับมาทำงานที่โรงหนังต่อ ทำงานอยู่ที่โรงหนังได้เดือนกว่า ๆ ก็เกิดความขัดแย้งกับวงศาคณาญาติของเถ้าแก่ ผมเลยอำลาโรงหนัง ไม่มีงานทำอยู่สิบห้าวัน

มีผู้มาติดต่อให้ไปทำงานที่โรงหนังในจังหวัดสมุทรสาครหนึ่งราย และที่จังหวัดสมุทรสงครามอีกหนึ่งราย ขณะที่กำลังเลือกว่าจะไปทำที่จังหวัดใดดี ก็มีผู้มาแนะนำให้ไปสมัครขับรถยนต์ที่หน่วยงานราชการ ด้วยเห็นว่าผมขับรถยนต์ได้ ผมจึงเลือกที่จะไปสมัครขับรถยนต์ ขอกราบขอบพระคุณนายแพทย์ดิลก ทิวทอง ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยแม่และเด็กเขต 7 ที่มีเมตตาผมรับผมเข้าทำงาน ช่วยให้ผมพ้นจากคำว่า “กุ๊ยหน้าวิก” มีงานมั่นคงทำ แต่ก็ยังดื่มเหล้าเพราะเพื่อนร่วมงานหลายคนดื่ม แต่การดื่มครั้งนั้นผมดื่มแบบมีสติจึงไม่เมาแบบที่ผ่าน ๆ มา นั่งดื่มกับผองเพื่อนประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็ขอตัวกลับบ้าน ปฏิบัติเช่นนี้ทุกวันเพื่อไม่ให้เสียเพื่อน

ขับรถยนต์พาพยาบาลไปทำงานในชนบทอยู่สามปี ผมก็มีความรักกับผู้หญิงที่มีศักดิ์ศรีเหนือกว่าผม เป็นความรักที่ถูกขัดขวางจากผู้บังคับบัญชาของฝ่ายหญิงและเพื่อนของฝ่ายหญิงบางคน ความรักของผมงอกงามได้ปีกว่า ฝ่ายหญิงก็ได้ทุนไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร เป็นการพลัดพรากกันอย่างมีเหตุมีผล เพราะหลังเธอจบการศึกษาเธอก็ขอย้ายไปทำงานที่บ้านเกิดของเธอ “อย่าถามเลยครับว่าผมเสียใจมากไหม” เสียใจก็ต้องดื่มเหล้า นักดื่มหลายคนพูดได้อย่างนั้น ผมจึงดื่มเพื่อให้ลืมเธอ ดื่มจนครองสติไม่ได้ บ้านไม่กลับ อาศัยรถบัสของศูนย์อนามัยแม่และเด็กเป็นที่หลับนอน เกิดภาวะเบื่ออาหาร เครียด เกิดอาการปวดท้อง หมอบอกผมว่ากระเพาะอาหารของผมมีแผล ช่วงนั้นเลยต้องกินยารักษาแผลในกระเพาะอาหารแทนข้าว

ที่มาของภาพ
http://culture.mcru.ac.th/inter0416.html
เจ้าอาวาสวัดเทพอาวาส ทราบว่าผมกำลังจะเสียคนท่านจึงมารับผมไปนอนพักที่วัด ท่านนำธรรมะของพระพุทธเจ้า ว่าด้วยเรื่องการพลัดพรากจากของที่ตนรักตนชอบใจมาปรับอารมณ์จนผมสงบและมีสติ นอนพักอยู่ที่วัดอยู่หลายคืน หลวงพ่อเห็นว่าผมหยุดดื่มเหล้าได้แล้วจึงบอกให้กลับไปนอนบ้าน

ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ผสมกับความผิดหวังในความรักทำให้รูปร่างของผมผอมจนเพื่อนร่วมงานพูดกันว่า “รูปร่างมีแต่หนังหุ้มกระดูก” หยิบภาพถ่ายในครั้งนั้นขึ้นมาดูครั้งใด ใจก็คิดว่ามันเป็นอย่างที่เพื่อนพูดจริง ๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีเปิดศูนย์อนามัยแม่และเด็กเขต 7 จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 21 เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2512 วันนั้นผมอยากเห็นทั้งสองพระองค์เป็นอย่างยิ่ง แต่หัวหน้างานธุรการออกคำสั่งให้ผมและพนักงานขับรถยนต์ทุกคนอยู่ที่โรงรถ ทำให้ผมเสียใจมาก อยากพบแต่ไม่ได้พบ

