วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ผ้าสไบคู่กายสาวมอญ

ตัวอย่างผ้าสไบของสาวมอญ
 เมื่อมีงานบุญ ไม่ว่าจะเป็นวันพระ หรือเทศกาลทำบุญใหญ่ ๆ แม่ของข้าพเจ้ามักจะนำผ้าสไบมาให้ห่มไปวัดเสมอ ก็จะสังเกตุว่า เอาไปทำอะไร ผ้าสไบก็ไม่เหมือนของคนทั่วไป สีสรรสดใส ปักด้วยมือ ซึ่งสาวชาวมอญจะใช้เวลานานมาก ในการปักแต่ละผืน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ปักเอง เป็นของพี่สาว เวลากราบพระก็จะใช้ชายของผ้าข้างหนึ่งมารองแล้วกราบลงไปบนผ้า เมื่องานบุญมาถึง เช่น บุญสงกรานต์ ซึ่งถือว่าเป็นงานบุญที่สำคัญที่สุดของชาวมอญ เพราะเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวมอญก็ว่าได้ สาว ๆ ก็จะนำผ้าสไบที่ปักมาห่มทับเสื้ออีกที ลวดลายที่ปักก็เป็นเอกลักษณ์ของมอญ เป้นการพาดแบบสไบเฉียง

การแต่งกายของมอญ ผู้ชายจะนุ่งโสร่งแดง ตราหมากรุก เป็นเอกลักษณ์ของหนุ่มมอญเลยทีเดียว โสร่งจะต้องเป็นผ้าต่อด้วยลายขาวตรงกลาง ถึงจะเป็นของแท้ หาซื้อค่อนข้างยาก บ้านข้าพเจ้าเมื่อคราวเลี้ยงผีก็จะเปลี่ยนผ้าให้ปู่ ต้องไปซื้อที่สังขละบุรี แถววัดหลวงพ่ออุตตะมะโน่น ชายชาวมอญก็จะพาดสไบด้วยเช่นกัน

ผ้าสไบจึงเป็นของติดกายของชาวมอญทั้งหญิงและชาย แต่จะห่ม หรือพาด ก็จะขึ้นอยู่กับงานแต่ละงาน งานบุญก็จะพาดไหล่ เถ้าป็นงานรื่นเริง ก็จะพาดสไบแล้วเอาชายผ้าทั้ง 2 ชายไปไว้ด้านหลัง

ส่วนผู้หญิงจะเกล้ามวยสูง ใส่ผ้าถุงกรอมเท้า ผ้าถุงก็จะทอเอง สีสรรสดใสเช่นกัน เสื้อจะเป็นผ้าลูกไม้ หรือผ้าสีสด และจะใส่ผ้าสีตัดกัน ถ้าเป็นงานรื่นเริง ผู้หญิงจะพาดสไบแบบลอยชาย

ที่วัดคงคาราม ยังมีการทอผ้าแบบของชาวมอญ ที่บ้านของ คุณกามเทพ มิ่งสำแดง ซึ่งเป็นทายาทของมอญรุ่นที่ 6 จากการสอบถามได้ความว่า มีการสอนทอผ้านุ่ง ปักผ้าสไบ และการสืบสานตำนานผ้าทอของชาวมอญ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ยังคงรักษาสืบสานลายผ้าดั้งเดิมเอาไว้ และข้าพเจ้าก็ยังมีความภูมิใจในการอนุรักษ์ผ้าทอของชาวบ้านที่วัดคงคาราม และได้มีโอกาสร่วมงานอำเภอยิ้ม ของอำเภอโพธาราม เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 ยังชื่นชมท่านนายก อบต. ตำบลคลองตาคต ท่านสังวาลย์ แย้มเกตุ ที่ยังเห็นความสำคัญของกลุ่มชนคนมอญในท้องที่ของท่าน และจะไม่กล่าวถึงก็คงจะไม่ได้ ท่านอาจารย์โสภณ นิไชยโยคคนสำคัญที่ทำให้การเล่าขานเรื่องเล่าของชาวมอญ ของข้าพเจ้าได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และถ้าท่านได้อ่านบทความบทนี้ และอยากจะสัมผัสกลิ่นไอของชาวมอญให้มากว่านี้ ก็ขอเชิญไปเที่ยวชมงานที่วัดโพธิ์โสภารามที่อำเภอบ้านโป่ง ในวันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2553 เป็นงานของชาวมอญที่มาพบกันส่วนรายละเอียด ไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกัน แต่คิดว่าไปแน่ ๆ เพราะต้องการที่จะรู้ชาติกำเนิดของตัวเอง และรู้ว่าพี่น้องของเราเขาอยู่กันที่ไหนบ้าง เป็นอย่างไร มันยากลำบากที่จะค้นคว้าเอง เพราะตอนนี้ทั้งพ่อและแม่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ได้เล่าเรื่องราวของบรรพบุรุษให้ฟัง น้ำเสียงของพ่อที่เล่าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนมอญ พ่อบอกว่า มอญสิ้นแผ่นดิน แต่ไม่สิ้นชาติ
ขอขอบคุณท่านที่ได้กรุณาให้ภาพไว้เป็นที่ระลึก

อ.โสภณ นิไชยโยค และพี่สาว
และเผยแพร่การแต่งกายที่สวยงาม ของชาวมอญ
วัดคงคาราม ท่านสังวาลย์ แย้มเกตุ นายก อบต.
ตำบลตลองตาคต ท่านอาจารย์โสภณ นิไชยโยค
และคุณกามเทพ มิ่งสำแดง ที่ได้นำผ้าสไบมาให้
รวมถึงรูปหงส์ที่ติดผ้าสไบด้วย

ของหอมไม่ทิ้งความหอม
มอญเราไม่ทิ้งบรรพบุรุษ


ภาพ นายกสังวาลย์ แย้มเกตุ นายกอบต.คลองตาคต     ในวันงานอำเภอยิ้มของ อ.โพธาราม ร่วมกับพี่ป้า น้า อา ชาวมอญของวัดคงคาราม เมื่อ 22 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา
 
ขอขอบคุณที่ให้ถ่ายภาพมา ข้อความบางตอนอาจจะไม่ชัดเจน ต้องขออภัยท่านผู้รู้ และยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าท่านจะแนะนำลูกหลานคนนี้ ที่ต้องการเพียงแค่จะสืบสานมรดกของบรรพบุรุษ ให้ยังคงอยู่ บอกเล่าเรื่องราวของ ชาติกำเนิดด้วยความภาคภูมิใจต่อไป
อ่านต่อ >>

ดูลิเกไปวัดคงคา ได้วิชาไปวัดป่า(ไผ่) ฟังเทศน์ไปวัดบ้านหม้อ

ผมได้ไปอ่านบทความของ กุศล เอี่ยมอรุณ เรื่องเงาชีวิตในภาพเขียน ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือราชบุรี เกี่ยวกับวัดไทรอารีรักษ์  เมื่อ พ.ศ.2541 มีอยู่ตอนหนึ่งได้เขียนเกี่ยวกับคำขวัญที่ว่า "..ถ้าดูลิเกให้ไปวัดคงคา ได้วิชาไปวัดป่า(ไผ่) ฟังเทศน์ไปวัดบ้านหม้อ.." เห็นว่าเป็นเรื่องราวที่น่านำมาบันทึกไว้ให้ทราบกัน แต่ภาพประกอบค่อนข้างหายากมาก ค้นหาในอินเตอร์เน็ตก็ไม่ค่อยมี คงต่อรอไปถ่ายเองแล้วนำมาโพสต์ภายหลัง ลองอ่านดูนะครับ

"....คนมอญถือว่า งานตายเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะศพพระศพเจ้า..."


วัดไทรอารีรักษ์ ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำแม่กลอง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นวัดของศูนย์กลางชาวมอญอีกวัดหนึ่ง วัดนี้มีภาพเขียนที่หอระฆังบริเวณกุฏิเจ้าอาวาส ภาพบางส่วนลบเลือนมาก ส่วนที่พระอุโบสถมีภาพที่ผนังด้านในทั้งสี่ด้าน กับที่มุขสกัดด้านนอกริมแม่น้ำแม่กลอง เขียนเป็นเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า พุทธประวัติ และพระอริยสงฆ์ ในรายละเอียดของภาพสะท้อนให้เห็นชีวิตสังคม วัฒนธรรม ของกลุ่มชนชาวมอญในอดีต ที่ผนังด้านในตรงข้ามกับพระประธานมีอักษรมอญจารึกถอดความได้ว่า อุปฎฐากกลอง (นามสกุล วารีชล) เป็นผู้จ้างช่างมาเขียนภาพเมื่อ ศก 1126 หรือประมาณ พ.ศ.2450 ซึ่งอยู่ในรัชกาลพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ภาพนี้เป็นภาพตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน มีการอัญเชิญพระบรมศพใส่พระโกศเพื่ออัญเชิญขึ้นพระเมรุมาศ ช่างเขียนมิได้วาดภาพเป็นโกศทรงสูงอย่างที่ใช้ในพระบรมศพกษัตริย์หรือเจ้านายดังที่เคยเขียนกัน แต่กลับเขียนเป็นโลงศพอย่างมอญที่เรียกว่า "ลุ้ง" ซึ่งใช้บรรจุศพพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ เช่น เจ้าอาวาส ที่ศาลาเก้าห้องของวัดคงคารามก็ยังมี "ลุ้ง" เก็บรักษาอยู่ พระภิกษุที่เก็บรักษาบอกว่าเคยใช้ในงานศพเจ้าอาวาสวัดมอญแถบลุ่มน้ำแม่กลองในสมัยก่อน

คุณตาจวน เครือวิชฌยาจารย์ เล่าเกี่ยวกับเรื่องงานตายของชาวมอญว่า "โลงที่นิยมใส่ศพพระ ก็คือโลงที่มีลักษณะสอบล่างผายบน คนมอญระดับชาวบ้านเรียกว่า "โลงยอดดอกผักบุ้ง" ที่เราเห็นที่เมืองปทุมธานีนั้น เป็นดอกบานข้างบนนั้น ทำเป็นยอกปราสาทอย่างเจดีย์ชเวดากอง สนนราคาใบหนึ่งเกือบ 4 หมื่นบาท โลงอย่างนี้ใช้แต่เฉพาะพระเท่านั้น ที่ชาวบ้านชาวมอญทั่วไปเขาไม่ใช้ เพราะเกรงว่าจะเป็นการแข่งบารมีกับพระ เขาจึงไม่ทำกัน ใครทำเขาก็เรียกว่า โลกวัชชะ คือ โลกจะติเตียน บัญญัติห้ามไว้นั้นไม่มี แต่ปากจากสังคมมนุษย์ห้ามไว้นี่สิเรื่องใหญ่"

"คนมอญถือว่าเรื่องตายเป็นเรื่องสำคัญ โดนเฉพาะศพพระศพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องพิเศษกว่าศพชาวบ้านทั่วไป พระผู้ใหญ่มีลูกศิษย์ลูกหามาก ลูกศิษย์ก็อยากที่จะจัดงานศพหลวงพ่อที่ตนเองเคารพนับถือนั้นให้ยิ่งใหญ่ที่สุด หรือถ้าเพื่อนบ้านเสียชีวิตก็ต้องบอกต่อกันไป เพื่อร่วมพิจารณาว่าศพนี้ตายอย่างไร ตายดี คือ เจ็บไข้ได้ป่วย ตายตามอายุขัย..แก่ชราตาย หรือ ตายไม่ดี อย่างเป็นมะเร็งเน่าเฟะ ตายโหง เช่น ถูกยิงตาย ตกน้ำตาย กินยาตาย ผูกคอตาย หรือเกิดอุบัติเหตุต่างๆ พวกนี้คนมอญเราถือจริงๆ จะไม่ทิ้งไว้ข้ามคืน ต้องรับทำโลงไปฝังเก็บก่อน หรือไม่ก็เก็บเข้าโกดังยังไม่เผาไม่ทำบุญอะไรทั้งนั้น อย่างมากแค่นิมนต์พระสี่รูปไปสวด บางศพนั้นก็เก็บไว้ประมาณหนึ่งเดือนจึงทำบุญ ถ้ารอให้ครบปีได้ถือว่าเป็นเรื่องบริบูรณ์ จะสวดอย่างไร มีมหรสพอย่างไรก็ดี เสนียดจัญไรจะไม่พัวพันกับวงศ์ตระกูล  ถ้าไม่ทำเช่นนั้น การตายลักษณะนี้จะวนเวียนเข้ามาหาคนในครอบครัวอีก ในคัมภีร์มอญ บอกไว้เลยว่า ถ้าไม่ทำแบบนี้จะได้รับความเสียหายเจ็ดชั้นหรือเจ็ดชั่วโคตร"

..ถ้าดูลิเกให้ไปวัดคงคา ได้วิชาไปวัดป่า (ไผ่) ฟังเทศน์ไปวัดบ้านหม้อ...

ภาพเขียนนี้ เป็นภาพหลังจากที่องค์พระสัมสัมพุทธเจ้าเสด็จสู่ปรินิพพานแล้ว มีการตั้งเมรุมาศถวายพระเพลิงและมีมหรสพฉลองพระเมรุมาศ เมื่อหลายสิบปีก่อนนี้ ครั้งหนึ่งที่วัดม่วง (บน) ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง เคยมีงานเมรุศพหลวงพ่อเข็มหรือหลวงปู่เข็ม

หลวงปู่เข็มมีชีวิตอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5-7 ท่านเป็นพระวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ รัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดม่วง (บน) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี กระทั่งท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2476 ว่ากันว่า ใครมีเหรียญหลวงปู่ตอนนี้ ให้เช่ากัน 2-3 แสนบาท

เมื่อสมัยคุณตาจวน เครือวิชฌยาจารย์ เป็นเด็ก ได้เคยเห็นงานฉลองเมรุของหลวงปู่เข็ม ซึ่งจัดขึ้นที่วัดม่วง (บน) "ตอนงานศพหลวงพ่อนั้น เขาเตรียมงานกันถึงปีกว่า ทำกันเป็นเมรุสูงใหญ่ ซึ่งในสมัยก่อนนั้น บริเวณที่จะก่อสร้างเมรุมีต้นยางนาขึ้นเป็นดง ต้องตัดต้นยางออก ลักษณะสัดส่วนของเมรุนั้น ผมว่าพอๆ กับเมรุอย่างที่สนามหลวง แต่ไม่สวยวิจิตรพิสดารเท่า เวลาเผาก็เผาเสร็จกันในวันนั้น ตอนนั้นผมจำได้ว่า โรงเรียนที่ลูกหลานชาวบ้านม่วงเรียนกันนั้น เป็นเงินทองที่เหลือจากชาวบ้านมาทำบุญกันในคราวนั้น อาคารหลังเดิมของโรงเรียนพังไปแล้ว ที่เห็นอยู่นี้เป็นอาคารหลังใหม่"

"ตอนนั้นผมอายุประมาณแปดเก้าขวบ ฟังจากผู้ใหญ่เล่ากันว่า บรรดาลูกศิษย์ลูกหาตกลงกันว่า ถ้ามีลูกศิษย์ลูกหาเป็นเจ้าภาพสวดก็สามารถไว้ต่อไปได้เรื่อย เมื่อต้องตั้งสวดนานาอย่างนี้ เป็นผลให้มีเวลาเตรียมงานเมรุ งานฉลองศพหลวงพ่อมากขึ้น แต่ละบ้านแต่ละวัดก็แบ่งหน้าที่จัดการกันไปตามถนัด บ้านนี้วัดนั้นรับผิดชอบโรงครัว โรงทาน ใครจะมากินกาแฟน้ำร้อนมีคนจัดการหมด อย่างเช่น วัดคงคาฯ ช่วยแกงมัสมั่น วัดตาลทำแกงส้ม วัดใหญ่นครชุมน์ทำขนมหม้อแกง วัดเขาช่องพรานรับทำสังขยา เป็นต้น งานหลวงพ่อเข็มเดิมกะว่าสามวัน ก็ยืดออกไปถึง 11 วัน"

คำกล่าวที่ว่า "ถ้าอยากดูลิเกให้ไปวัดคงคา อยากได้วิชาไปวัดป่า(ไผ่) อยากฟังเทศน์ไปวัดบ้านหม้อ" นั้น หมายถึงเมื่อก่อนนั้น พระที่วัดป่าไผ่ ได้ชื่อว่าเป็นพระเก่งพระธรรมไตรปิฏก อย่างพระมหาเป้อ พระจากวัดต่างๆ บริเวณนี้ต่างเป็นลูกศิษย์ลูกหาท่านทั้งสิ้น มหาศรเป็นอาจารย์ของผมเมื่อครั้งที่ีผมบวชเรียน ก็เป็นลูกศิษย์ท่าน เมื่อพระที่วัดนี้เก่ง พระจากวัดต่างๆ จึงต้องพากันมาร่ำเรียนที่นี่ เช่น วัดบ้านหม้อ วัดใหญ่นครชุมน์ วัดโพธิ์ วัดม่วง(บน) เป็นต้น วัดป่าไผ่ดังมากจนได้ชื่อว่า "วัดเล็กแต่พระดัง" รองลงไปคือวัดบ้านหม้อ เมื่อผมยังเป็นเด็ก รอบวัดป่าไผ่นั้นถือว่ามีแต่คนเก่ง เป็นนักธรรมรู้เรื่องศาสนามากกันทีเดียว ผิดกับที่วัดคงคาฯ มีลิเกบ่อย เพราะสมัยก่อนวัดคงคาฯ มีพระผู้ใหญ่เป็นพระอุปัชฌาย์หลายรูป เมื่อมรณภาพก็มีงานฉลองเมรุ ส่วนหลวงปู่เข็ม ท่านเป็นอุปัชฌาย์วัดม่วง (บน) ท่านจึงยิ่งใหญ่สำหรับชาวบ้านร้านถิ่นแถบนี้ ผู้คนเลยมาร่วมงานมากมาย"

