แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

SWOT ราชบุรีและความต้องการของประชาชน (ล่าสุด 17 ก.ย.2552)

การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมจังหวัดราชบุรี
การประเมินสภาวะแวดล้อม (SWOT) ของจังหวัดราชบุรีโดยมีปัจจัยภายใน (จุดอ่อน จุดแข็ง) และปัจจัยภายนอก (โอกาส ภัยคุกคาม) สามารถสรุปได้ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ
จุดแข็ง
  1. มีตลาดกลางเกษตร จำนวน 2 แห่ง ที่สามารถระบายสินค้าไปสู่ภาคต่างๆได้เป็นอย่างดี
  2. มีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร และอาหารทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและเล็กเป็นจำนวนมาก
  3. มีความคล่องตัวในระบบการขนส่ง และระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ
  4. ผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย เช่น พืช ผัก ผลไม้ กล้วยไม้ ด้านปศุสัตว์เช่น สุกร โคนม
  5. มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายครอบคลุมทุกประเภท รวมทั้งมีวัฒนธรรมพื้นเมือง ภูมิปัญญา ที่เป็นต้นทุนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการผลิตด้านอื่นๆ
  6. แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  7. มีความพร้อมด้านยุทธศาสตร์กำลัง แรงงานที่จะพัฒนาศักยภาพได้
  8. มีแนวท่อก๊าชธรรมชาติผ่าน มีศักยภาพในการก่อสร้างสถานีแรงดันต่ำ พลังงานด้านต่างๆเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมได้
จุดอ่อน
  1. มูลค่าผลผลิต ต่อพื้นที่การเพาะปลูก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ในขณะที่ จังหวัดในกลุ่มเดียวกัน มีมูลค่าผลผลิตสูงกว่ามูลค่าเฉลี่ยของประเทศ
  2. เกษตรใช้สารเคมีใช้สารเคมีปริมาณมาก
  3. ผลตอบแทนจากการทำเกษตรอินทรีย์ยังไม่จูงใจให้เกษตรกรรักษามาตรฐานการผลิต
  4. ขาดการจัดการน้ำเสีย เป็นสาเหตุต่อการพัฒนาสินค้าตามมาตรฐาน GAP ยั่งยืน
  5. เกษตรกรมีหนี้สินและต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสูง
  6. ขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร
  7. เกษตรกรขาดอำนาจต่อรองทางการตลาดการเกษตร
  8. ผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนด้านการเกษตรแปรรูปยังขาดการบริหารจัดการด้านการตลาด
  9. ภาคอุตสาหกรรมประจำท้องถิ่น ขาดมาตรฐานผลผลิตที่ดี
  10. การประชาสัมพันธ์และการบริหารจัดการด้านการตลาดในด้านท่องเที่ยวยังขาดการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
  11. ผู้ประกอบการขาดทักษะในการให้บริการด้านการท่องเที่ยว
  12. ขาดปัจจัยในด้านอัตลักษณ์ (ภาพลักษณ์ เสน่ห์) ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
  13. สถานที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวมีขนาดเล็ก ยังไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ได้
โอกาส
  1. มีกฎหมายด้านวิสาหกิจชุมชน ในการสนับสนุนให้เกิดองค์กรชุมชน
  2. รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มเกษตรกรอย่างต่อเนื่องในลักษณะกองทุนต่างๆ
  3. มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องโดยฝ่ายวิชาการภาครัฐและสถาบันการศึกษา
  4. รัฐบาลมีการส่งเสริมให้ประชาชน ท่องเที่ยวภายในประเทศ
  5. กลุ่มจังหวัดมีทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเป็นวงจรภายในกลุ่มจังหวัด
  6. รัฐบาลส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อการส่งออก
อุปสรรค
  1. ปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลก และโรคระบาด มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวภายในประเทศและผลิตอาหารเพื่อการส่งออก
ด้านสังคม
จุดแข็ง
  1. ชุมชนมีความตระหนักมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสังคมด้วยวิธีของชุมชนเอง
  2. ประชาชนเข้าถึงการบริการสาธารณสุขที่ดี
  3. ประชาชนสถานะที่เหมาะสม พอเพียงต่อมีงานทำและรายได้
  4. วัฒนธรรม ประเพณี ท้องถิ่นที่ทุกชนเผ่าให้การยอมรับและส่งเสริมการสืบทอด
จุดอ่อน
  1. ปัญหาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินที่ยังไม่ลดลง
  2. เด็กและเยาวชนมีค่านิยมการดำรงชีวิตชีวิตที่ไม่เหมาะสม
  3. เด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ ภาษาไทย ต่ำกว่าร้อยละ 50
  4. บุคลากรทางการศึกษามีความเชี่ยวชาญวิชาหลัก ในระบบการศึกษาที่ไม่เพียงพอ
  5. ชุมชนยังมีปัญหาด้านสุขอนามัย และสิ่งแวดล้อมชุมชนที่ดี
  6. สังคมยังขาด คุณธรรม จริยธรรมและห่างเหินจากการใช้หลักธรรมมะในการดำเนินชีวิต
  7. สังคมในปัจจุบันมีจิตสาธารณะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม
  8. ขาดการนำทางสังคมที่สามารถประสานสร้างความสมานฉันท์
  9. การละเลยต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้ขาดวินัยทางสังคม
โอกาส
  1. นโยบายรัฐบาล กำหนดให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างความสมานฉันท์ โดยใช้ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี
  2. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการปรับทิศทางของสังคมที่เหมาะสม
อุปสรรค
  1. เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เกิดกระแสการเลียนแบบ วัฒนธรรม และและค่านิยมที่ไม่เหมาะสม