ปีต่อมาทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้ากฐินต้นพระราชทานให้กับวัดเขาวัง พระอารามหลวง ในวันที่ 18 เดือนตุลาคม พุทธศักราช 2514 ผมจึงให้เพื่อนที่มีร้านจำหน่ายดอกไม้ทำมาลัยกรให้ผม 2 พวง ผมนำมาลัยกรไปทูลถวายขณะที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมประชาชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาประทับยืนอยู่ตรงหน้า ผมทูลถวายมาลัยกร พระองค์รับมาลัยแล้วมีพระเมตตาสอบถามความเป็นอยู่และหน้าที่การงานของผม ที่ผมจำได้และไม่ยอมให้ลืม คือประโยคที่พระองค์ถามว่า

“มีการศึกษาระดับไหน”
ผมกราบบังคมทูลไปว่า “ประถมปีที่สี่พะย่ะค่ะ”

“ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว”
ผมกราบบังคมทูลไปว่า “ยี่สิบเจ็ดปีพะย่ะค่ะ”

“จงหาทางศึกษาต่อหน้าที่การงานจะได้ก้าวหน้ามากกว่านี้”
ผมรีบรับสั่งในขณะที่น้ำตาเต็มสองเบ้าตา

สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จมาประทับอยู่ตรงหน้า ผมทูลถวายมาลัยกร ทรงรับมาลัยไปจากพาน มีพระเมตตารับสั่งกับผมว่า

“พระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยถึงได้รับสั่งด้วยเป็นเวลานาน
พยายามพัฒนาตนเองตามรับสั่งนะ”
คราวนี้น้ำตาผมพรั่งพรู กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เพราะความตื้นตันใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ วันนั้นเป็นวันที่ผมอิ่มเอิบใจ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับเสด็จทั้งสองพระองค์แบบใกล้ชิด พระสุรเสียงที่นุ่มนวล แผ่วเบา บ่งบอกถึงความเมตตายังอยู่ในความทรงจำของผมจนกว่าผมจะหมดลมหายใจ

ผมรับรับสั่งแล้วนำมาปฏิบัติโดยเข้าเรียนในหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่ที่โรงเรียนผู้ใหญ่วัดเขาวัง (แสงช่วงสุวนิช) เข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ขณะที่ผมมีอายุ 27 ปี และเรียนจนสำเร็จหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ศ.3)

นายแพทย์ดิลก ทิวทอง อนุญาตให้ผมไปสอบแข่งขันชิงทุนพนักงานอนามัยที่ศูนย์ฝึกอบรมพนักงานอนามัย ภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ผมสอบได้และเข้าศึกษาจนจบหลักสูตร เมื่อเรียนจบหลักสูตร กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ก็เปลี่ยนตำแหน่งให้ จากลูกจ้างประจำเปลี่ยนมาเป็นข้าราชการ

ผมได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในปีพุทธศักราช 2521 ขณะที่ผมมีอายุ 32 ปี ต่อมานายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยแม่และเด็กคนที่ 3 สนับสนุนให้ผมไปสอบแข่งขันเพื่อศึกษาต่อที่คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล สอบครั้งแรกในปีแรกสอบไม่ได้ สอบครั้งที่สองในปีที่สองสอบได้ จึงได้ศึกษาจนจบหลักสูตร

วันที่ผมสำเร็จการศึกษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรให้ พระองค์รับสั่งให้ผมไปหาทางศึกษาต่อเพื่อความก้าวหน้าของตนและหน้าที่การงาน ขณะที่ผมมีอายุ 27 ปี ยื่นพระหัตถ์พระราชทานปริญญาสาธารณสุขศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ขณะที่ผมมีอายุ 52 ปี เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแล้วพระพุทธเจ้าข้า

จากวันที่ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณมาจนถึงวันนี้ผมจะระมัดระวังความประพฤติและอารมณ์ของตนเองเป็นอย่างมาก เพราะวันนี้ผมไม่ใช่กุ๊ยหน้าวิกหนังเหมือนเมื่อวันก่อน