"หนังกลางแปลงตอนนั้นเป็นหนังญี่ปุ่นขาวดำ ไม่มีเสียงพากย์เสียงพูดอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน มีแต่เสียงแตรวงประกอบ เล่นกันสดๆ เป็นครั้งแรกที่มีหนังมาฉายบ้านเราเป็นมหรสพที่เสียค่าใช้จ่ายมากที่สุด คือ คืนหนึ่งประมาณ 30 บาท ตอนนั้นเงินเดือนข้าราชการยศร้อยเอกประมาณ 25 บาท นายอำเภอ 60 บาทเท่านั้น"

"ลูกศิษย์ลูกหาแต่ละวัดนั้นก็พยายามหามหรสพมาร่วมงาน วัดขนอนเอาหนังใหญ่มา วัดนั้นเอาละครมา วัดนี้หาหนังมาฉาย บางวัดก็หาหนังตะลุงมา ในราชบุรีมีหนะงตะลุงด้วย เขาเล่นประมาณสองยาม ตีหนึ่ง ตื่นขึ้นมายังเห็นไอ้แก้วไอ้เปีย (ตัวละคร) ทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น เด็กอย่างพวกเราจะพูดติดปากกันเลยว่า ดูหนังใหญ่ต้องวัดขนอน ตอนนั้นไม่มีไฟฟ้า ต้องระดมชาวบ้านช่วยกันหากะลามาสุมไฟกองพะเนินเลย คนดูก็ดูกันไป ที่หลับก็หลับกันไป ระหว่างนี้มีการตุดดอกไม้เพลิงต่างๆ วัดไหนมีฝีมือทำอะไรได้ ก็ขันอาสาทำกันมาจุดฉลองเล่น วัดใหญ่นครชุมน์เขาเก่งไฟเพนียงก็ทำมา ไฟผึ้งนั้นผมจำไม่ได้วัดอะไรทำมา มีไม้สานเป็นรังผึ้งทำแขวนอยู่บนต้นไม้ และที่ต้นไม้เขาประดิษฐ์เป็นคนกะเหรี่ยงเกาะอยู่ นัยว่าเป็นกระเหรียงกำลังตีผึ้ง เวลาจุดแสดงก็จะแตกระเบิดเป็นลูกไฟเหมือนผึ้งบินออกจากรัง รูปกะเหรี่ยงนั้นก็จะแกว่งไปมาเหมือนกะเหรี่ยงตีผึ้งโหนต้นไม้เป็นที่สนุกสนานกัน มีบางวัดทำอ้ายตื้อวิ่งไล่คนดูหนีกันอลหม่าน ส่วนเรื่องกายกรรมนั้นผมไม่ทันเห็น มหรสพมีตั้งแต่คืนแรกที่ตั้งศพจนกระทั่งวันสุดท้าย เมื่อเผาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำธาตุของหลวงพ่อมาตั้ง เรียกว่าสุมธาตุ"

..วันพรุ่งนี้อาจไม่เหลือแม้เงา...

ก่อนจบขอปิดท้ายด้วยภาพเขียนบนไม้คอสองที่หัวเสาศาลาดินวัดไทรอารีรักษ์ บริเวณตลาดโพธาราม ปัจจุบันศาลาดินหลังนี้ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว เพื่อสร้างตึกคอนกรีตขึ้นแทนที่ ไม้คอสองกว่า 10 แผ่น จึงถูกปลดลงวางทิ้งขวางไร้คนเหลียวแลอยู่ในบริเวณวัด จนกระทั่งพระวสันต์ ซึ่งมาบวชจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ไปเห็นเข้า รู้สึกเสียดายในคุณค่างานศิลปกรรมของภาพเขียนที่ปรากฏบนแผ่นกระดานนั้น จึงนำมาทำความสะอาดปัดฝุ่นดินที่ติดเกรอะกรัง พร้อมเอาพลาสติกห่อหุ้มแต่ละแผ่นภาพไว้เพื่อป้องกันการขีดข่วนและสีกระเทาะหลุดออก ทว่าความหวังดีของท่าน กลับทำให้ภาพเขียนแต่ละแผ่นเกิดความชื้น มีไอน้ำเชื้อราจับจนตัวภาพบางส่วนลบเลือนไป นับเป็นการสูญเสียสมบัติโบราณวัตถุสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของชุมชนลุ่มน้ำแม่กลอง..

ภาพเขียนทั้งสามนี้ ดำเนินเรื่องพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเวยพระชาติเป็นพระมโหสถ บำเพ็ญปัญญาบารมี ในภาพแสดงถึงหมู่เรือนอาศัยของพระมโหสถ ซึ่งเป็นลูกเศรษฐีในเมืองมิถิลา ครั้งหนึ่งได้สร้างศาลาให้เพื่อนๆ เล่นโดยไม่ต้องหนีฝน และในศาลานั้นยังสร้างห้องวินิจฉัยคดีความให้ชาวบ้านที่พากันมาขอให้พระมโหสถตัดสิน กิตติศัพท์ความรอบรู้เฉลียวฉลาดของพระมโหสถเป็นที่ร่ำลือล่วงรู้ไปถึงพระเจ้าวิเทหะราช กษัตริย์แห่งมิถิลานคร จึงเบิกตัวพระมโหสถเข้าเฝ้าและในที่สุดก็ได้รับตัวมาเป็นราชบุตรของพระองค์

ภาพเขียนดังกล่าวสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นประมาณรัชกาลพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องด้วยธงบนยอดเสาในภาพปรากฏวาดเหมือน "ธงจอมเกล้า" อันเป็นตราประจำรัชกาลของพระองค์ แม้ในภาพจะเขียนรายละเอียดไม่ชัดเจนนัก แต่พอจับเค้าได้ว่าเป็นรูปพระมหามงกุฎ ขนาบข้างด้วยฉัตรทั้งซ้ายและขวา ผิดกันก็แต่สีเท่านั้น คือ ธงของพระองค์นั้นนอกจากจะมีพระราชลัญจกรดังกล่าวกลางผืนธงแล้ว สีพื้นธงก็เป็นสีน้ำเงิน มีขอบเป็นสีแดง

นอกจากนี้ยังมีจุดสังเกตุที่หอนาฬิกา ซึ่งตัวหอที่อยู่ใกล้กันนั้นน่าจะเป็นหอกลอง ด้วยหอทั้งสองสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 4 อีกทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นอาคารตึกฝรั้งอย่างตะวันตก ถ้าสังเกตุให้ดีจะมีตัวอักษรคล้านภาษาอังกฤษปรากฏบนหน้าบัน ซึ่งช่างยุคนั้นพยายามเขียนเลียนแบบตัวหนังสือของฝรั่ง ลักษณะการเขียนภาพเช่นนี้มักพบในจิตรกรรมตามวัดต่างๆ ที่เขียนขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ความพยายามในการเก็บรักษาภาพของพระวสันต์จะกลายเป็นการทำลายภาพเขียนให้เสียหาย แต่ความตั้งใจที่มุ่งรักษามรดกแห่งภูมิปัญญาของคนลุ่มน้ำแม่กลอง ก็เป็นสิ่งอันควรสรรเสริญ ด้วยการกระทำเช่นนี้ บางครั้งอาจต้องเผชิญกับความไม่พึงพอใจของผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่คอยจ้องขโมยโบราณวัตถุไปจากวัด 

ปัจจุบันทางวัดซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นวัดเก่าแก่ของชุมชน แต่ก็เหลือเพียงชื่อตำนานให้เล่าขาน ด้วยไม่มีประจักษ์พยานของโบราณวัตถุสถานใดๆ ให้เห็นร่องรอยของวิถีวัฒนธรรมที่บ่งบอกชีวิตชุมชนรอบวัดอีกต่อไป ชะตากรรมเช่นนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับวัดไทรอารีรักษ์เท่านั้น หากแต่อีกหลายวัดแถบลุ่มน้ำแม่กลองก็กำลังประสบสภาพดังกล่าวเช่นกัน

แล้ววันพรุ่งนี้อาจไม่เหลือแม้เงา...

ที่มา :
กุศล เอี่ยมอรุณ. (2541). เงาชีวิตในภาพเขียน : วัดไทรอารีรักษ์. ราชบุรี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สารคดี. (หน้า 365-371)


ข้อมูลเพิ่มเติม
ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดคงคาราม

ภาพถ่ายวัดบ้านหม้อ
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รสรักว่าหวาน ยังไม่ปานเท่าข้าวหมากบ้านโป่ง

เมื่อ 20 ปีก่อน คนบ้านโป่งเมื่อจะเข้ากรุงเทพฯ มาเยี่ยมญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ของฝากจากบ้านโป่งที่ผู้ได้รับก็ยินดี ผู้ให้ก็ภูมิใจ ก็คือ ข้าวหมาก  ที่ลือชื่อว่าอร่อยนักหนา ใครแวะมาบ้านโป่งก็ต่องแสวงหามาชิม แต่ปัจจุบันข้าวหมากบ้านโป่งไร้ชื่อ ไม่มีอยู่ในทำเนียบของฝาก เว้นเสียแต่คนเก่าจะบอกเล่าและพาไปชิมข้าวหมากเจ้าเก่าดั้งเดิม อันเป็นที่มาของข้าวหมากบ้านโป่ง

บนถนนแสงชูโต หน้าห้องแถวเล็กๆ ที่เกลื่อนไปด้วยเศษใบตอง หากมองดูผ่านๆ จะไม่รู้เลยว่า ที่นี่ คือ แหล่งพำนักของยายชิด ชื่นจิต เจ้าตำรับข้างหมากบ้านโป่งอันมีชื่อในอดีต  ต่อเมื่อล่วงเข้าสู่ข้างใน กลิ่นเหล้าหอมหวานจากการหมักข้าวเหนียวจึงลอยมากระทบจมูก และยิ่งมั่นใจมากขึ้นเมื่อเห็นคุณยายวัยกว่า 80 ปี กำลังตักข้าวเหนียวในกะละมังตรงหน้า ใส่ลงบนใบตองที่วางซ้อนกันหลายชั้นอย่างขะมักเขม้น แม้เมื่อฉันยกมือไหว้ทักทาย คุณยายก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมอง เพียงรับคำและเชื้อเชิญให้นั่ง

ขณะที่ไต่ถามถึงจุดประสงค์การมาของฉัน คุณยายก็ยังคงทำงานตรงหน้าต่อไม่หยุดมือ คุยกันจนที่เข้าใจและพอจะคุ้นเคยมากขึึ้นแล้วนั่นแหละ คุณยายจึงเริ่มเล่าเรื่องราวของตนเองและที่มาของข้าวหมากบ้านโป่ง

"ยายเป็นพวกลาว ทางสร้อยฟ้าโพธาราม คือมีย่าเป็นลาว ปู่เป็นคนกรุงเก่า ยายทำข้าวหมากมาตั้งแต่อายุ 17-18 ทำกินกันเองในหมู่พี่ๆ น้องๆ ไม่ได้ทำขาย ใครๆ แถวนั้นก็ทำกันได้ทั้งนั้นแหละ ยายมาทำขายตอนย้ายมาอยู่แถวบ้านโป่งแล้ว"

คุณยายชิดย้ายมาอยู่บ้านโป่งกับเด็กรับใช้เพียงสองคน โดยมาอาศัยอยู่กับป้าที่บ้านตรงข้ามที่ว่าการอำเภอ (ก่อนไฟไหม้ครั้งใหญ่) แรกเริ่มก็ไม่ได้สนใจจะทำขาย เพราะเวลานั้นที่ตัวเมืองบ้านโป่งก็มีแม่ค้าจากโพธารามหาบเอาข้าวหมากมาขายกันอยู่ก่อนแล้ว จนได้รับการกระตุ้นจากผู้เป็นป้า จึงเริ่มทำและนำมาวางขายหน้าบ้าน รสข้าวหมากที่หวานหอมดึงดูดให้มีลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาจึงขยับขยายเอาไปขายส่งให้แม่ค้าในตลาดและที่สถานีรถไฟ

รสชาติข้าวหมากแม่ชิด เริ่มเป็นที่ร่ำลือ ถึงกับในวันศีลวันพระ คนบ้านโป่งต้องมาสั่งซื้อข้าวหมากไปถวายพระกัน และเวลาจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต่างถิ่น ก็ต้องมาแวะซื้อไปเป็นของฝาก วันไหนจะเดินทาง อยากได้ข้างหมากหวานมากหวานน้อย สามารถสั่งได้ตามต้องการ เพราะยายชิดจะบริการให้ตามสั่ง เป็นที่พออกพอใจของลูกค้า จนข้าวหมากบ้านโป่งกลายเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อ และช่วงนี้เองก็เริ่มมีข้าวหมากเจ้าอื่นๆ ทยอยทำตามกันมา

"ทำไม่ยาก ใครๆ ก็ทำได้ แค่เอาข้าวเหนียวมานึ่ง ใส่ลูกแป้งลงคลุกเคล้า ก็ตักใสห่อทิ้งไว้ได้แล้ว" ยายชิดบ่ายเบี่ยงที่จะตอบ เมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับและวิธีการทำข้าวหมากให้อร่อยเป็นที่ถูกปากนักชิมข้าวหมากทั้งหลาย แต่คุยกันนานเข้า ยายชิดจึงค่อยๆ เผยความว่า

"ต้องเลือกแต่ของดีๆ มาทำข้าวเหนียวอย่างดี ลูกแป้งดี ลูกแป้งไม่ดีทำไว้สามสี่วันก็เปรี้ยวแล้ว ถ้าเป็นของดี เก็บข้างหมากไว้ได้ถึงเจ็ดวัน แต่จะหวานมาก..ที่กินข้าวกรุบก็เพราะข้าวเหนียวไม่ดี มีข้าวเจ้าปน ต้องเลือกต้องพิจารณา...อย่างข้าวเหนียวต้องรู้ว่าเป็นข้าวเก่าหรือข้าวใหม่ เพราะมีผลเวาแช่ข้าว ว่าจะแช่นานหรือไม่นาน ปกติยายแช่ข้าวเหนียวคืนเดียว พอรุ่งเช้าก็นึ่งแล้ว เวลานึ่งต้องนึ่งให้ข้าวสวยเป็นเม็ดไม่แฉะ ถ้าแฉะข้าวหมากจะเละ ทิ้งไว้จนข้าวเย็น ก็เอาลูกแป้งมาบี้ให้ละเอียด ผสมคลุกเคล้ากับข้าวเหนียว  ยายใช้ลูกแป้งหนึ่งลูกกับข้าวสี่ลิตร หากใช้ลูกแป้งน้อยจะไม่หวาน เมื่อคลุกเคล้ากันดีแล้วก็ตักใส่หอได้เลย หมักทิ้งไว้สองคืน ส่งขายได้ ตอนนี้จะยังไม่หงานมาก ถ้าอยากให้หวานจัดก็ทิ้งไว้สามคืน หากเป็นหน้าหนาวก็ต้องสามคืนเหมือนกันจึงจะดี ซื้อไปก็เก็บใส่ตู้เย็นเก็บไว้กินได้เลย แต่ถ้าข้าวหมากยังไม่ได้ที่ เอาไปเข้าตู้เย็นมันจะคืนตัว ข้าวกรุบแข็งเลย"

"ข้าวหมากยายจะห่อด้วยใบตอง แล้วใช้ใบมะพร้าวเตียว ทำอย่างนี้มากเก่าแก่ แต่ก่อนตักใส่กันบนใบตองเลย ไม่ได้มีพลาสติกรองอย่างเดียวนี้หรอก แต่คนกินเขาบอกว่ามันไม่สะอาด ยายเลยต้องใช้พลาสติกกับเขาเหมือนกัน แต่ยายว่าใส่ใบตองมันหอมนะ"

ข้าวหมากยายชิด ปัจจุบันจึงมีทั้งใส่ถุงพลาสติกและใส่ใบตองวางขาย หากใส่ถุง ขายถุงละ 5 บาท แต่ถ้าห่อใบตอง ขายเป็นพวง พวงละ 20 บาท มีห้าห่อ ทุกวันนี้นอกจากวางขายที่บ้านแล้ว ข้าวหมากยายชิดยังมีวางขายที่ร้านกาแฟบนถนนทรงพลด้วย

ก่อนลากกลับ ฉันกระซิบถามยายชิดว่า ข้าวหมากที่ดีนั้นต้องงมีคุณสมบัติอย่างไร

"ต้องหวานสนิทและข้าวไม่กรุบน่ะสิ อย่างของยายไง เคยมีคนมาถามแบบนี้ แล้วเขาเอาไปเขียนเปรียบว่า ข้าวหมาากของยาย "รสรักว่าหวาน ยังไม่ปานเท่าข้าวหมากบ้านโป่ง" "

หมายเหตุ : ขณะกำลังจัดทำต้นฉบับ ผู้เขียนได้ทราบข่าวว่า คุณยายชิดเสียชีวิตแล้ว จึงขอคารวะมา ณ ที่นี้ ปัจจุบันข้าวหมากยายชิดยังผลิตขายอยู่  โดยมีป้าน้อย อินทะแพทย์ เป็นผู้สืบทอดฝีมือต่อ

ที่มา :
ข้อมูล : สุดารา สุจฉายา. (2541). รสรักว่าหวาน ยังไม่ปานเท่าข้าวหมากบ้านโป่ง. ราชบุรี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สารคดี. (หน้า 290-291)
ภาพ: http://kawmakcup.ob.tc/picture/12661/1266111577kawmakcup.jpg
อ่านต่อ >>

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตำนานจอมบึง

เขียนโดย สุรินทร์ เหลือลมัย ที่ปรึกษาสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

ภาพถ่ายจากยอดเขาจอมพล แลเห็นท้องทุ่งจอมบึง และตัวตลาดบ้านกลางใน พ.ศ. ๒๕๐๖
บึงที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคกลาง ตอนนั้นยังไม่มีการทำสวนทำไร่
ท้องบึงราบเรียบเพราะชาวบ้านเพิ่งเริ่มทำนารอบๆ ขอบบึง

จอมบึงมีนิทานท้องถิ่นเรื่องเดียวที่เล่าสืบกันมาหลายชั่วคน ถึงเรื่องเรือสำเภาจีน ลำหนึ่ง แล่นมาชนยอดเขาลูกหนึ่งจนบิ่นไป  เขาลูกนั้นเรียกว่า เขาบิ่น ต่อมาเพี้ยนเป็น เขาบิน จนทุกวันนี้  สำเภาลำนั้นยังแล่นต่อไปได้ มันเลาะเลียบทิวเขายาวๆ ลูกหนึ่ง แล้วพุ่งเข้าชนหัวเขาจนทะลุเป็นรู  เขาลูกนั้นในเวลาต่อมาเรียกว่า เขาทะลุ  ก่อนเลี้ยวขวาเข้าสู่ท้องทะเลใหญ่ ท้องเรือก็ครูดยอดเขาอีกลูก จนเขานั้นยุบลงตรงกลางสำเภายังคงแล่นต่อไปทางขวา ในที่สุดท้องเรือก็ทะลุ น้ำเข้าเต็มลำ ค่อยๆ จมดิ่ง โผล่ให้เห็นแต่ยอดเสากระโดงเรือแต่นั้นมา

จริงหรือ ที่มีคนเคยเห็นยอดเสากระโดงเรือในทุ่งจอมบึง ?