ความต้องการของประชาชนในพื้นที่
จังหวัดราชบุรี ได้ดำเนินการรับฟังความเห็นและความต้องการของส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การรับฟังดังกล่าวเพื่อนำ ปัญหา และความต้องการของประชาชนจากระดับพื้นที่ มาประสานเชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาในระดับชาติ และกลุ่มจังหวัด เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดราชบุรี สรุปดังนี้

ความต้องการของประชาชน จังหวัดราชบุรี ได้จัดทำแบบสอบถามความความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยตรง ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาจังหวัดราชบุรี โดยประชาชนได้เสนอความเห็น และความต้องการ ให้จังหวัดดำเนินการตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
  1. การแก้ไขปัญหาการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐาน คิดเป็นร้อยละ 41.1
  2. การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต คิดเป็นร้อยละ 29.3
  3. การก้องกันและแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดเป็นร้อยละ 14.2
  4. การป้องกัน ปราบปราม อาชญากรรมและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 11.5
ความต้องการในการแก้ไขปัญหาในระดับอำเภอ เป็นการรับฟังความเห็นจากประชาคมอำเภอ โดยเชื่อมโยงกับแผนแม่บทชุมชน ผ่านคณะอนุกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการในระดับอำเภอ เพื่อประกอบเป็นความต้องการในระดับพื้นที่ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่สามารถเชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ และระดับท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัด สามารถสรุปดังนี้
  1. เป็นเมืองศูนย์รวมแห่งเกษตรปลอดสารพิษประกอบกับกระแสความต้องการอาหารปลอดภัย จะมีผลรุนแรงผลักดันให้เมืองราชบุรีได้มีการพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรครั้งใหญ่ ดังนั้นตลาดหรือศูนย์รวมผลิตผลทางการเกษตรจะมีบทบาทสำคัญที่จะเป็นกลไกกระทำการให้บรรลุสู่ความเป็นเมืองแห่ง เกษตรปลอดสารพิษ(อ.เมืองราชบุรี)
  2. ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบอาชีพทางการเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่ไปด้วย(อ.บ้านโป่ง)
  3. ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผลผลิตทางเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยเน้นการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพการบริการที่ดี(อ.โพธาราม)
  4. ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ สู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข(อ.ดำเนินสะดวก)
  5. ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งกลุ่มอาชีพต่างๆให้มีความเข้มแข็ง เน้นการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตที่ดี และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม(อ.วัดเพลง)
  6. ให้มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และอนุรักษ์ ประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรม(อ.สวนผึ้ง)
  7. ส่งเสริมการปลูกสับปะรด พัฒนาแหล่งน้ำทางการเกษตร(อ.บ้านคา)
ที่มา :
สำนักงานจังหวัดราชบุรี. (2552). แผนพัฒนาจังหวัดราชบุรี พ.ศ.2553-2556. ราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์. (หน้า 14-16)
อ่านต่อ >>

สถานการณ์ จ.ราชบุรีและบริบทการเปลี่ยนแปลง (ล่าสุด 17 ก.ย.2552)

สถานการณ์จังหวัดราชบุรี

ด้านเศรษฐกิจ
จังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจส่วนรวมในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม) โดยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 29 ของผลิตภัณฑ์กลุ่มจังหวัด และมีมูลค่า GPP คิดเป็นลำดับที่ 14 ของประเทศ จังหวัดราชบุรี มีอัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 – 2551 เฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เศรษฐกิจจังหวัดราชบุรีพึ่งพิงสาขาการผลิตที่สำคัญคือ สาขาอุตสากรรรม มีสัดส่วนการผลิต ร้อยละ 29.07 และสาขาการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 16.28 ในขณะที่สาขาการผลิตรองลงมาเช่น สาขาพลังงาน และที่อยู่อาศัย 16.88 และ 10.48 ตามลำดับ

สาขาการเกษตร จังหวัดราชบุรี มีการการขยายตัวการผลิตด้านเกษตร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 – 2551 เฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี โดยเฉพาะในปี 2551 จังหวัดราชบุรีมีมูลค่าการผลิตในภาคเกษตร จำนวน 17,640 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดราชบุรี มีศักยภาพที่เป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ เช่น มีพื้นที่การเพาะปลูกพืชผักผลไม้ กระจายไปทุกอำเภอ จำนวน 1,027,340 ไร่ สามารถผลิตพืชผัก ผลไม้ ประมาณ 2,218,641 ตันต่อปี เนื่องจากมีระบบการชลประทานที่ดี มีตลาดกลางสินค้าเกษตร ถึง 2 แห่งในการระบายสินค้าไปทั้งภาคกลาง ภาคใต้ และและภาคอื่นๆ ในด้านการปศุสัตว์ มีการผลิตสุกรได้มากที่สุดของประเทศประมาณ 1,313,000 ตัว มูลค่า 3,940 ล้านบาท ในส่วนการประมง จังหวัดราชบุรีมีศักยภาพในการผลิตกุ้งก้ามกราม จำนวน 10,021.74 ตัน และกุ้งขาว จำนวน 6,035.17 ตัน