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์กับผมตัดญาติขาดมิตรกันโดยสิ้นเชิงเพราะมันไม่ใช่ความจำเป็นในการดำรงชีวิต จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แบบขาดสติที่ผ่าน ๆ มาทำให้ผมรู้ว่า รายได้ที่ได้มาจากการแบกหาม อาบเหงื่อต่างน้ำ ล้วนหมดไปกับค่าเหล้าและค่ากับแกล้ม สุขภาพทรุดโทรม ร่างกายขาดสารอาหาร โรคหลายโรครุมเร้า มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ดุด่า ทุบตี ไปจนถึงการทำลายชีวิตกันและกัน จิตใจหึกเหิม ขาดสติ และประมาท ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บ พิการ และตาย

สุดท้ายพ่อกับแม่ของผมก็เสียชีวิต เพราะแผลในกระเพาะอาหารและตับแข็ง
ยังจะดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์กันต่อไปอีกหรือครับ

****************************************************
ที่มา :
ศรีวิชัย ทรงสุววรณ.(2554). ศรีวิชัย ทรงสุวรรณ คนต้นแบบเลิกเหล้าตลอดชีวิต. [Online]. Available :http://www.stopdrink.com/index.php?modules=news&type=5&id=1889. [2554 มิถุนายน 28 ].
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เขาเขียว โพธาราม..ต้นตำนานนางกวัก

เรื่องประวัติเขาเขียว ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี นี้ ผู้จัดทำไปอ่านพบในหนังสือที่ระลึกการประชุมวิชาการขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อ.ก.ท.)  ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในคราวจัดทำแจกจ่ายในการประชุมภาคกลางครั้งที่ 25  ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี (เรียกกันทั่วไปว่าเกษตรเขาเขียว) เมื่อวันที่ 24-28 พฤศจิกายน 2546

บทความนี้เขียนโดย คุณคำรณ  แพงไพรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ประธานเขต 18 ภูมิภาคที่ 6 ไลออนส์สากล ภาค 310 ดี นายกสโมสรไลออนส์โพธาราม  ท่านได้ศึกษาประวัติของเขาเขียวด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ท่านประสบความมหัศจรรย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเขาเขียวด้วยตนเองถึง 3 ครั้ง และอีกประการหนึ่งเกิดจากท่านผู้ใหญ่ 2 คนซึ่งเป็นผู้อาวุโสทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ และยศฐาบรรดาศักดิ์ ได้ขอร้องให้ศึกษา เพราะเชื่อว่า เขาเขียวคือต้นกำเนิดของประวัติศาสตร์ไทย คนไทยมิได้อพยพมาจากแหล่งอื่นแต่อยู่ที่นี่ ...ที่เขาเขียวนี้เอง



คุณคำรณฯ เขียนเรื่องราวของเขาเขียว เอาไว้ พอสรุปได้ดังนี้.....

สมัยเมื่อ 4,000 ปีเศษ เขาเขียวเป็นดินแดนที่ติดชายทะเล
เมื่อน้ำทะเลขึ้นก็จะโอบล้อมเขาเขียว เมื่อน้ำทะเลลงก็สามารถเดินทางติดต่อกับแผ่นดินใหญ่ได้โดยการเดินเท้า เขาเขียวเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารแมกไม้นานาพรรณ ท้องทะเลสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำที่เป็นอาหาร เขาเขียวมีถ้ำปรากฏอยู่มากมายใช้เป็นที่หลบซ่อนศัตรูและเก็บรักษาสมบัติต่างๆ  น้ำทะเลเปรียบเสมือนปราการสำคัญทางธรรมชาติที่ช่วยปกป้องผืนแผ่นดินเขาเขียวจากภยันตรายภายนอก เขาเขียวในสมัยนั้นจึงมีผู้คนอาศัยกันอยู่คับคั่ง  มีอารยะธรรมที่รุ่งเรืองตามกาลสมัย ผู้คนสร้างบ้านเรือนอยู่บริเวณโดบรอบเขาเขียว ตามที่ราบลุ่มและตามชายหาด

องค์อินอธิราช
ในกาลครั้งนั้นได้มีบุรุษ 3 คน เดินทางมาถึงเขาเขียว ทั้ง 3  คนเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน คนพี่ซึ่งน้องๆ ยอมรับว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการสูงกว่าคนอื่น ได้เข้าปกครองเขาเขียว และตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่เขาเขียวแห่งนี้ชื่อว่า "เมืองวังแก้ว" และเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองทรงพระนามว่า "องค์อินอธิราช" 