นิทานเรื่องสำเภาจีนเป็นจินตนาการที่สอดคล้องกับภูมิประเทศของภูเขาลูกโดด ภูเขาลูกโดดเหล่านั้น ดูไปก็ราวกับว่าเดิมมันเคยเป็นเกาะแก่งมาก่อนจริงๆ  ผู้สูงอายุหลายท่านเคยเห็นเสาไม้แก่นเหลากลมกลึง ท่านเข้าใจว่าเป็นเสากระโดงเรือ บอกว่ามันฝังจมดินเอียงๆ อยู่ ทั้งยืนยันว่าเคยลูบคลำด้วยมือของตัวเอง  ท่านหนึ่งเล่าว่า สมัยเป็นเด็กเคยเอาวัวไปเลี้ยงในทุ่งบึง แล้วชอบไปไต่เสาไม้แก่นเล่น เพื่อนบางคนเอามีดถากไปสุมไฟเผาปลาเผาหอยก็มี จนค่อยๆ บิ่นหายไป  บางท่านยังเล่าว่า เมื่อครั้งหนุ่มสาวเคยไปหาปลาหน้าแล้งกลางทุ่งบึง ขณะที่กั้นดินโคลนวิดน้ำจับปลาบริเวณนั้น ได้พบไม้กระดานเรือเป็นชิ้นส่วนของลำเรือ และไม้พายยาวๆ สำหรับแจว

เชื่อว่าชาวบ้านกลุ่มลาวเวียงที่มาตั้งรกรากเมื่อประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว น่าจะเป็นผู้ผูกเป็นนิทานเพื่อบอกแหล่งที่มาของเสาไม้แก่นต้นนั้น  ดังนั้น เรื่องเสากระโดงเรือสำเภาฝังจมดินอยู่กลางทุ่ง บริเวณที่เรียกว่ารางเจ๊ก จึงเป็นความสงสัยที่ผู้คนในท้องถิ่นหาคำตอบได้ในนิทานสำเภาจีนนั่นเอง

แต่น่าคิดว่า ถ้าสำเภาไม่ล่ม มันจะแล่นไปทางไหน

อาคารไม้กลางภาพคือที่ว่าการอำเภอจอมบึงหลังเก่า ด้านหลังเป็นท้องทุ่งจอมบึง
แลเห็นชัดว่าขอบบึงอีกด้านเป็นป่าไผ่ที่แผ่ขยายไปจนจรดเขาล้อมรั้ว และเขาทะลุ

ถ้ายืนอยู่ริมทุ่งจอมบึง บนเส้นทางที่สำเภาเลี้ยวขวาสู่ทะเลใหญ่ แล้วมองไปเบื้องหน้าแถบชายฝั่งตลาดจอมบึง เริ่มแต่ซ้ายมือจะเห็นหมู่บ้านหนองบัว (ตาขาว) ผู้คนรุ่นแรกเชื้อสายไทยพื้นถิ่นที่เคลื่อนย้ายมาจากบ้านบาง (นาง) ลี่ ริมฝั่งน้ำแม่กลอง อำเภอเมืองราชบุรี แล้วขยายครัวเรือนถัดมาที่บ้านวังมะเดื่อ ปะปนกับผู้คนเชื้อสายลาวเวียง  ถัดไปคือตลาดบ้านกลาง ศูนย์กลางซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจากชุมชนต่างๆ  ถัดไปเป็นบ้านหนองบ้านเก่า ผู้คนเชื้อสายลาวเวียงขยายครัวเรือนมาจากบ้านเกาะ ติดกันก็เป็นบ้านทำเนียบ สถานที่พักค้างคืนของข้าราชการที่ออกมาตรวจท้องที่เมื่อครั้งเป็นกิ่งอำเภอจอมบึงสมัยแรกๆ

หมู่บ้านดังกล่าวเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษมาแล้ว พอค่ำลงจะแลเห็นแสงตะเกียงและแสงไต้ริบหรี่วอมแวมที่พอจะบอกได้ว่านั่นคือหมู่บ้าน  ถัดไปเป็นฉากหลังเด่นตระหง่าน คือภูเขาลูกโดดที่มีชื่อมาก่อนว่าเขากลางเมือง เป็นศูนย์กลางท้องถิ่นที่ผู้คนหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกัน แน่นอนว่าจุดเด่นที่สำเภาจีนมองเห็นได้แต่ไกลคือเขากลางเมือง ถ้าเรือไม่จมเสียก่อน ก็คงจะแล่นไปที่ท่าหน้าเขากลางเมือง ตามนิทานที่ผู้สูงอายุคงจะเล่าตกหล่นไป ก็ขอปะติดปะต่อให้สมบูรณ์ไว้ ณ ที่นี้

คำถามคือใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของนิทานเรื่องนี้ ?

ภูมิหลังของกลุ่มลาวโซ่งที่เคลื่อนย้ายมาอยู่ใหม่แถบบ้านหัวเขาจีน และเขาหัวจีน เดิมอยู่ที่บ้านหนองปรง อำเภอเขาย้อย เพชรบุรี แล้วเคลื่อนย้ายผ่านตำบลหนองชุมพลเหนือ และห้วยยางโทน เลยไปถึงขอบทุ่งจอมบึงบริเวณเขากลางตลาด ชัฏหนองคา และแสนกระบะ ก่อนที่จะมาอยู่ที่บ้านตลาดควายในปัจจุบัน  กลุ่มลาวโซ่งบ้านตลาดควายจึงเป็นเครือญาติอันสนิทกับกลุ่มเขาย้อย  กลุ่มลาวโซ่งเมื่อย้ายออกไปอยู่ที่อื่นจะเรียกบ้านหนองปรงถิ่นเดิมว่าบ้านเก่า ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่านิทานสำเภาจีนถ่ายทอดกันในกลุ่มลาวโซ่ง สะท้อนถึงความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นกลุ่มเดียวกันมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์

เรื่องเล่าสำนวนเขาย้อยนั้น สำเภาจีนแล่นไปชนเขาอีบิด แล้วเอียงไปล่มตรงอู่ตะเภา ถัดจากยอดเขาอีบิดซึ่งเป็นเทือกเขาบิดโค้งไปอีกหลายยอด เรียกว่าเขาคอก แล้วก็ถึงเขาสูงเด่นเป็นสัญลักษณ์ บนเขามีโขดหินรูปร่างคล้ายหญิงจีนสวมหมวกเจ๊ก ลูกน้อยนั่งอยู่ข้างหน้า เหมือนคอยกู่ตะโกนเรียกผู้ที่รอดตายจากสำเภาล่ม เขาลูกนั้นได้ชื่อต่อมาว่าเขาจีนกู่ แล้วกลายเป็นเขาหัวจีน

ส่วนที่อำเภอจอมบึง สำเภาแล่นผ่านเขาบินที่มียอดหักเป็นเหลี่ยมเห็นได้แต่ไกลในอดีต การคมนาคมจะต้องผ่านหน้าเขาบินไปจอมบึง จึงได้นำเขาบินมาเกี่ยวกับนิทานเรื่องนี้ด้วย

ปัจจุบัน ถ้ำเขาบินเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อของภาคกลาง ถัดไป สำเภาจะผ่านเขาล้อมรั้ว ชื่อคล้ายๆ เขาคอกที่อำเภอเขาย้อย ก่อนจะชนเขาอีกลูกหนึ่งจนทะลุ แฉลบไปชนเขาอีกลูกจนแอ่นกลาง แล้วไปล่มตรงรางเจ๊ก

เช่นเดียวกับที่อู่ตะเภา อำเภอเขาย้อย ช่องเขาทะลุเป็นเส้นทางเดินทัพครั้งไทยรบพม่า พระยาทวายมาตั้งค่ายริมบึงใหญ่ในสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ ๑ ทั้งเป็นเส้นทางขนแร่ดีบุกและไม้ซุง เขาทะลุมีลักษณะเป็นโพรงถ้ำ เห็นได้แต่ไกล กลุ่มลาวโซ่งที่เคลื่อนย้ายจากเขาย้อยก็ผ่านเส้นทางนี้ จึงให้ความสำคัญไว้ในนิทาน เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตวัฒนธรรมของตน

พวกเขาเรียกชื่อเขาลูกเล็กในทุ่งจอมบึงว่าเขากลางตลาด เพราะได้พบเศษหม้อไหกระจายบนพื้นดินเชิงเขา เหมือนเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนมาก่อน แท้จริงแล้ว นิทานสำเภาจีนนี้กลุ่มลาวโซ่งคงได้เค้าเรื่องมาจากแถบบ้านเขายี่สาร อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม

เมื่อชาวยี่สารจะเดินทางติดต่อกับชาวบางเค็ม ต้องผ่านเขาอีโก้ เขตอำเภอเขาย้อย เพชรบุรี เข้ามาเขตอำเภอปากท่อถึงบ้านหัวเขาจีน บ้านเขาอีโก้กับบ้านหัวเขาจีนเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของลาวโซ่ง มีอาชีพหาของป่าและทำนา ชาวยี่สารนอกจากเดินทางมาแลกข้าวสาร ไข่ และของป่าต่างๆ แล้ว น่าจะนำนิทานสำเภาจีนมาแพร่กระจายด้วย แต่ว่าที่จริง จอมบึงยังมีนิทานท้องถิ่นอีกเรื่องหนึ่ง คือ “ถ้ำถ้วยโถโอชามของชาวลับแล”

บ้านเรือนริมบึงยังไม่มากนัก และถนนสายหลักสายเดียว
ที่ผ่ากลางตลาดบ้านกลางก็ยังเป็นทางลูกรัง

ผู้สูงอายุต่างเล่าต่อๆ กันมาด้วยถ้อยคำธรรมดา ทำนองมุขปาฐะ คือจากปากต่อปาก ไม่ทราบว่าผู้เล่าดั้งเดิมเป็นใคร มักจะอ้างว่าเป็นของเก่า ฟังจากผู้เล่าที่เป็นบุคคลสำคัญยิ่งในอดีตอีกต่อหนึ่ง ทุกครั้งมักเล่าเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนี้

“วันดีคืนดี ชาวบ้านจะได้ยินเสียงมโหรีพิณพาทย์ลาดตะโพนดังแว่วมาจากเพิงผาหน้าถ้ำ อันเป็นดินแดนลี้ลับของเขากลางตลาดที่นั่นเป็นเขตแดนของชาวเมืองลับแล สมัยก่อนนานมาแล้ว เวลาชาวบ้านจะมีงานเลี้ยงในหมู่บ้าน จะไปขอยืมถ้วยโถโอชามจากชาวเมืองลับแล โดยครั้งแรกจะบนบานไว้ก่อนว่าต้องการยืมของอะไรบ้าง  รุ่งขึ้นก็จะมีสิ่งของที่ขอยืมวางไว้ให้พร้อม ชาวบ้านใช้งานเสร็จเมื่อไรก็ทำความสะอาด แล้วนำส่งคืนที่เดิมภายในถ้ำ ทุกรายจะปฏิบัติเช่นนี้เสมอ

แต่แล้วมีรายหนึ่งเล่นไม่ซื่อ เกิดความละโมบโลภมาก อยากได้บางสิ่งไว้ใช้ตลอดไป จึงส่งของคืนไม่ครบจำนวน ชาวลับแลไม่พอใจ ถือว่าทำผิดกติกาอย่างแรง ตั้งแต่นั้นมา แม้ชาวบ้านจะบนบานสักเท่าไร ก็ไม่มีสิ่งของออกมาวางไว้ให้ยืมอีก ปากถ้ำก็เลื่อนลงมาปิดสนิท เหลือเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน”

นิทานเรื่องนี้เคยแพร่หลายอยู่ในหลายอำเภอของเมืองราชบุรี ตลอดจนจังหวัดอื่นๆ ด้วย เค้าโครงเรื่องหลวมๆ เอื้อให้สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหารายละเอียดที่ต้องการสื่อความหมายได้ง่าย จึงถ่ายทอดจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้  ดังเรื่องเล่าที่หมู่บ้านเชิงเขาวังสะดึง อำเภอเมือง ตรงหน้าผาเขาวังสะดึงเดิมก็ว่ามีถ้ำของชาวลับแล แต่เดี๋ยวนี้ปิดสนิทมองไม่เห็นแล้ว

ที่หมู่บ้านเขาน้อยเทียมสวรรค์ เดิมก็ว่ามีถ้ำอยู่ใต้ฐานเจดีย์ ชาวลับแลทำให้หินงอกปิดปากถ้ำ ทางวัดกลัวเจดีย์จะทรุดลงมาจึงปิดปากถ้ำเสียเลย

ที่หมู่บ้านเขาหินกอง บนยอดเขาที่วัดหินกองมีร่องรอยหินแตกยุบตัวลงไป ก็ว่าเป็นการปิดปากถ้ำของชาวลับแล และที่หมู่บ้านเขาแง่มก็ว่ามีถ้ำของชาวลับแลเหมือนกัน

เจ้าของนิทานเรื่องนี้ที่เชิงเขาวังสะดึง เขาหินกอง เขากลางตลาด เป็นคนไทยเชื้อสายลาวเวียงจันท์ ที่เขาน้อยเทียมสวรรค์เป็นลาวยวน แต่ที่เขากลางตลาดเป็นลาวเวียงและลาวโซ่ง ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ที่ไหนมีนิทานเรื่องนี้ สามารถทายได้เลยว่าผู้คนกลุ่มนั้นหรือชุมชนนั้นมีเชื้อสายไทย - ลาว

ถัดมาเป็นพื้นที่วิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึง เพิ่งจะมีอาคารสึกหลังแรกทาสีขาวสะดุดตา
แลเห็นทางขวาของภาพว่าอาณาเขตบึงกว้างไกลออกไปมาก

นโยบายของรัฐในการพัฒนาราชบุรีให้เป็น “ศูนย์กลางความเจริญของภาคตะวันตก” ย่อมส่งผลให้จอมบึงเปลี่ยนแปลงไปในไม่ช้า จึงสมควรเก็บข้อมูลในอดีตที่กลายเป็นตำนานไปแล้วเพื่อการศึกษาต่อไป

จอมบึงเป็นอำเภอหนึ่งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดราชบุรี พื้นที่นี้มีความสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี เศรษฐกิจ ตลอดจนมีความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์ จากการสำรวจ ค้นคว้า และขุดค้นทางโบราณคดี ได้พบหลักฐานเครื่องมือหินกะเทาะของผู้คนตั้งแต่สมัยหินกลางตอนปลาย ที่กำหนดอายุได้ไม่น้อยกว่า ๔,๐๐๐ ปี กระจัดกระจายอยู่โดยรอบขอบทุ่งจอมบึง

เริ่มต้นด้วยหลักฐานของผู้คนสมัยหินใหม่ตอนต้น ได้พบขวานหินกะเทาะหรือโกลนของขวานหินขัดที่เนินบ้านหนองบัว และเนินชัฏหนองคา ฝั่งตรงข้ามกับหนองบัว เครื่องมือดังกล่าวทำจากหินชนวนและหินเถ้าภูเขาไฟ มีรูปร่างลักษณะและวัตถุดิบเหมือนกับเครื่องมือที่พบที่เขตเหมืองแร่ริมห้วยบ้านบ่อ ตำบลสวนผึ้ง และแบบเดียวกับที่พบเลยลงไปถึงบ้านน้ำพุ อำเภอเมืองราชบุรี หลักฐานนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ผู้คนสมัยหินใหม่ได้เคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่สูงแถบเทือกเขาตะนาวศรี เข้าหาที่ราบสลับภูเขาลูกโดด ก่อนลงสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์สัตว์น้ำในบึงใหญ่ และนานาสัตว์จากป่ารอบขอบบึง ทำให้ได้พบขวานหินขัดหรือขวานฟ้าตั้งแต่บ้านหนองบัว บ้านวังมะเดื่อ หลังโรงเรียนบ้านจอมบึง หน้าวัดจอมบึง หนองบ้านเก่า บ้านเกาะ และบ้านปากบึง

ในถ้ำจอมพลก็มีผู้พบขวานฟ้าบนกองหินใต้ปล่องอากาศ และบริเวณสวนรุกขชาติ เฉพาะที่บ้านหนองบัว นอกจากขวานฟ้ายังพบกำไลหิน แวปั่นด้าย หินลับ และเศษภาชนะดินเผา แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานแบบถาวร ต่อมา ราว ๒,๓๐๐ - ๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว ผู้คนสมัยหินที่บ้านหนองบัวน่าจะอาศัยอยู่ต่อเนื่องจนถึงสมัยโลหะ เพราะเมื่อชาวบ้านแถบนั้นขุดดินสร้างเล้าหมู พวกเขาพบหลักฐานการฝังศพครั้งที่สอง มีเครื่องมือเหล็กบรรจุในภาชนะดินเผา และกระดูกฝังดินเป็นกลุ่มๆ ส่วนหลักฐานบนพื้นดินที่พบหลังจากรถไถปรับดินก็มีตะกรันเหล็กหรือขี้แร่เหล็กที่เกิดจากการถลุง ตะกรันเหล็กนี้เป็นแบบเดียวกับที่พบแถบเขาปฏัก เขาพุพระ เขาหนองหญ้าปล้อง ตำบลหนองกวาง อำเภอโพธาราม