การอุตสาหกรรม เป็นสาขาการผลิตที่สำคัญของจังหวัด มีมูลค่าการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นสาขาการผลิตที่มีมูลค่าสูงสุดของจังหวัด ในปี 2551 จังหวัดราชบุรี มีโรงงานทั้งสิ้น1,322 โรงงาน เงินลงทุน 86,262 ล้านบาท มีมูลค่าการผลิต จำนวน 31,503 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 29.07 ของมูลค่าการผลิตทั้งหมด พื้นที่การผลิตส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอบ้านโป่ง อำเภอเมืองฯ และอำเภอโพธาราม มีการประเภทอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร( 177 โรงงาน) อุตสาหกรรมโลหะ(157 โรงงาน) อุตสาหกรรมขนส่ง(144 โรงงาน) อุตสาหกรรมการเกษตร (101 โรงงาน) และอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ( 100 โรงงาน) และ อุตสาหกรรมสิ่งทอ(62 โรงงาน) จังหวัดราชบุรีมีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสากล จำนวน 166 แห่ง

ในส่วนของสาขาการค้า จังหวัดราชบุรีมีมูลค่าการค้าส่ง ค้าปลีก จำนวน 11,359 ล้านบาท เป็นภาคการผลิตที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดราชบุรี รองลงมาจากสาขาอุตสาหกรรม และสาขาการเกษตร

ด้านการท่องเที่ยว ในปี 2551 จังหวัดราชบุรีรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน 1,153.49 ล้านบาท มีผู้มาเยี่ยมเยือน จำนวน 1,115,221 คน โดยลดลงจากปี 2550 คิดเป็นร้อยละ 4.42

ด้านสังคม
ปัจจุบันจังหวัดราชบุรี มีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 841,614 คน (ครัวเรือน 261,143 ครัวเรือน) มีอัตราการเพิ่มของประชากรปี 2550-2552 คิดเป็น ร้อยละ 0.30 , 0.53 และ 0.69 ตามลำดับ โครงสร้างประชากรในปี 2552 (สิงหาคม 2552) มีสัดส่วนประชากรวัยเด็ก ร้อยละ 19.04 เยาวชน ร้อยละ 15.91 ประชากรวัยทำงาน ร้อยละ 50.16 และผู้สูงอายุ ร้อยละ 11.45

ความสัมพันธ์และความอบอุ่นของครอบครัว ยังไม่ผ่านเกณฑ์ครอบครัวอบอุ่น จปฐ.ปี2552 มีครอบครัวที่ตกเกณฑ์ดังกล่าว จำนวน 33 ครัวเรือน สำหรับ อัตราการหย่าร้างในปี 2551 จำนวน 1.26 คู่ต่อพันครัวเรือน ซึ่งลดลงจากปี 2550 (1.44 คู่ต่อ พันครัวเรือน) สำหรับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จังหวัดราชบุรี ในปี 2549 มีคดีเกิดทั้งสิ้น 2,762 คดี ปี 2550 จำนวน 2,638 คดี

ในส่วนศิลปะ วัฒนธรรม จังหวัดราชบุรี มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม กล่าวคือ ประชาชนประกอบด้วยเชื้อสาย 8 ชนเผ่า มีการสืบทอดศิลปวัฒนธรรม มาจนถึงรุ่นปัจจุบัน จึงเป็นต้นทุนทางสังคมที่จะเชื่อโยงไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ

ส่วนด้านสุขภาพ จังหวัดราชบุรียังมีปัญหาการป่วยด้วยโรค สำคัญ อยู่ใน 3 ลำดับแรก ต่อประชากร 100,000 คน คือ โรคมะเร็ง คิดเป็นร้อยละ 86.8 รองลงมาเป็นอุบัติเหตุ คิดเป็นรอยละ 62.2 และโรคหัวใจ คิดเป็น ร้อยละ 44.8

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปัญหาที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี คือพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายเพื่อใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ ส่วนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม คือปัญหาขยะ และมลพิษทางน้ำ จากข้อมูลการศึกษามลพิษทางน้ำของจังหวัดราชบุรี  แหล่งที่เกิดมลพิษที่สำคัญคือ น้ำเสียจากชุมชน และฟาร์มการเกษตร รองลงมาเป็นน้ำเสียที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม


บริบทการเปลี่ยนแปลง
จังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดที่ มีรายได้จากสาขาการผลิตที่สำคัญของจังหวัด คือ สาขาเกษตร สาขาอุตสาหกรรม และสาขาการค้าปลีกค้าส่ง การผลิตดังกล่าวต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ที่สำคัญคือ

ด้านเศรษฐกิจ
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบ
สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การพัฒนาประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว นานาประเทศหันกลับมาให้ความสำคัญด้านปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากรายงานสถาบันด้านเศรษฐกิจโลก ในปี 2553 เศรษฐกิจ โลกมีแนวโน้มอาจจะปรับตัวดีขึ้นในภาพรวมซึ่งอาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัว

แม้ว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวการณ์ชะลอตัวดังกล่าว แต่สถานการณ์ของอุปสงค์และอุปทานอาหารของโลกมีการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากความต้องการด้านพลังงานทดแทนและการเกิดภัยธรรมชาติ ความต้องการด้านอาหารของโลกและประเทศในอาเซียนเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยและปลอดสารพิษ ซึ่งการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารจะต้องปรับตัวกับมาตรการด้านต่างๆของประเทศคู่ค้า