ส่วนคนกลาง (ไม่ทราบพระนามจริง)ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสมือนพระมหาอุปราชของเมืองวังแก้ว ปกครองเขาเขียวอีกยอดหนึ่งถัดไป (เขาเขียวมีภูเขาหลายลูก)  คนกลางนี้ต่อมาก็คือ "ปู่เจ้าเขาเขียว" นั่นเอง

ส่วนคนน้อง (ไม่ทราบพระนามเช่นกัน) ไม่ฝักใฝ่ทางโลก แต่ฝักใฝ่ทางธรรม ได้ออกผนวชเป็นพราหมณ์ฤาษีบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ ณ เขาเขียวอีกยอดหนึ่ง และเป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชาการทั้งปวงให้แก่ราชวงศ์และพลเมืองของเมืองวังแก้ว

การปกครองในสมัยนั้นเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พลเมืองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือทหารทำหน้าที่คุ้มครองป้องกันเมือง และพลเมืองมีหน้าที่เป็นคณะปุโรหิต และทำหน้าที่อื่นตามแต่เจ้าเมืองจะมอบหมาย  องค์อินอธิราชเป็นกษัตริย์ที่มีน้ำพระทัยเปี่ยวด้วยความอ่อนโยนและเมตตาธรรม ดังนั้นราษฎรของเมืองวังแก้วจึงอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขและเจริญรุ่งเรือง  ในการว่าราชการ พระองค์ฯ ได้ตกแต่งถ้ำเป็นท้องพระโรงสำหรับว่าราชการ และเก็บพระคลังมหาสมบัติไว้ในถ้ำ รวมทั้งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์และราชวงศ์ องค์อินอธิราชมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว พระนามว่า "องค์หญิงอุมาเทวี"

ปู่เจ้าเขาเขียว ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์
เมื่อองค์อินอธิราชมีพระชนมายุได้ 50 พรรษาเศษ และองค์หญิงอุมาเทวี มีพระชันษา 16 พรรษา ปู่เจ้าเขาเขียว ได้กระทำปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แทน เป็นอันว่าสิ้นสุดราชวงศ์องค์อินอธิราช และสิ้นสุดเมืองวังแก้ว พร้อมถ้ำที่ประทับทั้งปวงของเมืองวังแก้วได้ถูกปิดตายตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมืองมินต์
ปู่เจ้าเขาเขียวได้ตั้งนามเมืองของพระองค์ใหม่ว่า "เมืองมินต์" พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ครองเมือง  การปกครองเมืองของพระองค์ก็ได้ใช้ถ้ำเป็นท้องพระโรงว่าราชการ เก็บพระคลังมหาสมบัติ และเป็นที่ประทับของพระองค์และราชวงศ์ คล้ายคลึงกับที่องค์อินอธิราชได้ปฏิบัติมา แต่เป็นคนละสถานที่กัน

ปู่เจ้าเขาเขียวเป็นกษัตริย์ที่มีน้ำพระทัยแตกต่างจากองค์อินอธิราช กล่าวคือพระองค์มีพระทัยดุ เหี้ยมหาญ เด็ดขาด เป็นที่คร้ามเกรงของอริราชศัตรู ปู่เจ้าเขาเขียวมีพระมเหสี 4 องค์ มีพระราชโอรสหลายพระองค์ แต่ทรงมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวนามว่า

"องค์หญิงกวักศิรินภา"
ทรงพระศิริโฉมงดงามมาก มีเสน่ห์ทำให้เกิดความรักความเมตตาแก่ผู้ที่ได้พบเห็น กิตติศัพท์ความงดงามขององค์หญิงกวักศิรินภาเป็นที่เลื่องลือไปยังทั่วแคว้นแดนไกล แต่องค์หญิงกวักศิรินภา ต้องมาสิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุเมื่อพระชันษาเพียง 15 พรรษา แต่กระนั้นก็ตามนามของ "นางกวัก" ก็ยังเป็นสัญญลักษณ์ของความมีเสน่ห์เมตตามหานิยม มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ 