หลักฐานสมัยโลหะที่พบในแหล่งอื่นคือบ้านปากบึง ตำบลจอมบึง ได้พบเครื่องมือเหล็ก สำริด และลูกปัดเหมือนกับที่พบที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ที่ถ้ำและเชิงเขาบ้านหนองศาลเจ้า ตำบลเบิกไพร ที่ถ้ำเขารังเสือ ตำบลปากช่อง และที่บ้านหัวทะเล ตำบลจอมบึง

สำหรับที่เนินชัฏหนองคาริมทุ่งจอมบึง ได้พบหลักฐานความเจริญที่แพร่มาจากเมืองคูบัว และถ้ำในเขตเทือกเขางู แล้วพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนสมัยต้นประวัติศาสตร์สมัยทวารวดี เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ ที่นี่ชาวไร่อ้อยพบลูกปัดแก้วสีเหลืองทึบแสงจำนวนมาก (สีอื่นๆ พบน้อย) ในภาชนะคล้ายตุ่มน้ำ ปนกับเถ้ากระดูกที่เผาไฟแล้ว เป็นหลักฐานว่าชุมชนแห่งนี้ได้รับวัฒนธรรมพุทธศาสนา จึงเปลี่ยนประเพณีการทำศพจากขุดแล้วฝังมาเป็นเผาแล้วฝัง

ประเพณีที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒ แล้วสืบเนื่องผสมผสานเป็นสมัยทวารวดี ได้แก่ชิ้นส่วนกระดูกคนที่เผาไฟแล้วจำนวนมาก หลังจากรถแทรกเตอร์ไถพรวนดินล่างขึ้นบนทั่วบริเวณแล้ว ภายหลังฝนตกหนักปรากฏเถ้ากระดูกไปกองรวมตรงชายขอบที่ยังไม่ได้ไถ

นี่คือวัฒนธรรมอินเดียที่ผ่านทางทะเลเข้ามาตามลุ่มน้ำแม่กลอง จากเมืองโบราณคูบัวและแถบถ้ำบนเทือกเขางู ผ่านเข้าไปยังพื้นที่ “ภายใน” จนถึงริมรอบขอบบึง หลักฐานที่สนับสนุน เช่น เปลือกหอยแครงฝาโตๆ แบบที่พบบริเวณเวียงทุน โคกพริก ริมแม่น้ำอ้อม และคูบัว ในเขตอำเภอเมือง แสดงถึงความสัมพันธ์กับแหล่งบริโภคอาหารทะเล จนสามารถนำสิ่งของไปแลกเปลี่ยนกับอาหารทะเลได้

ศาลาการเปรียญวัดจอมบึง สร้างเมือง พ.ศ. ๒๔๘๓
เป็นแบบศาลาวัดในภาคกลางทั่วไป มีราวลูกกรงสามด้าน อากาศถ่ายเทดี
ถึงวันพระ ชาวบ้านที่มาทำบุญพักค้างคืนได้สะดวก
แต่ต่อมาก็ถูกรื้อทิ้งไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔

หลักฐานที่แสดงว่าศาสนาพุทธเข้ามาถึงขอบทุ่งจอมบึงในสมัยทวารวดี พบที่เขาสำปะแจ ภูเขาลูกโดดติดกับเนินชัฏหนองคา สูง ๑๖๕ เมตร ห่างจากที่ว่าการอำเภอจอมบึงประมาณ ๓ กิโลเมตร  บนเขานี้มีถ้ำชื่อถ้ำพระพิมพ์ ได้พบพระพิมพ์สมัยทวารวดีรุ่นเก่า แบบเดียวกับที่พบแถบเขางู เขาวังสะดึง และเมืองคูบัว อายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท แสดงปางประทานปฐมเทศนาภายใต้สถูป มีเจดีย์เล็กอยู่ข้างๆ ที่ฐานมีจารึกเป็นคาถาว่า

เย ธมฺ มา เหตุปฺ ปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต อาห
เต สฺจฺ โย นิโรโธ (จ) เอวํ วาที มหาสมโณฯ

แปลได้ความว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุของธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติ ทรงสั่งสอนอย่างนี้”

ถ้ำพระพิมพ์น่าจะเป็นเขตอรัญญวาสีในช่วงเวลาเดียวกับถ้ำฤาษี เขางู แต่บริเวณนี้ รวมถึงชุมชนชัฏหนองคาคงเป็นพื้นที่ชายขอบที่ไกลจนอำนาจรัฐจากเมืองคูบัวส่งมาถึงได้เพียงเจือจาง และคงไม่ใช่สถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่น่าจะเป็นเพียงสถานวิเวกสำหรับจำศีลภาวนาของฤาษีผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเท่านั้น จึงไม่พบโบราณศิลปวัตถุเหมือนกับถ้ำต่างๆ แถบเทือกเขางู

ประมาณ ๙๐๐ ปีมาแล้ว ถ้ำพระพิมพ์ยังคงมีพระสงฆ์ ฤาษี หรือพุทธศาสนิกชนอุทิศเวลาเพื่อแสวงบุญกุศล คนเหล่านี้ได้สร้างพระพิมพ์รุ่นต่อมาที่เรียกว่าสมัยลพบุรี เป็นพระพิมพ์แบบพระแผ่นรูปพระพุทธเจ้าประทับปางมารวิชัยบนฐานปัทม์ลูกแก้ว และประทับยืนเป็นปางประทานอภัย รวม ๑๙ องค์ภายในซุ้มเรือนแก้ว พระพิมพ์แบบนี้ยังได้พบที่อยุธยา กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราชด้วย

หลักฐานที่มีอายุอยู่ในสมัยลพบุรีก็คือเศษเครื่องเคลือบจีน เช่น ตลับสีขาวสมัยซ้องเหนือและซ้องใต้ ชามเคลือบสีเขียวสมัยซ้องและสมัยหยวน เหรียญอีแปะจีนสมัยซ้อง ซึ่งตรงกับสมัยลพบุรีหรือสมัยอู่ทองของเมืองราชบุรี  ถ้ำพระพิมพ์ร้างไปประมาณพุทธศตรรษที่ ๑๘ สมัยลพบุรีตอนปลาย

พ่อนาคอีกขบวนหนึ่ง แห่แหนขบวนญาติโยมมาทำพิธีบวชที่วัดจอมบึง

สมัยอยุธยา ไทยต้องทำสงครามกับพม่า เมืองราชบุรีกลายเป็นสถานที่ระดมพลป้องกันพระนคร และเป็นเมืองที่มีกองทัพประจำพร้อมร่วมทำศึก กับทัพหลวงได้ทันทีเมื่อข้าศึกยกมารุกราน ดังนั้นชายแดนเมืองราชบุรีจึงเป็นเส้นทางเดินทัพของไทย และพม่า โดยยึดแนวลำน้ำภาชี ดังปรากฏด่านสำคัญๆ เช่น ด่านเจ้าเขว้า เขตอำเภอสวนผึ้ง ด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง เลยขึ้นไปเป็นด่านมะขามเตี้ย ในเขตกาญจนบุรี ถ้าเลยขึ้นไปอีกเป็นด่านบ้องตี้ เขตกาญจนบุรีเช่นกัน

พม่าเมื่อยกเข้ามาทางเมืองทวาย เข้ามาทางด่านบ้องตี้ เทือกเขาตะนาวศรี เลียบชายเขาลงมาทางใต้เข้าเขตราชบุรี บางทีต่ำลงมาก็เข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ใต้ แล้วตัดข้ามแม่น้ำภาชี ผ่านช่องเขาชนแอกลงสู่ทุ่งจอมบึง ก่อนถึงทุ่งเขางูใกล้ตัวเมืองราชบุรี

เหตุการณ์ไทยรบพม่าสมัยอยุธยาในเขตจอมบึงไม่มีการรบครั้งสำคัญๆ

ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรี เขตจอมบึงเป็นหน้าด่านหรือปราการชั้นในที่เป็นสมรภูมิไทยรบพม่า พ.ศ.๒๓๑๑ ศึกบางกุ้ง พระยาทวายยกทัพเข้ามาทางไทรโยค ล่องเรือรบผ่านเมืองราชบุรีซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองร้าง จึงเคลื่อนทัพอย่างสบายจนถึงค่ายบางกุ้งที่ทหารจีนของพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งอยู่ ทัพพม่าเข้าล้อมค่ายทหารจีนไว้

พระมหามนตรีคุมทัพหน้าของไทยเข้าตีทัพพม่า ใช้อาวุธสั้นไล่ตะลุมบอนจนพม่าแตกหนี พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงคุมทัพหลวงมาจากสมุทรสงคราม เข้าช่วยตามตีทัพพม่าจนแตกพ่ายหนีกลับไปทางหัวเขาสน ด่านเจ้าเขว้า ออกทางด่านพระเจดีย์สามองค์ใต้ (บ้านทุ่งเจดีย์)

พ่อนาคจากบ้านทำเนียบ ขี่ม้ามาบวชที่วัดจอมบึง
จะเห็นว่าพ่อนาคไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่องหรูหราอะไร
คนร่วมงานก็ใส่แค่เสื้อผ้าลินิน กางเกงเวสปอยต์ ผ้าถุงทอจากบ้านไร่ ราชบุรี
ช่วยกันตีกลองยาว เป่าแตรวง
ด้านหลังเป็นกุฎิหอฉันหลังเก่าแบบพื้นบ้านภาคกลาง
ต่อมาถูกรื้อทิ้ง สร้างใหม่เป็นตึก

สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดศึกสงครามกับพม่าที่เรียกว่าสงครามเก้าทัพ พ.ศ.๒๓๒๘ พระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่าทรงจัดกองทัพใหญ่เก้าทัพมาตีราชอาณาจักรไทย

พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ “ไทยรบพม่า” ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับราชบุรีว่า

“ฝ่ายกองทัพพม่าที่ ๒ ซึ่งอนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นแม่ทัพยกมาตั้งที่เมืองทวายนั้น เมื่อรวบรวมรี้พลได้พร้อมแล้ว จึงจัดให้พระยาทวายเป็นกองหน้าถือพล ๓,๐๐๐ ตัวอนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นกองหลวงถือพล ๔,๐๐๐ ให้จิกสิบโบ่เป็นกองหลัง ถือพล ๓,๐๐๐ ยกเข้ามาทางด่านบ้องตี้ แต่ทางที่ข้ามภูเขาเข้ามาเป็นทางกันดารกว่าทางด่านพระเจดีย์สามองค์เหนือ ช้างม้าพาหนะเดินยาก ต้องรั้งรอมาทุกระยะ จึงเข้ามาช้า”

ในที่สุด กองหน้าพระยาทวายมาตั้งค่ายที่แถบบ้านหนองบัวค่าย นอกเขางู อนอกแฝกคิดหวุ่นแม่ทัพตั้งที่ท้องชาตรี (ทุ่งจอมบึง) จิกสิบโบ่ทัพหลังตั้งที่ด่านเจ้าเขว้าริมลำน้ำภาชี ไม่รู้ว่ากองทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางลาดหญ้า เมืองกาญจนบุรีแตกพ่ายไปแล้ว

แม้เจ้าพระยาธรรมาและพระยายมราชซึ่งไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรีจะมิได้ประมาท ให้กองลาดตระเวนออกไปสืบข่าว แต่ก็หาทราบว่ามีกองทัพพม่าเข้ามาถึงลำน้ำภาชีและหลังเขางูไม่

จนเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ทรงมีชัยชนะที่ลาดหญ้าแล้ว มีรับสั่งให้พระยากลาโหมราชเสนากับพระยาจ่าแสนยากรคุมกองทัพกลับมาทางบก มาทราบว่าพม่าตั้งค่ายอยู่ที่หลังเขางู จึงยกกองทัพเข้าตีค่ายพม่า ได้รบพุ่งจนถึงตะลุมบอน พม่าทานกำลังไม่ได้แตกหนีทั้งกองหน้าและกองหลวง ไทยไล่ติดตามฆ่าฟันไปจนปะทะกองหลัง กองหลังก็พลอยแตกไปด้วย กองทัพไทยจับพม่าและเครื่องศาสตราวุธช้างม้าพาหนะได้เป็นอันมาก

ที่เหลือก็หนีกลับไปเมืองทวายทางด่านพระเจดีย์สามองค์ใต้

ท้องทุ่งจอมบึงหลังสงครามเก้าทัพเรียกขานต่อมาว่า “ท้องชาตรี”

ถัดจากค่ายพม่าไปทางใต้ไม่ถึงกิโลเมตร ชาวบ้านเล่าต่อๆ มาว่า ครั้งนั้นพม่าถูกฆ่าตายมากมายก่ายกอง จนศพเหม็นเน่าเป็นแรมปี เรียกที่นั่นว่าบ้านหนองสาง

ต่อมาเห็นว่านามไม่เป็นมงคล จึงเปลี่ยนเป็นสัง ชื่อต้นไม้ที่ขึ้นมากบริเวณนั้นแทน เลยเรียกเพี้ยนเป็นบ้านหนองสัง

กลางท้องชาตรีที่พม่าล่าถอยไปนั้น ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากค่ายพม่าประมาณ ๔ กิโลเมตร ศพพม่าทิ้งไว้มากมายก่ายกอง บ้างก็เล่ากันต่อมาว่าทัพพม่าที่อาศัยหนองน้ำที่นั่นถูกทหารไทยแอบใส่ยาพิษไว้ จึงเมาตายกันเป็นเบือ ฝูงแร้งกาลงจิกกินศพเป็นแรมเดือน ตามคำบอกเล่า ต่อมาเมื่อเป็นหมู่บ้าน จึงเรียกว่าบ้านหนองแร้ง

จากค่ายพม่าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือริมขอบบึงประมาณ ๒ กิโลเมตร พม่าที่มาประชุมพลกันมากเหลือเกิน ชาวบ้านรับรู้และเล่ากันต่อมาว่า เวลาเลี้ยงข้าวปลาอาหารต้องใส่กระบะไม้แทนจานข้าว ซึ่งต้องใช้มากถึงแสนกระบะทีเดียว ชาวบ้านจึงเรียกที่นั่นว่าบ้านแสนกระบะ

บริเวณวัดหนองบัวค่ายปัจจุบันมีร่องรอยเนินดินค่ายเก่าของพม่า มีร่องน้ำทั้งที่เป็นแนวธรรมชาติและที่ขุดเป็นคูค่ายปรากฏอยู่ ชาวบ้านรุ่นเก่ายังเรียกว่าบ้านสันคู หรือบ้านคู ต่อมาได้เกิดกอบัวชูดอกสลอนเต็มคูค่าย ชาวบ้านจึงเปลี่ยนจากบ้านสันคูมาเป็นบ้านหนองบัวค่าย

ดังนั้น ทุ่งเขางู – อรัญญิก ไม่ใช่สมรภูมิไทยรบพม่าสมัยสงครามเก้าทัพตามที่เข้าใจผิดๆ มานานแล้ว

ขบวนแห่ต้อนรับพระครูวาปีวรคุณ (คูณ ฐิตธมโม) เจ้าอาวาสวัดจอมบึง
ยาวเหยียดตั้งแต่บ้านเกาะไปยังวัดจอมบึง
ครั้งที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกใน พ.ศ. ๒๕๐๘
หลวงพ่อคูณท่านมีปฏิปทาด้านการก่อสร้าง มีศิลปะในทางช่าง
เป็นที่รักและเคารพของชาวจอมบึงทุกคน

สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาล ๒ พ.ศ.๒๓๖๓ พระเจ้าจักกายแมงรัชกาลที่ ๗ ในราชวงศ์อลองพญาได้ข่าวว่าเมืองไทยเกิดอหิวาตกโรค ผู้คนล้มตายระส่ำระสายมาก เห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะมาตีเมืองไทยให้ปรากฏเป็นเกียรติยศ

แต่ข่าวพม่ายกมาทราบถึงทางกรุงเทพฯ เสียก่อน รัชกาลที่ ๒ จึงโปรดฯ ให้จัดทัพใหญ่ ๔ ทัพ โดยทัพที่ ๑ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นแม่ทัพ เสด็จฯ ไปตั้งรักษาเมืองกาญจนบุรีที่ปากแพรก คอยต่อสู้ทัพพม่าที่จะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ (เหนือ)

ขณะนั้น เมืองราชบุรีกับเมืองกาญจนบุรียังรวมกัน เรียกว่าหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก

กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นแม่ทัพคุมพล ๑๐,๐๐๐ ยกทัพผ่านเขาประทับช้าง ผ่านท้องชาตรี ออกหัวเขาสน ไปด่านเจ้าเขว้าริมแม่น้ำภาชี ขึ้นเหนือตามลำน้ำไปตั้งอยู่ตรงจุดที่แควน้อยกับแควใหญ่สบกัน เรียกว่าปากแพรก

ชาวบ้านแถวปากช่อง อำเภอจอมบึงเคยเล่าว่า สมัยก่อนมีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมาประทับแรมที่เชิงเขาลูกนี้ มีทหารช้างม้าพาหนะมากมาย กลางคืนมีเสียงมโหรี ชาวบ้านจึงเรียกกันต่อๆ มาว่าเขาประทับช้าง

สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมืองเพชรบุรีมีเขตติดต่อกับเมืองสมุทรสงครามที่คลองตาอยู่ และเขตติดต่อกับเมืองราชบุรีที่ท้องชาตรี สมัยนั้นท้องชาตรีน่าจะเป็นท้องน้ำกว้างไกลดุจแม่น้ำ จึงได้เกิดตำนานสำเภาจีนแล่นไปล่มบริเวณนั้น ดังข้อความในสารตราท่านเจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดีฯ มีให้แก่หลวงเพชรบุรีปลัด หลวงเพชรบุรียกกระบัตร กรมการเมืองเพชรบุรี (พ.ศ.๒๓๙๘) ความตอนหนึ่งว่า