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มีแนวโน้มเริ่มเข้าสู่ระดับที่ถือได้ว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องมาจากภาพโดยรวมของภาคการค้าของโลก ซึ่งจะช่วยหนุนให้ทิศทางของภาคการส่งออกของไทย จะมีการขยายตัวได้มากขึ้น นอกจากนี้แล้วยังรวมไปถึงปัจจัยบวกจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง
ปี 2552 – 2553 ตามแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่จะเริ่มมีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่ในช่วงปลายปี2552 ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี2553 ขยายตัวมากขึ้น

นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์ ที่จะสร้างการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมั่นคง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร โดยส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่งเสริมเพื่อลดต้นทุนทางการเกษตร ในส่วนพัฒนาศักยภาพสินค้าปศุสัตว์ ดำเนินการปรับปรุงและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เศรษฐกิจสำคัญเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจพัฒนาการผลิตทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

สถานการณ์ผู้บริโภคด้านอาหาร เนื่องจากการเกิดวิกฤตด้านความปลอดภัยอาหารติดต่อกัน ในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะ เป็นโรควัวบ้าที่พบว่าสามารถถ่ายทอดจากเนื้อสัตว์สู่คน การระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีก การเกิดภาวะเจ็บป่วยเนื่องจากเชื้อที่พบในอาหาร การค้นพบสารเคมี
ตกค้างที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพในอาหารคน และอาหารสัตว์ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของสังคมเมือง คือ ระดับการกระจายข้อมูล ข่าวสารสามารถกระทำได้ดี ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงโอกาสในการศึกษามีผลให้ผู้บริโภคเกิดภาวะวิตกกังวล เกิดความห่วงใยดูแลสุขภาพของผู้บริโภค กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้ออาหาร ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคต้องการอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง หรืออาหารอินทรีย์

ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยของสถาบันอาหาร วิเคราะห์จากปัญหาความไม่ปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าจากประเทศจีน ถือเป็นโอกาสของไทยที่จะแสดงจุดยืนเป็นผู้นำ
ด้านอาหารความปลอดภัย ซึ่งสถาบันอาหาร ตั้งเป้าผลักดันด้านความปลอดภัยอาหารให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐฯ และเอกชน เพื่อก้าวเข้าสู่เป้าหมายในปี 2553 มีมูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 โรงงานผลิตอาหารต้องผ่านรับรองมาตรฐานการผลิตในระดับสากลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของโรงงานทั้งหมด รวมถึงสินค้าอาหารของไทยต้องมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนในระดับสากล ในการเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพ ในขณะที่มาตรฐานอาหารภายในประเทศต้องทัดเทียมกับมาตรฐานสากล

ศักยภาพและโอกาสของจังหวัดราชบุรี
สาขาเกษตร จังหวัดราชบุรี มีศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะพืชผัก และสุกร เนื่องจากจังหวัดราชบุรี มีตลาดกลางสินค้าพืช ผัก ผลไม้ ถึง 2 แห่ง สามารถระบายสินค้าเกษตรไปสู่ผู้บริโภคได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญยิ่งในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ในส่วนการพัฒนาคุณภาพการผลิต ได้มีการร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ในการผลิตพืช ผักปลอดสารพิษ โดยการพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารตกค้าง ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง และภาคเอกชน ซึ่งเป็นตลาดกลาง ได้เข้าสนับสนุน เกษตรกรปลูกพืชผักปลอกสารพิษ นอกจากนี้ จังหวัดราชบุรีมีโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร จำนวน177 โรงงาน และ อุตสาหกรรมการเกษตร จำนวน101 โรงงาน ซึ่งเป็นแหล่งแปรรูปสินค้าเกษตร และสินค้าอาหารโดยมีตลาดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับกระแสความต้องการอาหารปลอดภัยจะเป็นช่องทางที่สำคัญในการพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัยของจังหวัดราชบุรี

ในส่วนการผลิตเนื้อสัตว์ จังหวัดราชบุรีมีศักยภาพการผลิตสุกรมากที่สุดของประเทศและมีการตรวจสอบสารปนเปื้อนในเนื้อสัตว์และรับรองมาตรฐานผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อสัตว์อย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การผลิตสาขาเกษตรของจังหวัดราชบุรียังมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของจังหวัดราชบุรี ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพการผลิต ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยจึงเป็นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องพัฒนาต่อไป

สาขาการท่องเที่ยว จังหวัดราชบุรีมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญคือ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน แต่พิจารณารายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี มีรายได้ในปี 2550 จำนวน 1,206 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 1,153 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 1.11 ของ ซึ่งนับว่ายังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัด และจังหวัดในกลุ่มเดียวกัน แต่จากการที่จังหวัดราชบุรีมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่ดี จึงสามารถที่จะยกระดับรายได้จากการท่องเที่ยว โดยการสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยว เพิ่มจุดเด่นที่น่าสนในต่อนักท่องเที่ยว และเพิ่มกิจกรรมในการดึงดูดดกท่องเที่ยวให้มากขึ้น