ที่มาของภาพ
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1835104
สละราชสมบัติถือศีลภาวนา
เมื่อปู่เจ้าเขาเขียวมีพระชนม์ย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัย ได้มีน้ำพระทัยใฝ่ทางธรรมมะมากขึ้น  จนพระองค์ได้สละราชสมบัติถือศีลภาวนา และผนวชเป็นพราหมณ์ฤาษีจนเสด็จสวรรคต ในส่วนของเมืองมินต์ เมื่อปู่เจ้าเขาเขียวได้สละราชสมบัติแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดได้สืบราชสมบัติแทน โอรสและพระราชวงศ์ส่วนหนึ่งได้อพยพเข้าสู่ผืนแผ่นดินใหญ่สร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นใหม่ ยังคงมีพลเมืองของเมืองมินต์ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่มิได้อพยพไปไหน เป็นอันสิ้นสุดความรุ่งเรือของเมืองมินต์
ในช่วงต่อมาอีกไม่นานนัก เขาเขียวก็ประสบเคราะห์กรรม ได้เกิดวาตภัย อุทกภัย โหมกระหน่ำทำลายเขาเขียว จนบ้านเรือนพังพินาศ พลเมืองล้มตายลงหมดสิ้น เขาเขียวกลายเป็นป่าเขาที่รกชัฎ เต็มไปด้วยสิงสาราราสัตว์ เป็นสถานที่รกร้างไร้ผู้คน เป็นสถานที่สงบเหมาะสำหรับบำเพ็ญเพียรของฤาษีชีไพรเท่านั้น

บทสรุป
จากอดีตที่เคยรุ่งเรืองของเขาเขียว ที่ที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนพลเมืองมากมาย มีความเกี่ยวพันและวิถีชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน แก่งแย่งแข่งดี อาฆาตพยาบาท เสียงกู่ก้อง ร้องตะโกน เสียงร่ำไห้จากสงคราม ความพลัดพราก เศร้าโศก ความรัก ความอาลัย พร้อมทั้งแรงอธิษฐานและคำสาบาน ทุกอย่างต้องจบลงที่นี่ โศกนาฎกรรมเกิดขึ้นหลายหนหลายครั้งจนเขาเขียวกลายเป็นที่รกร้างไร้ผู้คน

ดวงจิต ดวงวิญญาณนับร้อยนับพันดวง ยังผูกพันและหวงแหนอยู่กับเขาเขียว ยังคงเฝ้าวนเวียนปกปักรักษาเขาเขียวซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยอันอบอุ่นของเขาในอดีต สถานที่ที่เคยมีบุคคลที่เขารักยิ่ง องค์อินอธิราช ปู้เจ้าเขาเขียว เคยปกครองคุ้มครองดูแล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จึงเป็นต้นกำเนิดแห่งความลี้ลับ  ความศักดิ์สิทธิ์ ความมหัศจรรย์ของเขาเขียวจนตราบเท่าทุกวันนี้

เขาเขียวยังมีอดีตและประวัติศาสตร์ที่รอการพิสูจน์อยู่  สักวันหนึ่งเมื่อเราได้ค้นพบหลักฐานแห่งอารยะธรรมของเขาเขียวแล้ว ก็จะเป็นเครื่องยืนยันอย่างแท้จริงว่า คนไทยไม่ได้อพยพมาจากที่ีใด คนไทยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ดั้งเดิม และดินแดนเขาเขียวแห่งนี้แหละคือต้นประวัติศาสตร์ชาติไทย 

ราชาแห่งวังแก้ว        องค์อิน
ราชันย์คู่เมืองมินต์    ปู่เจ้า
เคยครองผืนแผ่นดิน    นามเขา  เขียวเฮย
สองพระองค์ท่านเฝ้า    ปกป้องรักษา

เวลาลุล่วงพ้น     นานนัก
ถึงสองเมืองนี่จัก   ล่มแล้ว
หากแต่คำทายทัก   ยังคง  อยู่เฮย
เมืองมินต์อีกวังแก้ว   จักฟื้นคืนคง

เชิญองค์  ปู่เจ้า เขาเขียว
ธิดา  องค์เดียว  ชื่อก้อง
องค์อิน  อธิราช  เรืองรอง
คุ้มครอง  พลิกคืน  ฟื้นเมือง

*******************************************

ที่มา
คำรณ  แพงไพรี. (2546). ประวัติเขาเขียว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี : การประชุมวิชาการองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภาคกลางครั้งที่ 25. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 : วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี. (หน้า 43-45)
อ่านต่อ >>