“เมืองเพชรบุรีเป็นเมืองใหญ่อยู่ชายทะเลมีปากน้ำกว้างใหญ่ ฝ่ายบกข้างตะวันตกเฉียงเหนือต่อแดนเมืองราชบุรีถึงแม่น้ำทองชาตรี คลองตาอยู่ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปจนเขาหมอนเจ้า เจ้าสิงขร คลองอีโนง ต่อแดนกับเมืองทวายมฤต มีประตูด่านลาตเวน รักษาด่านทางหลายตำบล มีเขตแดนกว้างขวาง…”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อเสด็จประพาสไทรโยคครั้งแรก พ.ศ.๒๔๑๖ เสด็จฯ จากกรุงเทพฯ ออกทางทะเลไปเข้าปากแม่น้ำแม่กลอง จากนั้นเสด็จฯ ทางสถลมารคจากเมืองราชบุรีผ่านมาทางท้องทุ่งชาตรี ดังพระราชนิพนธ์ โคลงนิราศกาญจนบุรี ที่ใช้นามแฝงว่าท้าวสุภัติการภักดี (นาก) เป็นผู้แต่ง ดังนี้

๗๖ ถึงช่องเขาทลุเลี้ยว เลยมา
แลละลิ่วเพิงผา โหว่โหว้
กระทิงถึกพยัคฆา เคยสู่ สิงแฮ
เขาทลุโล่งโต้ ตอบด้วยทรวงเรียม ฯ

๗๗ เขาทลุฤาใหญ่เหยี้ยง อกเรา
กว้างกว่าขอบเขตรเขา วากวุ้ง
ทุกแทบสัตว์ร้ายเนา ในอก
นอนแต่นอนสดุ้ง ยิ่งร้อยสัตว์เดิน ฯ

๗๘ หนองบัวค่ายเก่าตั้ง แต่เดิม
หวนฤาหายหื่นเหอม อึดอั้น
หนองบัวยิ่งมาเตอม แต่โศก
บัวว่าบัวนุชปั้น เปลี่ยนไว้ให้ชม ฯ

๘๑ ห้วยด้วนด่วนจากเจ้า จำเป็น
ห้วยก็ด้วนดุจเห็น หดห้วน
เห็นห้วยหากคิดเอ็น ดูอก ตูนา
ดึงเด็ดสวาดิ์ด้วน ทดด้วยด่วนมา ฯ

๘๕ ค่ายใหญ่อยู่ใกล้ท่า นัทที
ลำแม่ภาชีมี ชื่ออ้าง
น้ำใสสนิทดี ดูดุจ กรองนา
นึกระกำยามร้าง ถูกร้อนฤาเย็น ฯ

เมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ผ่านด่านทับตะโก ใกล้บ้านกะเหรี่ยงโพล่งกลุ่มที่เรียกว่าโพล่งท่าตะเก (พวกที่แยกกลุ่มไปอยู่เมืองเพชรบุรีเรียกว่าโพล่งโด่งพริบพรี) นายท่องดิ่ง หัวหน้ากะเหรี่ยงนายกองลาดตระเวนชายแดน ซึ่งมีบ้านท่าสะแกเป็นศูนย์กลางฝั่งตรงข้ามกับด่านเจ้าเขว้าขณะนั้นนำลูกบ้านมาเฝ้ารับเสด็จฯ กราบบังคมทูลให้เสด็จฯ ไปประทับยังที่แห่งใหม่ริมฝั่งภาชี ซึ่งมีภูมิทัศน์สวยงามกว่า ปรากฏว่าทรงโปรดปรานมาก ทรงสอบถามได้ความว่ากะเหรี่ยงเป็นชนเผ่าหนึ่ง บ้านเรือนสร้างด้วยไม้ไผ่หลังคามุงแฝก เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษากันตามมีตามเกิด มีความเป็นอยู่ง่ายเสียจนนับวันเดือนปีไม่เป็น และมีผู้รู้หนังสือน้อยมาก จึงทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นายท่องดิ่งเป็นหลวงพิทักษ์คีรีมาตย์ ให้ปกครองลูกบ้านกันเอง

ครั้งนั้น รัชกาลที่ ๕ เมื่อได้พบชาวกะเหรี่ยงโพล่งได้พรรณนาลักษณะและการแต่งกายของชาวกะเหรี่ยงว่า

๘๖ นางเนืองกะเหรี่ยงทั้ง หญิงชาย
บ่าแบกของถวาย อยู่ซ้อง
โอ่อวดประกวดกาย ตามเพศ เขานา
เมียลูกหลานพี่น้อง บ่าวข้าหญิงชาย ฯ

๘๗ สาวสาวเหล่ากะเหรี่ยง สวยสวย
ปักปิ่นเกล้าผมมวย แช่มช้อย
เงินไพลูกปัดรวย ร้อยรอบ คอนา
ขมิ้นขัดผัดหน้าชม้อย ม่ายเหลี้ยงเอียงอาย ฯ

๘๘ ขับลำทำเล่นได้ หลายกล
เขาชิดเฉียดตำทน ส่ายอู้
เสื้อแสงที่สวมตน เต็มหยาบ คายนา
พูดอะไรไป่รู้ เรื่องเบ้อเบิ่งควาย ฯ

รถเมล์ “พิเศษ” สายจอมบึง-ราชบุรี ราว พ.ศ. ๒๔๙๗
เดิมเป็นหัวรถจิ๊ปสมัยสงครามโลก นำมาต่อตัวถังเป็นโครงไม้ให้บรรทุกของบนหลังคาได้
คิวรถเดิมอยู่หน้าโรงเรียนบ้านจอมบึง ระยะทางสามสิบกิโลเมตร
ใช้เวลาวิ่งขนผู้โดยสาร บรรทุกถ่านไม้ หน่อไม้ดอง เมล็ดละหุ่ง ฯลฯ
บนถนนลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อกว่าสองชั่วโมง

ที่ประทับแรมของรัชกาลที่ ๕ ในครั้งนั้น ชาวบ้านเรียกว่าหินแท่นที่ประทับ อยู่ในเขตหมู่ ๑ บ้านด่านมะขามเตี้ย อำเภอด่านมะขามเตี้ย กาญจนบุรี น่าแปลกที่ตำแหน่งปัจจุบันนี้กลับอยู่ห่างจากลำภาชีมาก  ในช่วงร้อยกว่าปีมานี้ สายน้ำคงจะเปลี่ยนทางเดิน จึงเห็นแต่เพียงแนวหินกรวดท้องน้ำโผล่เป็นตอนๆ   ครั้นต่อมาภายหลัง คำเรียกก็เรียกเพี้ยนไปตามภาษาถิ่น กลายเป็นหินแด้น หรือหินแด่น

รัตนโกสินทรศก ๑๑๔ รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสมณฑลราชบุรี แล้วเสด็จฯ ไปประทับแรมที่ตำบลจอมบึง ดัง ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒ แผ่นที่ ๓๙ วันที่ ๒๙ ธันวาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๔ หน้า ๓๖๓ ลงพิมพ์ “ข่าวเสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลราชบุรี แลเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ” ว่า

“วันที่ ๑๙ ธันวาคม เวลาย่ำรุ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงม้าพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินจากค่ายหลวงไปตามทางหลวง ผ่านทุ่งเข้าป่าแดง เวลาเช้าโมง ๑ กับ ๔๐ นาที ถึงที่ประทับร้อนปากช่องทุ่งพิทาบ เสด็จประทับเสวยเช้า ระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนินเพียงนี้ ๓๓๕ เส้น เวลาเช้า ๔ โมงเสด็จจากที่ประทับร้อน เวลาเช้า ๕ โมงครึ่งถึงค่ายหลวงที่ประทับแรม ตำบลจอมบึง เสด็จจากม้าพระที่นั่งสู่ที่ประทับ ณ ค่ายหลวงนั้น ทางที่เสด็จพระราชดำเนินระยะนี้ ๒๘๘ เส้น รวมระยะทางแต่ค่ายหลวงหลุมดินถึงค่ายหลวงตำบลจอมบึงนี้ ๖๒๓ เส้น เวลาค่ำเสด็จออก พระยาสุรินทรฤาไชยนำพระรามบริรักษ์แลพราน แลพวกกะเหรี่ยงบ้านสวนผึ้งทางไกลจากที่นี้มาถวายของป่าต่างๆ สัตว์ต่างๆ มีพระราชดำรัสตามสมควร แล้วเสด็จขึ้น”

ตารางการเสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลราชบุรี ต่อเนื่องนครไชยศรีที่ได้แจกก่อนเวลาเสด็จฯ จริง เพื่อให้ทราบวันเวลาระยะทางเป็นการล่วงหน้านั้น ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒ แผ่นที่ ๓๗ วันที่ ๑๕ ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๔ หน้า ๔๓๐ ระบุว่า “วันที่ ๑๘ เช้าเสด็จฯ แต่พลับพลาที่ประทับตำบลหลุมดิน เป็นขบวนรถม้าพระที่นั่งไปประทับร้อนตำบลเขาประทับช้าง แล้วเสด็จฯ ไปประพาสตำบลจอมบึง แลประทับแรม ณ ที่นั้น”

แต่วันเสด็จฯ จริงเลื่อนเป็นวันที่ ๑๙ และเปลี่ยนที่ประทับร้อนมาเป็นปากช่องทุ่งพิทาบ

การที่กะเหรี่ยงบ้านสวนผึ้งหรือโพล่งท่าตะเกถูกเกณฑ์มารับเสด็จฯ แสดงว่ากะเหรี่ยงที่บ้านหนองกะเหรี่ยงได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ปากท่อและบ้านหนองหญ้าปล้อง กลายเป็นโพล่งโด่งพริบพรีไปแล้ว

ถ้ายังอยู่น่าจะต้องมารับเสด็จฯ ด้วย

ต่อมา บ้านหนองกะเหรี่ยงเปลี่ยนเป็นบ้านหนองนกกระเรียน เมื่อชาวไทยวนเคลื่อนย้ายมาอยู่ภายหลัง

เล่ากันว่า ข้าหลวงเทศาภิบาลเมืองราชบุรีได้สั่งเตรียมการรับเสด็จฯ เป็นแรมเดือน เจ้าหน้าที่มาถางป่าปรับสนาม สร้างพลับพลาที่ประทับ ณ บริเวณหน้าที่ทำการเทศบาลตำบลจอมบึง เล้าขุนหมูเพื่อเตรียมรับรองข้าราชบริพารผู้ตามเสด็จ

โรงครัวหุงข้าวกระทะอยู่ตรงห้องแถวบ้านพักตำรวจ

หน้าบ้านพักนายอำเภอปัจจุบันเป็นที่แขวนเป้าเคลื่อนที่ สำหรับทหารซ้อมยิงปืนยาวให้ทอดพระเนตร

“วันที่ ๒๐ ธันวาคม เวลาเช้า เสด็จพระราชดำเนินที่พักพระสงฆ์ มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นต้น ซึ่งตามเสด็จพระราชดำเนินไปด้วย แล้วทรงม้าพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินแต่ที่พักพระสงฆ์ไปตามทางหลวง ถึงเชิงเขากลางเมือง หยุดประทับเสวยเช้าที่เชิงเขา ทางแต่ค่ายหลวงถึงเชิงเขา ๘๔ เส้น เสวยแล้วทรงพระราชดำเนินขึ้นประพาสบนเขา แลทรงพระราชดำเนินลงประพาสในถ้ำเขากลางเมืองนั้น แล้วประทับที่ปากถ้ำ โดยทรงพระราชดำริที่จะให้มีสิ่งสำคัญ เป็นเครื่องหมายที่ระลึกถึงการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ไว้สืบไปสิ้นกาลนาน จึ่งให้ทรงพระอักษรไว้ที่ปากถ้ำ คือ จ ป ร เป็นอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ แลเลข ๑๑๔ หมายปีที่เสด็จประพาส แลทรงพระอักษรพระราชทานนามถ้ำว่า “ถ้ำจอมพล” โปรดเกล้าฯ ให้ช่างสลักๆ ศิลาตามตัวอักษร แล้วทรงฉายพระรูปที่ปากถ้ำนั้น แล้วเสด็จประพาสตามระยะทางแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับค่ายหลวงตำบลจอมบึง”

การเสด็จประพาสถ้ำจอมพลครั้งนี้ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถไม่ได้ตามเสด็จฯ ถ้าตามเสด็จฯ จริงต้องฉายพระรูปด้วย

เขาจอมพลที่เดิมเรียกว่าเขากลางเมือง ตามตำนานเรือสำเภาล่มนั้น ก็พากันเรียกว่าเขาจอมพลแต่นั้นมา

ตาควาย คชกาสร ช่างตีเหล็กจากบ้านโรงช้าง ราชบุรี เป็นผู้สลักหินตามตัวอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อและถ้ำจอมพล จากจดหมายเหตุรัตนโกสินทร์ จารึกอักษรพระนาม จ.ป.ร. และ ว.ป.ร. ตอนที่ ๑ นับเป็นอักษรพระนามที่ ๒๑

“วันที่ ๒๑ ธันวาคม เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ เสด็จทรงม้าพระที่นั่งไปทอดพระเนตรบึง เวลาย่ำค่ำ เสด็จพระราชดำเนินกลับค่ายหลวงตำบลจอมบึง”

เสด็จฯ ไปทางสายเก่าบ้านวังมะเดื่อ ตรงหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เล่าว่าเจ้าหน้าที่ได้เปิดป่าพงหญ้าเป็นถนนลงไปสู่บึง พระองค์ทรงโปรดปรานความงามของบึงมาก ทรงพระราชดำรัสช้าๆ ว่า

“นี่หรือบึง สวยงามดี ต่อไปจะเจริญ ต่อไปนี้ให้เรียกว่าจอมบึง”

ท้องชาตรีที่ถูกเรียกขานภายหลังสงครามเก้าทัพ พ.ศ.๒๓๒๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น ชาวบ้านพากันเรียกขานใหม่ว่าจอมบึงตั้งแต่นั้นมา

“วันที่ ๒๒ ธันวาคม เวลาเช้า ๔ โมงครึ่ง ทรงม้าพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับจากค่ายหลวงตำบลจอมบึง มาตามทางเดิมประมาณชั่วโมงเศษ ถึงที่ประทับร้อนปากช่องทุ่งพิทาบ เสด็จลงจากม้าพระที่นั่งประทับ ณ ที่ประทับร้อนนั้น อยู่จนเวลาบ่าย ๒ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินจากที่ประทับร้อน เปลี่ยนทางเสด็จใหม่ ไปตามท้องทุ่งแล้วอ้อมไปตามเชิงเขางูวกมาออกทางเดิม เวลาบ่ายเกือบ ๕ โมง ถึงค่ายหลวงตำบลหลุมดิน เสด็จลงจากม้าพระที่นั่งแล้วทรงพระราชดำเนินขึ้นประทับพลับพลา ณ ค่ายหลวงตำบลหลุมดินนั้น”

เสด็จประพาสจอมบึงครั้งนี้ รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริว่า ท้องที่จอมบึงมีการทำนามากกว่าแห่งอื่น ประชาชนตั้งบ้านเรือนอยู่หนาแน่น แต่กันดาร เพราะอยู่ห่างไกลตัวเมืองราชบุรีมาก การเดินทางให้เร็วต้องขี่ม้า ถ้าเดินเท้าใช้เวลาร่วมวัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นกิ่งอำเภอจอมบึง ตามชื่อท้องบึงที่ทรงพระราชทานนามให้ โดยขึ้นกับอำเภอเมืองราชบุรีในปีพุทธศักราช ๒๔๓๙

ที่ทำการกิ่งอำเภอครั้งแรกตั้งอยู่ที่บ้านเกาะริมบึง คือบริเวณโรงฆ่าสัตว์เทศบาลตำบลจอมบึงในปัจจุบัน

ขบวนแห่ต้อนรับหลวงพ่อคูณใน พ.ศ. ๒๕๐๘ ถ่ายจากมุมสูง
แลเห็นครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา)
จูงจักรยานและเดินร่วมขบวน ถนนสายนี้เป็นสายเดียวกับที่
รถเมล์หัวจิ๊ปเคยวิ่งรับส่งผู้โดยสาร (แต่ใน พ.ศ. ๒๕๐๘ กลายเป็นรถสองแถวธรรมดาแล้ว)
เป็นทางลูกรังตัดผ่าพื้นที่ของบึง
ดังนั้นบางครั้งในหน้าน้ำก็มีน้ำหลากข้ามถนน
ที่แลเห็นไกลลิบๆ นั้นคือตลาดบ้านกลาง

พ.ศ.๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จนำพลเสือป่าเดินทางไกลจากพระรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) เพชรบุรี มาราชบุรี เพื่อฝึกประลองยุทธ์ประจำปี ทรงบัญชาการซ้อมรบกองเสือป่า ณ อำเภอบ้านโป่ง โดยมีพระราชปณิธานในอันที่จะปลูกฝังความรักชาติ และความพร้อมในการป้องกันประเทศชาติในหมู่ประชาชน พระองค์ได้นำกองเสือป่ามาซ้อมรบที่จอมบึงด้วย

วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๔๕๗ เสด็จประทับแรมที่บ้านปากช่อง กองเสือป่าได้จัดกีฬาถวายทอดพระเนตร ตกกลางคืนมีการร้องเพลงและสวดมนต์ตามปกติ

วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๔๕๗ เสด็จประทับแรมบ้านหนองบัวค่าย
วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๔๕๗ เสด็จประทับแรมบ้านด่านทับตะโก พลับพลาปลูกริมลำน้ำภาชี มีการเล่นต่างๆ ให้ทอดพระเนตร กองพลหลวงกองร้อยที่ ๑ แสดงละครเรื่องหูหนวก กองร้อยที่ ๒ เล่นเรื่องเป็นอ่าง กองร้อยที่ ๓ เล่นเป็นละครนอกหุ่นกระบอกคน เวลา ๒ ทุ่มร้องเพลงและสวดมนต์ เข้านอนเมื่อเวลายาม ๑
วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๕๗ ประทับแรมที่เดิมอีก ๑ คืน
วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๔๕๗ เสด็จฯ จากที่ประทับแรมบ้านด่านทับตะโก ผ่านบ้านห้วยท่าช้าง หนองแฟบ แล้วทรงเก้าอี้หามจนถึงจอมบึง เมื่อเวลา ๕ โมง ๒๐ พระองค์ได้เสด็จขึ้นประพาสถ้ำจอมพล ทรงตรวจแถวสมาชิกกองพลอาคเนย์ ซึ่งไปสมทบกองพลหลวง ณ ที่นั้น