สาขาอุตสาหกรรม จังหวัดราชบุรีมีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งสิ้น 1,322 โรงงานและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตรจึงเป็นศักยภาพที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี ที่ภาคการผลิตสามารถเป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปในพื้นที่ จึงเป็นแนวทางที่เชื่อมโยงกันระหว่างการผลิตของเกษตรกร และภาคอุตสาหกรรมผู้แปรรูป โดยจังหวัดราชบุรีจะเป็นฝ่ายประสารงานและสนับสนุน อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี มีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสากล จำนวน 166 แห่ง ซึ่งจังหวัดราชบุรีจะต้อง สนับสนุนและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนากระบวนการผลิตเข้าสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น

ด้านสังคม
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบ
นโยบาย เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติของรัฐบาล เร่งเสริมสร้างจิตสำนึกความรักชาติและความสามัคคีของคนในชาติ โดยใช้วัฒนธรรม ประเพณี และกีฬาเป็นสื่อในการเสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคี

ศักยภาพและโอกาสของจังหวัดราชบุรี
ความยากจนและความสัมพันธ์ของครอบครัว ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมของจังหวัดราชบุรียังมีปัญหาเรื่องการตกเกณฑ์ จปฐ.ของครัวเรือนที่มีรายได้ตำกว่า 23,000 บาทเฉลี่ยต่อคน/ปี จำนวน 164 ครัวเรือน ประชาชนในเขตชนบทมีหนี้สินเฉลี่ย 4,416 บาท/ครัวเรือน/ปี โดยประชาชนในอำเภอวัดเพลงมีหนี้สินมากที่สุด เรื่องความสัมพันธ์ในระดับครองครัวซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างสังคมเข้มแข็งยังเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนที่ยังขาดภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง เช่น ความอบอุ่นในครอบครัวของประชากรจังหวัดราชบุรี ยังไม่ผ่านเกณฑ์ครอบครัวอบอุ่น (ข้อมูล จปฐ.ปี2552) โดยครอบครัวที่ตกเกณฑ์ดังกล่าว จำนวน 33 ครัวเรือน สำหรับ อัตราการหย่าร้างในปี 2551 จำนวน 1.26 คู่ต่อพันครัวเรือน ซึ่งลดลง จากปี 2550 เพียงเล็กน้อย (1.44 คู่ต่อ พันครัวเรือน)

ด้านประเพณีวัฒนธรรม จังหวัดราชบุรีมีจุดเด่นในด้านศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์ด้านชนเผ่า ซึ่งประกอบด้วยเชื้อสาย 8 ชนเผ่า อยู่ในระดับที่ดีมีความหลากหลายศิลปวัฒนธรรม จึงเป็นทุนทางสังคมที่จะส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว ด้านการสร้างความสมานฉันท์ของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงในการสื่อสารกับภายนอกอันเนื่องมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทำให้สภาพสังคมในจังหวัดได้รับผลกระทบ จากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและความแตกแยกทางความคิดจากภายนอก ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ความคิดเห็นทางการเมืองที่นำไปสู่การแบ่งกลุ่มฝ่าย การเลียนแบบวัฒนธรรมที่ไม่เหมาะสม การบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นปัจจัยที่จะต้องเร่งรัดแก้ไขต่อไป

ความเข้มแข็งของชุมชน จังหวัดราชบุรี มีหมู่บ้าน จำนวน 975 หมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมีแผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว มีความสามารถพึ่งตนเองได้จำนวนหนึ่ง เนื่องมีผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มเข็งของชุมชน โดยการที่จังหวัดได้ส่งเสริมการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาด้วยตนเองของหมู่บ้าน/ชุมชน แต่การพัฒนาดังกล่าวยังต้องใช้ระยะเวลา หมู่บ้าน/ชุมชน อีกจำนวนหนึ่งที่จังหวัดจะต้องสนับสนุนการพัฒนาตนเองโดยใช้แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและให้สามารถพึ่งตนเองได้ต่อไป

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จังหวัดราชบุรี มีการพึ่งพิง สาขาการผลิตที่สำคัญ สาขาอุตสาหกรรม ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของประชากร ส่งผลให้เกิดผลกระทบทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกเพื่อใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ

ปัญหาคุณภาพทางน้ำ แม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำหลักของจังหวัดราชบุรี มีการใช้ประโยชน์เพื่อการผลิต ตลอดจนการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำแม่กลอง คุณภาพน้ำหลายสถานีตรวจคุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือค่อนข้างเสื่อมโทรม จัดอยู่ในคุณภาพน้ำแหล่งน้ำประเภทที่ 4 คือ ไม่เหมาะสำหรับการใช้ประโยชน์ เพื่อการอุปโภค บริโภค

สำหรับปัญหาขยะมูลฝอย เมื่อเปรียบเทียบอัตราการผลิตขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตเทศบาล จังหวัดราชบุรี ปี 2548 และ ปี 2552 พบว่า อัตราการผลิตขยะมูลฝอยกิโลกรัมต่อคนต่อวัน ในปี 2552 ลดน้อยลงจากปี 2548 เล็กน้อย แต่เมื่อแยกอัตราการผลิตขยะมูลฝอยในพื้นที่เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล พบว่า อัตราการผลิตขยะมูลฝอยต่อคนต่อวัน ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2548 ในขณะที่อัตราการผลิตขยะมูลฝอยในพื้นที่เทศบาลตำบลมีอัตราลดน้อยลง

ที่มา :
สำนักงานจังหวัดราชบุรี. (2552). แผนพัฒนาจังหวัดราชบุรี พ.ศ.2553-2556. ราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์. (หน้า 9-13)
อ่านต่อ >>

ข้อมูลทั่วไป จ.ราชบุรี (ล่าสุด 17 ก.ย.2552)

ด้านกายภาพ
จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่ในเขตภาคกลางด้านตะวันตกของประเทศไทย มีพื้นที่ 5,196,462 ตาราง กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลขที่ 4 ประมาณ 100 กิโลเมตร มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี ทิศใต้ติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี ทิศตะวันออกติดต่อจังหวัดนครปฐมและจังหวัดสมุทรสงคราม ทิศตะวันตกติดต่อประเทศพม่า มีชายแดนยาว 73 กิโลเมตร สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูงทางด้านตะวันตกและค่อยเทเป็นที่ราบลุ่มถึงที่ราบต่ำไปทางตะวันออกมีปริมาณน้ำฝนที่ตกเฉลี่ยใน ปี 2551 วัดได้ 1,007 มิลลิเมตร มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 19-38 องศาเซลเซียส

ด้านการปกครองและประชากร
แบ่งการปกครองออกเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิ่นดังนี้ การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ 104 ตำบล และ 975 หมู่บ้าน การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งการปกครองออกเป็น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 3 เทศบาลเมือง 25 เทศบาลตำบล และ 83 องค์การบริหารส่วนตำบล มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 828,930 คน เป็นชาย 405,852 คน หญิง 423,078คน  จำนวนครัวเรือน 259,711 ครัวเรือน (ข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือน กันยายน 2552)

ด้านสังคม
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 97.48 นับถือศาสนาคริสต์ ร้อยละ 2.06 และนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 0.54 ส่วนสถิติคดีอาชญากรรมของจังหวัด ปี 2549 รับแจ้ง 5,797 ราย จับกุมได้ 6,399 ราย ปี 2550 รับแจ้ง 6,939 ราย จับกุมได้ 8,075 ราย ปี 2551 รับแจ้ง 7,346 ราย จับกุมได้ 7,871 ราย

ด้านการศึกษา
จังหวัดราชบุรีแบ่งพื้นที่เขตการศึกษาเป็น 2 เขตพื้นที่การศึกษา ดังนี้
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 ประกอบด้วย สถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอจอมบึง อำเภอสวนผึ้ง อำเภอปากท่อ อำเภอวัดเพลง และอำเภอบ้านคา มีสถานศึกษา รวม จำนวน 199 แห่ง
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 2 ประกอบด้วย สถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่อำเภอ ดำเนินสะดวก อำเภอบ้านโป่ง อำเภอบางแพ และอำเภอโพธาราม มีสถานศึกษารวม จำนวน 168 แห่ง
ด้านสาธารณสุข
จังหวัดราชบุรีมีโรงพยาบาลของรัฐ 12 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 8 แห่ง สถานีอนามัย 162 แห่ง ด้านบุคลากร แพทย์ จำนวน 238 คน ทันตแพทย์ 43 คน เภสัชกร 95 คน พยาบาล 1,823 คน เจ้าหน้าที่
สาธารณสุข 340 คน

อัตราการเกิดโรคติดต่อที่สำคัญ 10 ลำดับแรกของจังหวัดราชบุรี
  1. โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ผู้ป่วย 9,970 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 1,199.1274)
  2. PUO ผู้ป่วย 1,359 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 163.4518)
  3. โรคเกี่ยวกับปอด ผูัป่วย 1,028 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 123.6412)
  4. ไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วย 930 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 111.8544)
  5. โรคอีสุขอีใส ผู้ป่วย 875 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 105.2394)
  6. โรคเกี่ยวกับเยื่อตา ผู้ป่วย 646 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 77.6967)
  7. มาเลเรีย ผู้ป่วย 610 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 73.3669)
  8. ไข้เลือดออก ผู้ป่วย 572 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 68.7965)
  9. อาหารเป็นพิษ ผู้ป่วย 511 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 61.4598)
  10. D.H.F. ผู้ป่วย 266 คน (อัตราต่อประชากรแสนคน 31.9928)
ด้านเศรษฐกิจ
จังหวัดราชบุรี มีอัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 – 2551 เฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เศรษฐกิจจังหวัดราชบุรีพึ่งพิงสาขาการผลิตที่สำคัญคือ สาขาอุตสากรรรม ในปี 2551 มีมูลค่าการผลิต 108,361.1 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวประชากร เท่ากับ 130,600 บาท

ด้านอุตสาหกรรม
ในปี 2552 จังหวัดราชบุรี มีโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 1,322 โรงงาน จำนวนเงินลงทุน 6,262,980,925 ล้านบาท โรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรม อาหาร(177 โรงงาน)รองลงมา เป็นอุตสาหกรรมอโลหะ(157 โรงงาน) อุตสาหกรรมขนส่ง( 144 โรงงาน) อุตสาหกรรมการเกษตร (101 โรงงาน) และอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้(100 โรงงาน)