วันนั้นลูกเสือป่าลงอาบน้ำที่ริมบึงบ้านวังมะเดื่อ แล้วตั้งค่ายที่โคกสนาม บ้านหนองบัวในเขตริมบึง เวลาบ่าย ๔ โมง มีการเล่นต่างๆ ถวาย

กองร้อยที่ ๑ เล่นเป็นละครพูดเรื่องกฎหมายฆ่าคนตาย
กองร้อยที่ ๒ จับระบำรามสูรย์และเมขลา และจับเรื่องไกรทอง
กองร้อยที่ ๓ เล่นเป็นการสมโภชท้าวพรหมทัต มีการเล่นในการสมโภชต่างๆ เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด
กองร้อยที่ ๔ ก็จะเตรียมเล่นกระบี่ - กระบองเหมือนกัน แต่เวลาจวนถึง ๒ ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาเสวย จึงไม่ได้เล่น สมาชิกเสือป่าจึงได้ร้องเพลงต่อไป

ทุ่งจอมบึงเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีมานี้เป็นพื้นน้ำกว้างใหญ่ มีน้ำขังตลอดปี ไม่เคยแห้งเลย มีบางตอนเท่านั้น เช่น พื้นที่ที่ยาวตลอดตั้งแต่หลังหมู่บ้านวังมะเดื่อลงไปกลางทุ่ง ที่จะตื้นเขินในหน้าแล้งจนทำนาได้ดี มีปลาปูกุ้งหอย สาหร่าย และกอบัวหลวงอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อาศัยของนกตามทุ่งนาและนกเป็ดน้ำฝูงใหญ่ๆ

ในฤดูหนาว จะมีนกเป็ดน้ำบินหนีความหนาวมาจากไซบีเรีย จีนตอนใต้ ลงมาหากินรวมกันในบึงใหญ่นี้ชั่วคราว จนกว่าจะพ้นฤดูหนาว

ปีที่น้ำท่วมทุ่งเจิ่งนองเป็นทะเลสาบ ต้องลอยคอเกี่ยวข้าว ขนรวงข้าวด้วยเรือถ่อ เท่าที่จำได้มีปี พ.ศ.๒๕๐๒ ครั้งหนึ่ง แล้วในรอบประมาณ ๑๒ ปี เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๑ น้ำท่วมบึงครั้งใหญ่อีก ชาวนาต้องลอยคอเกี่ยวข้าว แล้วขนข้าวด้วยเรือถ่อ

วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๔ น้ำท่วมบึงอีกแต่ไม่ค่อยมาก ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๕๓๖ น้ำไม่ท่วมขังบึง มา พ.ศ.๒๕๔๘ น้ำไม่ท่วมบึงอีกเลย

ธรรมชาติของทุ่งจอมบึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หน้าแล้งเกิดหนองน้ำลึกเป็นแห่งๆ เช่น หนองลำพระยา หนองบ้านเก่า หนองวังมะเดื่อ หนองปรือ หนองยาว ริมขอบบึงตื้นเขินมีเนื้อที่ทำนาได้มากขึ้น ประชาชนจึงพากันจับจองที่ทำนาตามกำลังความสามารถแต่ละครอบครัว จึงเป็นเรื่องรับรู้กันในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่นา ว่าตรงไหนเป็นของใคร ได้อาศัยทำกินกันต่อๆ มา

พ.ศ.๒๕๑๒ อำเภอจอมบึงได้รับงบประมาณโครงการพัฒนาภาคตะวันตก ได้ขุดลอกดินกลางบึงเป็นคลองยาวเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตรในหน้าแล้ง ก้นคลองกว้าง ๙.๕๐ เมตร แต่น่าเสียดายขุดได้ยาวเพียง ๑,๙๐๐ เมตรเท่านั้น คงเหลือเนื้อที่ติดกับคลองกลางบึงเพียง ๙๐๐ กว่าไร่ เป็นบึงสาธารณะ แล้วต่อมากลายเป็นพื้นที่ สปก. ให้ราษฎรได้อาศัยทำกิน และกำลังพิจารณาจัดสรรส่วนหนึ่งให้เป็นบึงสวนสาธารณะให้ประชาชนใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยได้ออกแบบจัดภูมิทัศน์อันสวยงามไว้แล้ว สามารถเข้าชมได้ ณ ที่ว่าการอำเภอจอมบึง

“รถป่า” เป็นรถจิ๊ปรุ่นหลังสงครามโลก ที่ถูกดัดแปลงมาใช้ขนส่งไม้ซุงในพื้นที่ทุรกันดาร
คนอายุสามสิบปลายๆ บางคนยังทันได้เห็น

ทุ่งจอมบึงยังเคยเป็นถิ่นอาศัยของกวางเขางามชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ละองละมั่ง แต่กลายเป็นตำนานที่ไม่ค่อยจะมีใครกล่าวถึงนัก   ผู้ที่กล่าวยืนยันว่ามีกวางชนิดนี้จริงคือท่านพระครูวาปีวรคุณ (คูณ ฐิตธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดจอมบึง

สมัยที่ท่านยังเป็นเด็กรุ่นๆ อยู่ ท่านว่าละองละมั่งตัวเล็กกว่ากวางป่าธรรมดา อาศัยอยู่ในทุ่งบึงเป็นฝูงๆ เวลาเช้าหรือบ่ายจะเห็นมันวิ่งข้ามทุ่งเป็นปกติ แหล่งที่อยู่ชุกชุมคือแถวๆ แสนกระบะ หนองสัง (สาง) และหนองบัวค่าย ซึ่งภูมิประเทศเป็นป่าโปร่ง ไม่ค่อยมีเถาวัลย์ระเกะระกะ เป็นอุปสรรคทำให้ติดพันกับกิ่งเขาเวลามันวิ่งผ่าน ที่จริงน่าจะมีกะโหลกเขาของมันหลงเหลือเป็นหลักฐานบ้าง

ได้รับคำบอกเล่าจากนายน้อย บัวขาว บ้านหนองบัว (ตาขาว) ตำบลจอมบึง ว่าเคยเห็นมันวิ่งเป็นฝูงข้ามทุ่ง ชอบนอนแช่น้ำเล่น หลบแดดตามกอกกกอปรือตอนกลางวัน  ป่าเต็งรังเหียงพลวงแถวบ้านสันดอน (ห้วยด้วน) เป็นบ้านที่อยู่ชุกชุมของพวกมันทีเดียว

นายเต่า ทองลิ่ม อดีตพรานป่าบ้านวังมะเดื่อ ซึ่งเคยยิงกวางป่านอนแช่น้ำกลางทุ่งบึง และเขากวางคู่นั้นยังแขวนอยู่ที่วัดจอมบึง เล่าว่าละองละมั่งตัวสุดท้ายของจอมบึงถูกไล่ยิงหนีเตลิดหายไปทางเขตอำเภอปากท่อ

นายเล้ง เจริญพินิจ บ้านหนองสัง (สาง) ก็เล่าว่า เคยเห็นมันวิ่งแถวแสนกระบะ บ้านสันคูหนองบัวค่าย มีเขาคู่หนึ่งอยู่ที่บ้านด้วย  เขาอีกคู่หนึ่งอยู่ที่บ้านหนองขาม ชาวบ้านพบมันนอนตายที่เนินบ้านหนองขาม ฝูงหมาไนกำลังรุมกัดกินซาก เพราะเขาที่โค้งงอเป็นตะขอของมันนี่เอง บังคับให้อยู่ป่ารกทึบด้วยเถาวัลย์ไม่ได้ เมื่อท้องทุ่งถูกบุกเบิกเป็นนาไร่ไปหมด มันจึงหมดที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร แล้วถูกล่าสูญพันธุ์ไปทุกป่าธรรมชาติ

ณ วันนี้ เราหาชมละองละมั่งเป็นๆ ได้ที่สวนสัตว์เปิดของศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขาประทับช้าง เปิดให้ชมทุกวันเสาร์ - อาทิตย์

ถ้ำจอมพลเดิมเรียกว่าถ้ำมุจลินท์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญ ในถ้ำนอกจากมีหินงอกหินย้อยสวยงาม กับทั้งความงามของป่าเขาลำเนาไพรโดยรอบแล้ว ยังมีลายพระหัตถ์ จ ป ร ๑๑๔ เป็นโบราณวัตถุสถานที่สำคัญ ด้วยจารึกอักษรพระนามาภิไธยย่อ จ ป ร นั้นเป็นพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อโปรดปรานสถานที่ใดแล้วก็จะทรงให้จารึกอักษรพระนาม พร้อมปีที่เสด็จพระราชดำเนินไว้ ณ สถานที่แห่งนั้นๆ

หลังรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ เสด็จประพาสแล้ว ผู้คนต่างถิ่นต่างพากันมาเที่ยวชมอยู่เนืองๆ

ก่อน พ.ศ.๒๔๙๕ หลวงพ่อคง วัดเขาเหลือหรือวัดขรัวเหลือ อำเภอเมืองราชบุรี ได้อัญเชิญพระพุทธรูปปางประทานพร สมัยสุโขทัย มาประดิษฐานไว้ใต้ปล่องถ้ำ โดยมีลูกศิษย์คือ ลุงติด ลุงเปล่ง ลุงหนุน ไม่ทราบนามสกุล ช่วยกันขนย้ายมาด้วยเกวียน นัยว่าท่านงดงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่มีผู้มาอัญเชิญท่านไปไว้ที่วัดมหาธาตุราชบุรีสมัยพระราชธรรมเสนานี โดยอ้างว่าประตูถ้ำไม่มี กลัวจะถูกโจรกรรมไป เมื่อใดที่มีประตูถ้ำแข็งแรงและบูรณะถ้ำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแล้ว จึงจะอัญเชิญท่านกลับไป

ปัจจุบันจึงสมควรที่ชาวจอมบึงจะอัญเชิญท่านกลับไปเป็นที่สักการะบูชาและสิริมงคลแก่ผู้มาเที่ยวชมถ้ำดังเดิม

พ.ศ.๒๔๙๕ ท่านพระครูวาปีวรคุณ (คูณ ฐิตธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดจอมบึงและเจ้าคณะอำเภอจอมบึง ได้จัดสร้างพระพุทธไสยาสน์องค์ขนาดกลางขึ้นชิดกับผนังใต้ปล่องอากาศ ชาวจอมบึงจัดงานปิดทองพระพุทธไสยาสน์ถ้ำจอมพลในหน้าแล้งทุกปี
วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๗ ฯพณฯ จอมพลผิน ชุณหะวัณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เดินทางมาวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนวิทยาลัยหมู่บ้านจอมบึง (มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงเมื่อแรกตั้ง) ครั้งนั้นได้เข้าชมถ้ำจอมพลด้วย เมื่อเห็นความงามของหินงอกหินย้อย และป่าไม้บริเวณหน้าถ้ำ มีดำริว่าน่าจะรีบสงวนไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และเป็นอนุสรณ์ว่าสถานที่นี้เคยเป็นที่เสด็จประพาสของรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ จึงมอบให้กรมป่าไม้จัดตั้งเป็นสวนรุกขชาติ ถ้ำจอมพล ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นต้นมา

ระยะแรก หน้าที่รักษาประตูเข้าถ้ำและบริการตะเกียงเจ้าพายุอยู่ในความดูแลของวิทยาลัยหมู่บ้าน เพราะตอนนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ในเวลาต่อมา กองบำรุง กรมป่าไม้ ได้รังวัดแนวเขต ปลูกพันธุ์ไม้ ตัดถนน และเปิดสนามให้เป็นที่พักผ่อนของประชาชน  ทางหลวงสายราชบุรี – จอมบึงถึงหน้าถ้ำจอมพล ระยะทาง ๓๐ กิโลเมตร เริ่มเปิดให้ยานพาหนะทั่วไปแล่นได้แล้ว มีนักท่องเที่ยว หรือที่กำลังเป็นศัพท์ใหม่ตอนนั้นว่า “นักทัศนาจร” มาเที่ยวชมถ้ำมากขึ้น

วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เสด็จประพาสถ้ำจอมพล ทั้งสามพระองค์ทรงปลูกต้นสัก ต้นกัลปพฤกษ์ และต้นนนทรีไว้บริเวณหน้าถ้ำ ทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “ภ ป ร ๑ มิ.ย. ๙๙“ ไว้ที่หน้าถ้ำ
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๒๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาจอมบึง ได้เสด็จประพาสถ้ำจอมพล ทรงจารึกอักษรพระนามย่อ “ว ม ก“ ไว้ที่หน้าถ้ำด้วย

ริมขอบบึงเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ยังเป็นทุ่งบึงราบเรียบเพราะเริ่มใช้ทำนา
ไกลออกไปเป็นดงไม้ไผ่ และไม้ใหญ่น้อยแผ่ขยายจรดเชิงเขาล้อมรั้ว
และเขาทะลุ อันเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของเลียงผา และสัตว์ป่านานาชนิด
นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เคยนำนักนิยมไพรทั้งไทย และเทศมาส่องกล้องชม

ความเป็นมาของอำเภอจอมบึงตั้งแต่เป็นกิ่งอำเภอ แล้วเป็นอำเภอ ต่อมาแยกตำบลออกไปเป็นกิ่งอำเภอสวนผึ้ง เป็นตำนานที่ควรจะกล่าวถึงเหตุการณ์ให้ละเอียด

วันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๙๗ วางศิลาฤกษ์สถาบันฝึกหัดครูคือ “วิทยาลัยหมู่บ้านจอมบึง” แล้วเปิดสอนเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๔๙๗  นายจินต์ รัตนสินเป็นผู้อำนวยการคนแรก รับนักเรียนรุ่นแรก ๖๑ คน จากจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยจำกัดจำนวนปีละ ๖๐ ทุน ทุนละ ๒,๕๐๐ บาท ใช้เวลาเรียน ๕ ปี จบแล้วได้ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.)

นักศึกษาที่จบออกไปจะมีความรู้ความชำนาญในวิชาสามัญ วิชาชีพ วิชาเกษตรกรรม วิชาการศึกษา การพัฒนาชุมชน และประสบการณ์หลายๆ ด้าน สามารถออกไปสอนนักเรียนระดับประถมศึกษาในท้องถิ่นกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ

ต่อมาได้ยกฐานะเป็น “วิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึง” เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๓  เป็น “สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง“ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๘ แล้วเปลี่ยนสถานภาพไปเป็น “มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง“ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๗ เป็นต้นมา สร้างความปลาบปลื้มปีติยินดีแก่นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร ตลอดทั้งประชาชนชาวจอมบึงอย่างยิ่ง

พ.ศ.๒๕๐๑ กระทรวงมหาดไทยประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอจอมบึง เป็นอำเภอจอมบึง นายประกิต พิณเจริญเป็นนายอำเภอคนแรก โดยใช้อาคารที่ว่าการหลังเดิมเรื่อยมาจนถึง พ.ศ.๒๕๑๘ จึงได้ขยายต่อเติมและปรับปรุงทาสีที่ว่าการใหม่ ทำพิธีเปิดใช้อาคารในสมัย ร.ต.ปรีดี ตันติพงศ์เป็นนายอำเภอ

วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๑๕ กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าตำบลสวนผึ้งมีพื้นที่กว้างขวาง เต็มไปด้วยภูเขาและป่าไม้ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงถึง ๑๖ หมู่บ้าน การจะปกครองดูแลไม่ทั่วถึง จึงได้ประกาศแต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงเขต แยกไปเป็นตำบลใหม่อีก ๒ ตำบล คือ ตำบลป่าหวายและตำบลบ้านบึง

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๗ กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้แบ่งท้องที่ตำบลสวนผึ้ง ตำบลป่าหวาย และตำบลบ้านบึง ออกไปเป็นกิ่งอำเภอสวนผึ้ง ที่ว่าการกิ่งอำเภอได้ใช้อาคารที่ทำการของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๒๐ กรป.กลาง บก.ทหารสูงสุด

ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอสวนผึ้งคนแรก คือนายเกษม กิตติบำรุงสุข

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับประเทศ ได้เสด็จฯ และมาถึงอำเภอจอมบึง จนทำให้จอมบึงเจริญรุ่งเรืองทันตาเห็น ดังนี้

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๐๙ สมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จทรงเปิดป้ายโรงเรียนคุณอื้อบำเพ็ญ บ้านสวนผึ้ง
วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๑ สมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จทรงเปิดป้ายโรงเรียนมหาราช ๗
วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๑๒ สมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรบ้านโป่งกระทิงล่าง ที่โรงเรียน ตชด. ๘ อนุเคราะห์
วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๑๒ สมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จฯ เยี่ยมหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๑๑ กรป.กลาง บก.ทหารสูงสุด ที่บ้านบ่อ
วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร เปิดป้ายหมู่บ้านป่าหวายพัฒนา
วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔ สมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จฯทรงเปิดป้ายโรงเรียนสมนึกวิทิศวรการ บ้านวังน้ำเขียว
วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๑๔ สมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จฯทรงเปิดป้ายโรงเรียนบ้านทุ่งแหลม (ธรรมศาสตร์ – จุฬา ๒)
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๑๔ สมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรที่บ้านคา ที่ทำการเก่าของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๑๑ กรป.กลาง บก.ทหารสูงสุด
วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๑๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขับรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบ้านคา ณ ที่ทำการเก่าของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ กรป.กลาง บก.ทหารสูงสุด และเสด็จฯ ฝายน้ำล้นบ้านโป่งกระทิงล่าง ตำบลบ้านบึง
วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๑๘ สมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จฯ ทรงเปิดป้ายโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง ๒ บ้านห้วยบ่อหวี
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๒๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาจอมบึง และเสด็จประพาสถ้ำจอมพล
วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรและชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชคบ.) บ้านโป่งกระทิงล่าง
วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๒๑ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงเปิดป้ายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาจอมบึง
วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ยังวัดถ้ำสิงโตทอง ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ยกฉัตรพระประธาน ตัดลูกนิมิต ฉลองรูปเหมือนพระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ) และพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปพระพุทธสิริกิตติพิพัฒน์ และสมเด็จนางพญา สก. ณ อุโบสถวัดถ้ำสิงโตทอง โดยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระมหากรุณาธิคุณให้อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ “สก.” จารึกไว้ที่หน้าบันอุโบสถด้วย
วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๗ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จทรงตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จอมบึง