ด้านการเกษตรกรรม
มีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 1,157,466 ไร่ พื้นที่ป่าประมาณ 1,239,236 ไร่ และพื้นที่อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะและพื้นที่อื่นๆ ประมาณ 1,618,728 ไร่ จังหวัดราชบุรีมีมูลค่าการผลิตในภาคเกษตร จำนวน 17,640 ล้านบาท ในด้านการปศุสัตว์ มีการผลิตสุกรได้มากที่สุดของประเทศ ประมาณ 1,313,000 ตัว มูลค่า 3,940 ล้านบาท ในส่วนการประมง จังหวัดราชบุรีมีศักยภาพในการผลิตกุ้งก้ามกราม จำนวน 10,021.74 ตัน และกุ้งขาว จำนวน 6,035.17 ตัน

ด้านการท่องเที่ยว
ลักษณะการท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศิลปวัฒนธรรม แหล่งโบราณสถานและวิถีชุมชน เป็นสำคัญ ปี 2551 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 1,115,221 คน มีรายได้จากนักท่องเที่ยวประมาณ 1,153.49 ล้านบาท

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ประมาณ ประมาณ 1,239,236 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 38.16 ของพื้นที่จังหวัดป่าไม้ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เขาและเทือกเขาตะนาวศรี

พื้นที่ป่าไม้จังหวัดราชบุรี รวม 2,715.39 ตร.กม. แบ่งตามประเภทได้ดังนี้
  1. ป่าสงวน  จำนวน 1,864.95 ตร.กม.
  2. วนอุทยาน จำนวน 4.80 ตร.กม.
  3. ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 117.81 ตร.กม.
  4. พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์และนันทนาการ จำนวน 0.00 ตร.กม.
  5. พื้นที่การปลูกป่าชุมชนและป่าเศรษฐกิจ จำนวน 238.52 ตร.กม.
  6. อุทยานแห่งชาติ จำนวน 0.00 ตร.กม.
  7. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 489.31 ตร.กม.
ปัญหาคุณภาพน้ำ
จังหวัดราชบุรี มีแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำแม่กลอง คุณภาพน้ำมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้นกล่าวคือ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำของแม่น้ำแม่กลองบริเวณที่ไหลผ่านจังหวัดราชบุรี ปี พ.ศ. 2551-2552 พบว่าปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำดีขึ้น

ปัญหาขยะมูลฝอย
ปี 2552 ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล จังหวัดราชบุรี มีจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 280,151 คน ประชากรแฝง 6,111 คน รวมประชากรในเขตเทศบาลทั้งสิ้น 286,262 คน ปริมาณขยะรวมทั้งสิ้น 259.98 ตันต่อวัน หรือ 94,900 ตัน/ปี ส่งผลให้อัตราการผลิตขยะในพื้นที่จังหวัดราชบุรีเท่ากับ 0.908 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยเทศบาลเมืองราชบุรีมีปริมาณขยะมากที่สุดเท่ากับ 65 ตันต่อวัน และมีอัตราการผลิตขยะ 1.74 กก./คน/วัน รองลงมาได้แก่ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง มีปริมาณขยะ 25 ตันต่อวัน และ เทศบาลตำบลบ้านเลือก มีปริมาณขยะ 21 ตันต่อวัน

ที่มา :
สำนักงานจังหวัดราชบุรี. (2552). แผนพัฒนาจังหวัดราชบุรี พ.ศ.2553-2556. ราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์. (หน้า 5-7)
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ประวัติ การปกครองและอาณาเขต




ประวัติ การปกครองและอาณาเขต
ประวัติ

ราชบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางค่อนไปทางทิศตะวันตกของประเทศ เชื่อกันว่าเป็นเมืองเก่าแก่ มาแต่โบราณ ไม่มีเรื่องราวที่เป็นหลักฐานแน่นอนว่าสร้างมาในสมัยใด แต่ได้หลักฐานทางโบราณวัตถุและ โบราณสถานที่มีอยู่ ซึ่งพอจะเชื่อถือได้ว่า ราชบุรีเป็นเมือง ๆ หนึ่งในแคว้นสุวรรณภูมิ มีนครปฐมเป็นมหา- นครซึ่งเรียกว่า "ทวาราวดี" ซึ่งเป็นของชนชาติละว้า ในสมัยก่อนศตวรรษที่ 5 จากตำนานทางพุทธศาสนา เมื่อปี พ.ศ. 218 พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งประเทศอินเดียได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และได้เผยแพร่ พุทธศาสนามาสู่แคว้นสุวรรณภูมิโดยสมณฑูต มีพระโสณะและพระอุตระเป็นหัวหน้าคณะมา โดยใช้ นครปฐมเป็นเมืองหลักในการเผยแพร่พุทธศาสนา ราชบุรีซึ่งเป็นหนึ่งในแคว้นสุวรรณภูมิหรือทวาราวดี ตามการสันนิษฐาน ก็คงจะเป็นหัวเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากแห่งหนึ่ง ตัวเมืองราชบุรีได้มีการย้ายที่ตั้งเมืองมา หลายสมัย จนกระทั่งครั้งที่ 4 ในปี พ.ศ.2440 ได้ย้ายเมืองมาตั้งยังที่เป็นศาลากลางจังหวัดในปัจจุบัน
หน่วยการปกครองการปกครองแบ่งออกเป็น 9 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ 104 ตำบล 935 หมู่บ้าน
อำเภอเมืองราชบุรี
อำเภอจอมบึง
อำเภอสวนผึ้ง
อำเภอดำเนินสะดวก
อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบางแพ
อำเภอโพธาราม
อำเภอปากท่อ
อำเภอวัดเพลง
กิ่งอำเภอบ้านคา
อาณาเขตจังหวัดราชบุรีมีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 5,169 ตารางกิโลเมตร
ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี ทิศใต้ ติดต่อจังหวัดเพชรบุรี ทิศตะวันตก ติดต่อประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม
อ่านต่อ >>