นายอำเภอวรภัทร์ ตั้งตราตระกูล เป็นผู้จุดประกายปลุกเร้าให้ทุกภาคส่วนอำเภอจอมบึง รวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว โดยการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอจอมบึง ตามฤกษ์พิธีอัญเชิญพระบรมรูปเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๖ เวลา ๑๑.๒๙ น. เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อพสกนิกรชาวจอมบึง ที่ทรงพระกรุณายกฐานะตำบลจอมบึงเป็นกิ่งอำเภอจอมบึงใน พ.ศ.๒๔๓๙

นำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นอำเภอจอมบึงจวบจนปัจจุบัน

ที่มาข้อมูลและภาพ :
สุรินทร์ เหลือลมัย . (2548). ตำนานจอมบึง.วารสารเมืองโบราณ ปี 2548 ฉบับที่ 31.4 . [Online]. Available :
http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=58. [2553 กรกฎาคม 11].
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

SWOT ราชบุรีและความต้องการของประชาชน (ล่าสุด 17 ก.ย.2552)

การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมจังหวัดราชบุรี
การประเมินสภาวะแวดล้อม (SWOT) ของจังหวัดราชบุรีโดยมีปัจจัยภายใน (จุดอ่อน จุดแข็ง) และปัจจัยภายนอก (โอกาส ภัยคุกคาม) สามารถสรุปได้ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ
จุดแข็ง
  1. มีตลาดกลางเกษตร จำนวน 2 แห่ง ที่สามารถระบายสินค้าไปสู่ภาคต่างๆได้เป็นอย่างดี
  2. มีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร และอาหารทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและเล็กเป็นจำนวนมาก
  3. มีความคล่องตัวในระบบการขนส่ง และระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ
  4. ผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย เช่น พืช ผัก ผลไม้ กล้วยไม้ ด้านปศุสัตว์เช่น สุกร โคนม
  5. มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายครอบคลุมทุกประเภท รวมทั้งมีวัฒนธรรมพื้นเมือง ภูมิปัญญา ที่เป็นต้นทุนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการผลิตด้านอื่นๆ
  6. แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  7. มีความพร้อมด้านยุทธศาสตร์กำลัง แรงงานที่จะพัฒนาศักยภาพได้
  8. มีแนวท่อก๊าชธรรมชาติผ่าน มีศักยภาพในการก่อสร้างสถานีแรงดันต่ำ พลังงานด้านต่างๆเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมได้
จุดอ่อน
  1. มูลค่าผลผลิต ต่อพื้นที่การเพาะปลูก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ในขณะที่ จังหวัดในกลุ่มเดียวกัน มีมูลค่าผลผลิตสูงกว่ามูลค่าเฉลี่ยของประเทศ
  2. เกษตรใช้สารเคมีใช้สารเคมีปริมาณมาก
  3. ผลตอบแทนจากการทำเกษตรอินทรีย์ยังไม่จูงใจให้เกษตรกรรักษามาตรฐานการผลิต
  4. ขาดการจัดการน้ำเสีย เป็นสาเหตุต่อการพัฒนาสินค้าตามมาตรฐาน GAP ยั่งยืน
  5. เกษตรกรมีหนี้สินและต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสูง
  6. ขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร
  7. เกษตรกรขาดอำนาจต่อรองทางการตลาดการเกษตร
  8. ผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนด้านการเกษตรแปรรูปยังขาดการบริหารจัดการด้านการตลาด
  9. ภาคอุตสาหกรรมประจำท้องถิ่น ขาดมาตรฐานผลผลิตที่ดี
  10. การประชาสัมพันธ์และการบริหารจัดการด้านการตลาดในด้านท่องเที่ยวยังขาดการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
  11. ผู้ประกอบการขาดทักษะในการให้บริการด้านการท่องเที่ยว
  12. ขาดปัจจัยในด้านอัตลักษณ์ (ภาพลักษณ์ เสน่ห์) ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
  13. สถานที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวมีขนาดเล็ก ยังไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ได้
โอกาส
  1. มีกฎหมายด้านวิสาหกิจชุมชน ในการสนับสนุนให้เกิดองค์กรชุมชน
  2. รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มเกษตรกรอย่างต่อเนื่องในลักษณะกองทุนต่างๆ
  3. มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องโดยฝ่ายวิชาการภาครัฐและสถาบันการศึกษา
  4. รัฐบาลมีการส่งเสริมให้ประชาชน ท่องเที่ยวภายในประเทศ
  5. กลุ่มจังหวัดมีทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเป็นวงจรภายในกลุ่มจังหวัด
  6. รัฐบาลส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อการส่งออก
อุปสรรค
  1. ปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลก และโรคระบาด มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวภายในประเทศและผลิตอาหารเพื่อการส่งออก
ด้านสังคม
จุดแข็ง
  1. ชุมชนมีความตระหนักมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสังคมด้วยวิธีของชุมชนเอง
  2. ประชาชนเข้าถึงการบริการสาธารณสุขที่ดี
  3. ประชาชนสถานะที่เหมาะสม พอเพียงต่อมีงานทำและรายได้
  4. วัฒนธรรม ประเพณี ท้องถิ่นที่ทุกชนเผ่าให้การยอมรับและส่งเสริมการสืบทอด
จุดอ่อน
  1. ปัญหาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินที่ยังไม่ลดลง
  2. เด็กและเยาวชนมีค่านิยมการดำรงชีวิตชีวิตที่ไม่เหมาะสม
  3. เด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ ภาษาไทย ต่ำกว่าร้อยละ 50
  4. บุคลากรทางการศึกษามีความเชี่ยวชาญวิชาหลัก ในระบบการศึกษาที่ไม่เพียงพอ
  5. ชุมชนยังมีปัญหาด้านสุขอนามัย และสิ่งแวดล้อมชุมชนที่ดี
  6. สังคมยังขาด คุณธรรม จริยธรรมและห่างเหินจากการใช้หลักธรรมมะในการดำเนินชีวิต
  7. สังคมในปัจจุบันมีจิตสาธารณะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม
  8. ขาดการนำทางสังคมที่สามารถประสานสร้างความสมานฉันท์
  9. การละเลยต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้ขาดวินัยทางสังคม
โอกาส
  1. นโยบายรัฐบาล กำหนดให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างความสมานฉันท์ โดยใช้ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี
  2. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการปรับทิศทางของสังคมที่เหมาะสม
อุปสรรค
  1. เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เกิดกระแสการเลียนแบบ วัฒนธรรม และและค่านิยมที่ไม่เหมาะสม

ความต้องการของประชาชนในพื้นที่
จังหวัดราชบุรี ได้ดำเนินการรับฟังความเห็นและความต้องการของส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การรับฟังดังกล่าวเพื่อนำ ปัญหา และความต้องการของประชาชนจากระดับพื้นที่ มาประสานเชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาในระดับชาติ และกลุ่มจังหวัด เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดราชบุรี สรุปดังนี้

ความต้องการของประชาชน จังหวัดราชบุรี ได้จัดทำแบบสอบถามความความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยตรง ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาจังหวัดราชบุรี โดยประชาชนได้เสนอความเห็น และความต้องการ ให้จังหวัดดำเนินการตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
  1. การแก้ไขปัญหาการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐาน คิดเป็นร้อยละ 41.1
  2. การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต คิดเป็นร้อยละ 29.3
  3. การก้องกันและแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดเป็นร้อยละ 14.2
  4. การป้องกัน ปราบปราม อาชญากรรมและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 11.5
ความต้องการในการแก้ไขปัญหาในระดับอำเภอ เป็นการรับฟังความเห็นจากประชาคมอำเภอ โดยเชื่อมโยงกับแผนแม่บทชุมชน ผ่านคณะอนุกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการในระดับอำเภอ เพื่อประกอบเป็นความต้องการในระดับพื้นที่ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่สามารถเชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ และระดับท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัด สามารถสรุปดังนี้
  1. เป็นเมืองศูนย์รวมแห่งเกษตรปลอดสารพิษประกอบกับกระแสความต้องการอาหารปลอดภัย จะมีผลรุนแรงผลักดันให้เมืองราชบุรีได้มีการพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรครั้งใหญ่ ดังนั้นตลาดหรือศูนย์รวมผลิตผลทางการเกษตรจะมีบทบาทสำคัญที่จะเป็นกลไกกระทำการให้บรรลุสู่ความเป็นเมืองแห่ง เกษตรปลอดสารพิษ(อ.เมืองราชบุรี)
  2. ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบอาชีพทางการเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่ไปด้วย(อ.บ้านโป่ง)
  3. ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผลผลิตทางเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยเน้นการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพการบริการที่ดี(อ.โพธาราม)
  4. ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ สู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข(อ.ดำเนินสะดวก)
  5. ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งกลุ่มอาชีพต่างๆให้มีความเข้มแข็ง เน้นการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตที่ดี และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม(อ.วัดเพลง)
  6. ให้มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และอนุรักษ์ ประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรม(อ.สวนผึ้ง)
  7. ส่งเสริมการปลูกสับปะรด พัฒนาแหล่งน้ำทางการเกษตร(อ.บ้านคา)
ที่มา :
สำนักงานจังหวัดราชบุรี. (2552). แผนพัฒนาจังหวัดราชบุรี พ.ศ.2553-2556. ราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์. (หน้า 14-16)
อ่านต่อ >>

สถานการณ์ จ.ราชบุรีและบริบทการเปลี่ยนแปลง (ล่าสุด 17 ก.ย.2552)

สถานการณ์จังหวัดราชบุรี

ด้านเศรษฐกิจ
จังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจส่วนรวมในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม) โดยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 29 ของผลิตภัณฑ์กลุ่มจังหวัด และมีมูลค่า GPP คิดเป็นลำดับที่ 14 ของประเทศ จังหวัดราชบุรี มีอัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 – 2551 เฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เศรษฐกิจจังหวัดราชบุรีพึ่งพิงสาขาการผลิตที่สำคัญคือ สาขาอุตสากรรรม มีสัดส่วนการผลิต ร้อยละ 29.07 และสาขาการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 16.28 ในขณะที่สาขาการผลิตรองลงมาเช่น สาขาพลังงาน และที่อยู่อาศัย 16.88 และ 10.48 ตามลำดับ

สาขาการเกษตร จังหวัดราชบุรี มีการการขยายตัวการผลิตด้านเกษตร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 – 2551 เฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี โดยเฉพาะในปี 2551 จังหวัดราชบุรีมีมูลค่าการผลิตในภาคเกษตร จำนวน 17,640 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดราชบุรี มีศักยภาพที่เป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ เช่น มีพื้นที่การเพาะปลูกพืชผักผลไม้ กระจายไปทุกอำเภอ จำนวน 1,027,340 ไร่ สามารถผลิตพืชผัก ผลไม้ ประมาณ 2,218,641 ตันต่อปี เนื่องจากมีระบบการชลประทานที่ดี มีตลาดกลางสินค้าเกษตร ถึง 2 แห่งในการระบายสินค้าไปทั้งภาคกลาง ภาคใต้ และและภาคอื่นๆ ในด้านการปศุสัตว์ มีการผลิตสุกรได้มากที่สุดของประเทศประมาณ 1,313,000 ตัว มูลค่า 3,940 ล้านบาท ในส่วนการประมง จังหวัดราชบุรีมีศักยภาพในการผลิตกุ้งก้ามกราม จำนวน 10,021.74 ตัน และกุ้งขาว จำนวน 6,035.17 ตัน

การอุตสาหกรรม เป็นสาขาการผลิตที่สำคัญของจังหวัด มีมูลค่าการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นสาขาการผลิตที่มีมูลค่าสูงสุดของจังหวัด ในปี 2551 จังหวัดราชบุรี มีโรงงานทั้งสิ้น1,322 โรงงาน เงินลงทุน 86,262 ล้านบาท มีมูลค่าการผลิต จำนวน 31,503 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 29.07 ของมูลค่าการผลิตทั้งหมด พื้นที่การผลิตส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอบ้านโป่ง อำเภอเมืองฯ และอำเภอโพธาราม มีการประเภทอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร( 177 โรงงาน) อุตสาหกรรมโลหะ(157 โรงงาน) อุตสาหกรรมขนส่ง(144 โรงงาน) อุตสาหกรรมการเกษตร (101 โรงงาน) และอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ( 100 โรงงาน) และ อุตสาหกรรมสิ่งทอ(62 โรงงาน) จังหวัดราชบุรีมีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสากล จำนวน 166 แห่ง

ในส่วนของสาขาการค้า จังหวัดราชบุรีมีมูลค่าการค้าส่ง ค้าปลีก จำนวน 11,359 ล้านบาท เป็นภาคการผลิตที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดราชบุรี รองลงมาจากสาขาอุตสาหกรรม และสาขาการเกษตร

ด้านการท่องเที่ยว ในปี 2551 จังหวัดราชบุรีรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน 1,153.49 ล้านบาท มีผู้มาเยี่ยมเยือน จำนวน 1,115,221 คน โดยลดลงจากปี 2550 คิดเป็นร้อยละ 4.42

ด้านสังคม
ปัจจุบันจังหวัดราชบุรี มีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 841,614 คน (ครัวเรือน 261,143 ครัวเรือน) มีอัตราการเพิ่มของประชากรปี 2550-2552 คิดเป็น ร้อยละ 0.30 , 0.53 และ 0.69 ตามลำดับ โครงสร้างประชากรในปี 2552 (สิงหาคม 2552) มีสัดส่วนประชากรวัยเด็ก ร้อยละ 19.04 เยาวชน ร้อยละ 15.91 ประชากรวัยทำงาน ร้อยละ 50.16 และผู้สูงอายุ ร้อยละ 11.45

ความสัมพันธ์และความอบอุ่นของครอบครัว ยังไม่ผ่านเกณฑ์ครอบครัวอบอุ่น จปฐ.ปี2552 มีครอบครัวที่ตกเกณฑ์ดังกล่าว จำนวน 33 ครัวเรือน สำหรับ อัตราการหย่าร้างในปี 2551 จำนวน 1.26 คู่ต่อพันครัวเรือน ซึ่งลดลงจากปี 2550 (1.44 คู่ต่อ พันครัวเรือน) สำหรับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จังหวัดราชบุรี ในปี 2549 มีคดีเกิดทั้งสิ้น 2,762 คดี ปี 2550 จำนวน 2,638 คดี

ในส่วนศิลปะ วัฒนธรรม จังหวัดราชบุรี มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม กล่าวคือ ประชาชนประกอบด้วยเชื้อสาย 8 ชนเผ่า มีการสืบทอดศิลปวัฒนธรรม มาจนถึงรุ่นปัจจุบัน จึงเป็นต้นทุนทางสังคมที่จะเชื่อโยงไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ

ส่วนด้านสุขภาพ จังหวัดราชบุรียังมีปัญหาการป่วยด้วยโรค สำคัญ อยู่ใน 3 ลำดับแรก ต่อประชากร 100,000 คน คือ โรคมะเร็ง คิดเป็นร้อยละ 86.8 รองลงมาเป็นอุบัติเหตุ คิดเป็นรอยละ 62.2 และโรคหัวใจ คิดเป็น ร้อยละ 44.8

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปัญหาที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี คือพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายเพื่อใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ ส่วนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม คือปัญหาขยะ และมลพิษทางน้ำ จากข้อมูลการศึกษามลพิษทางน้ำของจังหวัดราชบุรี  แหล่งที่เกิดมลพิษที่สำคัญคือ น้ำเสียจากชุมชน และฟาร์มการเกษตร รองลงมาเป็นน้ำเสียที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม


บริบทการเปลี่ยนแปลง
จังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดที่ มีรายได้จากสาขาการผลิตที่สำคัญของจังหวัด คือ สาขาเกษตร สาขาอุตสาหกรรม และสาขาการค้าปลีกค้าส่ง การผลิตดังกล่าวต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ที่สำคัญคือ

ด้านเศรษฐกิจ
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบ
สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การพัฒนาประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว นานาประเทศหันกลับมาให้ความสำคัญด้านปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากรายงานสถาบันด้านเศรษฐกิจโลก ในปี 2553 เศรษฐกิจ โลกมีแนวโน้มอาจจะปรับตัวดีขึ้นในภาพรวมซึ่งอาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัว

แม้ว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวการณ์ชะลอตัวดังกล่าว แต่สถานการณ์ของอุปสงค์และอุปทานอาหารของโลกมีการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากความต้องการด้านพลังงานทดแทนและการเกิดภัยธรรมชาติ ความต้องการด้านอาหารของโลกและประเทศในอาเซียนเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยและปลอดสารพิษ ซึ่งการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารจะต้องปรับตัวกับมาตรการด้านต่างๆของประเทศคู่ค้า

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มีแนวโน้มเริ่มเข้าสู่ระดับที่ถือได้ว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องมาจากภาพโดยรวมของภาคการค้าของโลก ซึ่งจะช่วยหนุนให้ทิศทางของภาคการส่งออกของไทย จะมีการขยายตัวได้มากขึ้น นอกจากนี้แล้วยังรวมไปถึงปัจจัยบวกจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง
ปี 2552 – 2553 ตามแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่จะเริ่มมีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่ในช่วงปลายปี2552 ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี2553 ขยายตัวมากขึ้น

นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์ ที่จะสร้างการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมั่นคง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร โดยส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่งเสริมเพื่อลดต้นทุนทางการเกษตร ในส่วนพัฒนาศักยภาพสินค้าปศุสัตว์ ดำเนินการปรับปรุงและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เศรษฐกิจสำคัญเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจพัฒนาการผลิตทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

สถานการณ์ผู้บริโภคด้านอาหาร เนื่องจากการเกิดวิกฤตด้านความปลอดภัยอาหารติดต่อกัน ในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะ เป็นโรควัวบ้าที่พบว่าสามารถถ่ายทอดจากเนื้อสัตว์สู่คน การระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีก การเกิดภาวะเจ็บป่วยเนื่องจากเชื้อที่พบในอาหาร การค้นพบสารเคมี
ตกค้างที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพในอาหารคน และอาหารสัตว์ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของสังคมเมือง คือ ระดับการกระจายข้อมูล ข่าวสารสามารถกระทำได้ดี ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงโอกาสในการศึกษามีผลให้ผู้บริโภคเกิดภาวะวิตกกังวล เกิดความห่วงใยดูแลสุขภาพของผู้บริโภค กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้ออาหาร ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคต้องการอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง หรืออาหารอินทรีย์

ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยของสถาบันอาหาร วิเคราะห์จากปัญหาความไม่ปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าจากประเทศจีน ถือเป็นโอกาสของไทยที่จะแสดงจุดยืนเป็นผู้นำ
ด้านอาหารความปลอดภัย ซึ่งสถาบันอาหาร ตั้งเป้าผลักดันด้านความปลอดภัยอาหารให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐฯ และเอกชน เพื่อก้าวเข้าสู่เป้าหมายในปี 2553 มีมูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 โรงงานผลิตอาหารต้องผ่านรับรองมาตรฐานการผลิตในระดับสากลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของโรงงานทั้งหมด รวมถึงสินค้าอาหารของไทยต้องมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนในระดับสากล ในการเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพ ในขณะที่มาตรฐานอาหารภายในประเทศต้องทัดเทียมกับมาตรฐานสากล

ศักยภาพและโอกาสของจังหวัดราชบุรี
สาขาเกษตร จังหวัดราชบุรี มีศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะพืชผัก และสุกร เนื่องจากจังหวัดราชบุรี มีตลาดกลางสินค้าพืช ผัก ผลไม้ ถึง 2 แห่ง สามารถระบายสินค้าเกษตรไปสู่ผู้บริโภคได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญยิ่งในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ในส่วนการพัฒนาคุณภาพการผลิต ได้มีการร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ในการผลิตพืช ผักปลอดสารพิษ โดยการพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารตกค้าง ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง และภาคเอกชน ซึ่งเป็นตลาดกลาง ได้เข้าสนับสนุน เกษตรกรปลูกพืชผักปลอกสารพิษ นอกจากนี้ จังหวัดราชบุรีมีโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร จำนวน177 โรงงาน และ อุตสาหกรรมการเกษตร จำนวน101 โรงงาน ซึ่งเป็นแหล่งแปรรูปสินค้าเกษตร และสินค้าอาหารโดยมีตลาดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับกระแสความต้องการอาหารปลอดภัยจะเป็นช่องทางที่สำคัญในการพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัยของจังหวัดราชบุรี

ในส่วนการผลิตเนื้อสัตว์ จังหวัดราชบุรีมีศักยภาพการผลิตสุกรมากที่สุดของประเทศและมีการตรวจสอบสารปนเปื้อนในเนื้อสัตว์และรับรองมาตรฐานผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อสัตว์อย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การผลิตสาขาเกษตรของจังหวัดราชบุรียังมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของจังหวัดราชบุรี ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพการผลิต ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยจึงเป็นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องพัฒนาต่อไป

สาขาการท่องเที่ยว จังหวัดราชบุรีมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญคือ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน แต่พิจารณารายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี มีรายได้ในปี 2550 จำนวน 1,206 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 1,153 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 1.11 ของ ซึ่งนับว่ายังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัด และจังหวัดในกลุ่มเดียวกัน แต่จากการที่จังหวัดราชบุรีมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่ดี จึงสามารถที่จะยกระดับรายได้จากการท่องเที่ยว โดยการสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยว เพิ่มจุดเด่นที่น่าสนในต่อนักท่องเที่ยว และเพิ่มกิจกรรมในการดึงดูดดกท่องเที่ยวให้มากขึ้น

สาขาอุตสาหกรรม จังหวัดราชบุรีมีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งสิ้น 1,322 โรงงานและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตรจึงเป็นศักยภาพที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี ที่ภาคการผลิตสามารถเป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปในพื้นที่ จึงเป็นแนวทางที่เชื่อมโยงกันระหว่างการผลิตของเกษตรกร และภาคอุตสาหกรรมผู้แปรรูป โดยจังหวัดราชบุรีจะเป็นฝ่ายประสารงานและสนับสนุน อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี มีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสากล จำนวน 166 แห่ง ซึ่งจังหวัดราชบุรีจะต้อง สนับสนุนและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนากระบวนการผลิตเข้าสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น

ด้านสังคม
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบ
นโยบาย เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติของรัฐบาล เร่งเสริมสร้างจิตสำนึกความรักชาติและความสามัคคีของคนในชาติ โดยใช้วัฒนธรรม ประเพณี และกีฬาเป็นสื่อในการเสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคี

ศักยภาพและโอกาสของจังหวัดราชบุรี
ความยากจนและความสัมพันธ์ของครอบครัว ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมของจังหวัดราชบุรียังมีปัญหาเรื่องการตกเกณฑ์ จปฐ.ของครัวเรือนที่มีรายได้ตำกว่า 23,000 บาทเฉลี่ยต่อคน/ปี จำนวน 164 ครัวเรือน ประชาชนในเขตชนบทมีหนี้สินเฉลี่ย 4,416 บาท/ครัวเรือน/ปี โดยประชาชนในอำเภอวัดเพลงมีหนี้สินมากที่สุด เรื่องความสัมพันธ์ในระดับครองครัวซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างสังคมเข้มแข็งยังเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนที่ยังขาดภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง เช่น ความอบอุ่นในครอบครัวของประชากรจังหวัดราชบุรี ยังไม่ผ่านเกณฑ์ครอบครัวอบอุ่น (ข้อมูล จปฐ.ปี2552) โดยครอบครัวที่ตกเกณฑ์ดังกล่าว จำนวน 33 ครัวเรือน สำหรับ อัตราการหย่าร้างในปี 2551 จำนวน 1.26 คู่ต่อพันครัวเรือน ซึ่งลดลง จากปี 2550 เพียงเล็กน้อย (1.44 คู่ต่อ พันครัวเรือน)

ด้านประเพณีวัฒนธรรม จังหวัดราชบุรีมีจุดเด่นในด้านศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์ด้านชนเผ่า ซึ่งประกอบด้วยเชื้อสาย 8 ชนเผ่า อยู่ในระดับที่ดีมีความหลากหลายศิลปวัฒนธรรม จึงเป็นทุนทางสังคมที่จะส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว ด้านการสร้างความสมานฉันท์ของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงในการสื่อสารกับภายนอกอันเนื่องมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทำให้สภาพสังคมในจังหวัดได้รับผลกระทบ จากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและความแตกแยกทางความคิดจากภายนอก ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ความคิดเห็นทางการเมืองที่นำไปสู่การแบ่งกลุ่มฝ่าย การเลียนแบบวัฒนธรรมที่ไม่เหมาะสม การบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นปัจจัยที่จะต้องเร่งรัดแก้ไขต่อไป

ความเข้มแข็งของชุมชน จังหวัดราชบุรี มีหมู่บ้าน จำนวน 975 หมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมีแผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว มีความสามารถพึ่งตนเองได้จำนวนหนึ่ง เนื่องมีผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มเข็งของชุมชน โดยการที่จังหวัดได้ส่งเสริมการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาด้วยตนเองของหมู่บ้าน/ชุมชน แต่การพัฒนาดังกล่าวยังต้องใช้ระยะเวลา หมู่บ้าน/ชุมชน อีกจำนวนหนึ่งที่จังหวัดจะต้องสนับสนุนการพัฒนาตนเองโดยใช้แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและให้สามารถพึ่งตนเองได้ต่อไป

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จังหวัดราชบุรี มีการพึ่งพิง สาขาการผลิตที่สำคัญ สาขาอุตสาหกรรม ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของประชากร ส่งผลให้เกิดผลกระทบทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกเพื่อใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ

ปัญหาคุณภาพทางน้ำ แม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำหลักของจังหวัดราชบุรี มีการใช้ประโยชน์เพื่อการผลิต ตลอดจนการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำแม่กลอง คุณภาพน้ำหลายสถานีตรวจคุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือค่อนข้างเสื่อมโทรม จัดอยู่ในคุณภาพน้ำแหล่งน้ำประเภทที่ 4 คือ ไม่เหมาะสำหรับการใช้ประโยชน์ เพื่อการอุปโภค บริโภค

สำหรับปัญหาขยะมูลฝอย เมื่อเปรียบเทียบอัตราการผลิตขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตเทศบาล จังหวัดราชบุรี ปี 2548 และ ปี 2552 พบว่า อัตราการผลิตขยะมูลฝอยกิโลกรัมต่อคนต่อวัน ในปี 2552 ลดน้อยลงจากปี 2548 เล็กน้อย แต่เมื่อแยกอัตราการผลิตขยะมูลฝอยในพื้นที่เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล พบว่า อัตราการผลิตขยะมูลฝอยต่อคนต่อวัน ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2548 ในขณะที่อัตราการผลิตขยะมูลฝอยในพื้นที่เทศบาลตำบลมีอัตราลดน้อยลง

ที่มา :
สำนักงานจังหวัดราชบุรี. (2552). แผนพัฒนาจังหวัดราชบุรี พ.ศ.2553-2556. ราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์. (หน้า 9-13)
อ่านต่อ >>

ข้อมูลทั่วไป จ.ราชบุรี (ล่าสุด 17 ก.ย.2552)

ด้านกายภาพ
จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่ในเขตภาคกลางด้านตะวันตกของประเทศไทย มีพื้นที่ 5,196,462 ตาราง กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลขที่ 4 ประมาณ 100 กิโลเมตร มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี ทิศใต้ติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี ทิศตะวันออกติดต่อจังหวัดนครปฐมและจังหวัดสมุทรสงคราม ทิศตะวันตกติดต่อประเทศพม่า มีชายแดนยาว 73 กิโลเมตร สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูงทางด้านตะวันตกและค่อยเทเป็นที่ราบลุ่มถึงที่ราบต่ำไปทางตะวันออกมีปริมาณน้ำฝนที่ตกเฉลี่ยใน ปี 2551 วัดได้ 1,007 มิลลิเมตร มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 19-38 องศาเซลเซียส

ด้านการปกครองและประชากร
แบ่งการปกครองออกเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิ่นดังนี้ การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ 104 ตำบล และ 975 หมู่บ้าน การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งการปกครองออกเป็น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 3 เทศบาลเมือง 25 เทศบาลตำบล และ 83 องค์การบริหารส่วนตำบล มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 828,930 คน เป็นชาย 405,852 คน หญิง 423,078คน  จำนวนครัวเรือน 259,711 ครัวเรือน (ข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือน กันยายน 2552)

ด้านสังคม
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 97.48 นับถือศาสนาคริสต์ ร้อยละ 2.06 และนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 0.54 ส่วนสถิติคดีอาชญากรรมของจังหวัด ปี 2549 รับแจ้ง 5,797 ราย จับกุมได้ 6,399 ราย ปี 2550 รับแจ้ง 6,939 ราย จับกุมได้ 8,075 ราย ปี 2551 รับแจ้ง 7,346 ราย จับกุมได้ 7,871 ราย

ด้านการศึกษา
จังหวัดราชบุรีแบ่งพื้นที่เขตการศึกษาเป็น 2 เขตพื้นที่การศึกษา ดังนี้
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 ประกอบด้วย สถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอจอมบึง อำเภอสวนผึ้ง อำเภอปากท่อ อำเภอวัดเพลง และอำเภอบ้านคา มีสถานศึกษา รวม จำนวน 199 แห่ง
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 2 ประกอบด้วย สถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่อำเภอ ดำเนินสะดวก อำเภอบ้านโป่ง อำเภอบางแพ และอำเภอโพธาราม มีสถานศึกษารวม จำนวน 168 แห่ง
ด้านสาธารณสุข
จังหวัดราชบุรีมีโรงพยาบาลของรัฐ 12 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 8 แห่ง สถานีอนามัย 162 แห่ง ด้านบุคลากร แพทย์ จำนวน 238 คน ทันตแพทย์ 43 คน เภสัชกร 95 คน พยาบาล 1,823 คน เจ้าหน้าที่
สาธารณสุข 340 คน

อัตราการเกิดโรคติดต่อที่สำคัญ 10 ลำดับแรกของจังหวัดราชบุรี
  1. โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ผู้ป่วย 9,970 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 1,199.1274)
  2. PUO ผู้ป่วย 1,359 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 163.4518)
  3. โรคเกี่ยวกับปอด ผูัป่วย 1,028 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 123.6412)
  4. ไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วย 930 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 111.8544)
  5. โรคอีสุขอีใส ผู้ป่วย 875 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 105.2394)
  6. โรคเกี่ยวกับเยื่อตา ผู้ป่วย 646 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 77.6967)
  7. มาเลเรีย ผู้ป่วย 610 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 73.3669)
  8. ไข้เลือดออก ผู้ป่วย 572 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 68.7965)
  9. อาหารเป็นพิษ ผู้ป่วย 511 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 61.4598)
  10. D.H.F. ผู้ป่วย 266 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 31.9928)
ด้านเศรษฐกิจ
จังหวัดราชบุรี มีอัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 – 2551 เฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เศรษฐกิจจังหวัดราชบุรีพึ่งพิงสาขาการผลิตที่สำคัญคือ สาขาอุตสากรรรม ในปี 2551 มีมูลค่าการผลิต 108,361.1 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวประชากร เท่ากับ 130,600 บาท

ด้านอุตสาหกรรม
ในปี 2552 จังหวัดราชบุรี มีโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 1,322 โรงงาน จำนวนเงินลงทุน 6,262,980,925 ล้านบาท โรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรม อาหาร(177 โรงงาน)รองลงมา เป็นอุตสาหกรรมอโลหะ(157 โรงงาน) อุตสาหกรรมขนส่ง( 144 โรงงาน) อุตสาหกรรมการเกษตร (101 โรงงาน) และอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้(100 โรงงาน)

ด้านการเกษตรกรรม
มีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 1,157,466 ไร่ พื้นที่ป่าประมาณ 1,239,236 ไร่ และพื้นที่อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะและพื้นที่อื่นๆ ประมาณ 1,618,728 ไร่ จังหวัดราชบุรีมีมูลค่าการผลิตในภาคเกษตร จำนวน 17,640 ล้านบาท ในด้านการปศุสัตว์ มีการผลิตสุกรได้มากที่สุดของประเทศ ประมาณ 1,313,000 ตัว มูลค่า 3,940 ล้านบาท ในส่วนการประมง จังหวัดราชบุรีมีศักยภาพในการผลิตกุ้งก้ามกราม จำนวน 10,021.74 ตัน และกุ้งขาว จำนวน 6,035.17 ตัน

ด้านการท่องเที่ยว
ลักษณะการท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศิลปวัฒนธรรม แหล่งโบราณสถานและวิถีชุมชน เป็นสำคัญ ปี 2551 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 1,115,221 คน มีรายได้จากนักท่องเที่ยวประมาณ 1,153.49 ล้านบาท

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ประมาณ ประมาณ 1,239,236 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 38.16 ของพื้นที่จังหวัดป่าไม้ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เขาและเทือกเขาตะนาวศรี

พื้นที่ป่าไม้จังหวัดราชบุรี รวม 2,715.39 ตร.กม. แบ่งตามประเภทได้ดังนี้
  1. ป่าสงวน  จำนวน 1,864.95 ตร.กม.
  2. วนอุทยาน จำนวน 4.80 ตร.กม.
  3. ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 117.81 ตร.กม.
  4. พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์และนันทนาการ จำนวน 0.00 ตร.กม.
  5. พื้นที่การปลูกป่าชุมชนและป่าเศรษฐกิจ จำนวน 238.52 ตร.กม.
  6. อุทยานแห่งชาติ จำนวน 0.00 ตร.กม.
  7. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 489.31 ตร.กม.
ปัญหาคุณภาพน้ำ
จังหวัดราชบุรี มีแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำแม่กลอง คุณภาพน้ำมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้นกล่าวคือ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำของแม่น้ำแม่กลองบริเวณที่ไหลผ่านจังหวัดราชบุรี ปี พ.ศ. 2551-2552 พบว่าปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำดีขึ้น

ปัญหาขยะมูลฝอย
ปี 2552 ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล จังหวัดราชบุรี มีจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 280,151 คน ประชากรแฝง 6,111 คน รวมประชากรในเขตเทศบาลทั้งสิ้น 286,262 คน ปริมาณขยะรวมทั้งสิ้น 259.98 ตันต่อวัน หรือ 94,900 ตัน/ปี ส่งผลให้อัตราการผลิตขยะในพื้นที่จังหวัดราชบุรีเท่ากับ 0.908 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยเทศบาลเมืองราชบุรีมีปริมาณขยะมากที่สุดเท่ากับ 65 ตันต่อวัน และมีอัตราการผลิตขยะ 1.74 กก./คน/วัน รองลงมาได้แก่ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง มีปริมาณขยะ 25 ตันต่อวัน และ เทศบาลตำบลบ้านเลือก มีปริมาณขยะ 21 ตันต่อวัน

ที่มา :
สำนักงานจังหวัดราชบุรี. (2552). แผนพัฒนาจังหวัดราชบุรี พ.ศ.2553-2556. ราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์. (หน้า 5-7)
อ่านต่อ >>