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ประวัติอำเภอต่างๆ ใน จ.ราชบุรี

อำเภอเมือง
อำเภอเมืองเรืองราชบุรี เดิมเป็นที่ตั้งเมืองเรียกว่า " เมืองราชบุรี " มีฐานะเป็น มณฑลราชบุรี อันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร " ทวาราวดี " ของชนชาติลาว เล่ากันว่า เมืองราชบุรีนี้ ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านไร่ (เดิมชื่อตำบลอู่เรือ ) อำเภอเมืองราชบุรี ในปัจจุบัน ต่อมาเมืองราชบุรี ได้ร้างไปประมาณ 300 - 400 ปี ภายหลังพระเจ้าอู่ทอง ได้สร้างเมืองราชบุรีขึ้นใหม่ทีวัดมหาธาตุวรวิหาร ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2360 ( ร.ศ. 36 ) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดเกล้าให้ย้ายเมืองราชบุรี มาตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง คือที่ตั้งจังหวัดทหารบกราชบุรี ครั้นปี พ.ศ. 2440 (ร.ศ. 116 ) ได้เริ่มจัดระเบียบการปกครองท้องที่ ในครั้งนั้น ได้แบ่งการปกครองท้องที่ออกเป็น 5 อำเภอ เฉพาะอำเภอเมืองราชบุรี เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลธรรมเสน อำเภอโพธาราม ในครั้งนั้น จึงเรียกว่า " แขวง" ต่อมา พ.ศ. 2441 จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากตำบลธรรมเสนมาตั้งที่ถนนอัมรินทร์ ตำบลหน้าเมือง มีพระแสนท้องฟ้า ( ป๋อง ยมคุปต์ ) เป็นนายอำเภอ ครั้นต่อมาบริเวณที่ที่ว่าการอำเภอเมืองราชบุรี ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นศูนย์การค้า จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเมืองราชบุรี ไปปลูกสร้างใหม่ณ บริเวณที่มีโครงการจัดตั้ง เป็นศูนย์ราชการปัจจุบัน

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอโพธารามและอำเภอบางแพ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอวัดเพลงและอำเภอปากท่อ
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอดำเนินสะดวกจังหวัดราชบุรี และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอจอมบึงและอำเภอปากท่อ

พื้นที่ อำเภอเมืองราชบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 454.239 ตารางกิโลเมตร
อำเภอบางแพ
ที่ได้ชื่อว่า " บางแพ " ได้ความว่า เมื่อสมัยก่อนท้องที่อำเภอนี้เป็นที่ลุ่มจดชายทะเลเต็มไปด้วยป่าพง ป่ากก มีผู้คนอาศัยน้อย ถึงฤดูน้ำจะมีผู้คนพากันขึ้นไปตัดไม้ทางป่า ผูกเป็นแพล่องลงมาตามลำน้ำไป ขายทางชายทะเล การเดินทางจะต้องนำแพไม้มาจอดพัก ค้างแรมที่บ้านบางแพนี้ เมื่อมีผู้คนมาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยน้อย จึงพากันเรียกที่แห่งนี้ว่า " บางแพ " เมื่อได้ตั้งที่ว่าการอำเภอขึ้นที่ตำบลบางแพจึงได้ชื่อว่า "อำเภอบางแพ" ตามสถานที่ตั้ง อำเภอบางแพตั้งขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2457 โดยแบ่งตำบลต่างๆ ของ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม และอำเภอดำเนินสะดวก รวม 17 ตำบล จัดเป็นตำบลขึ้นใหม่แล้วยกฐานะเป็นอำเภอ ในปี พ.ศ. 2460 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาอยู่ที่บริเวณวัดหัวโพ ตำบลหัวโพ อาศัยศาลาการเปรียญซึ่งเป็น ศาลาดิน เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอชั่วคราว และได้เปลี่ยนเป็น " อำเภอหัวโพ " ครั้นในปี พ.ศ. 2461 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากตำบลหัวโพมาตั้งที่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลบางแพ อยู่ฝั่งตะวันออกของลำคลองบางแพ ณ ที่ดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่ออำเภอเป็น " อำเภอบางแพ"


อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลสระกระเที่ยม ตำบลบางแขม อำเภอเมืองนครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับตำบลบ้านไร่ ตำบลบัวงาน อำเภอดำเนินสะดวก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และอำเภอเมืองบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
เป็นที่ราบลุ่มทั่วไป ไม่มีป่าและเขา สภาพทั่วไปอากาศโปร่งเย็น มีความชุ่มชื่นพอสมควร ลำน้ำสำคัญที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร คือ ลำคลองบางแพ เริ่มต้นจาก ตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ผ่านอำเภอบางแพ ในท้องที่ตำบลวังเย็น และในท้องที่ตำบลบางแพ เนื่องจากอำเภอ นี้เป็นที่ราบลุ่ม ทรัพยากรธรรมชาติจึงมีปลาและสัตว์น้ำตามแม่น้ำลำคลอง

พื้นที่ มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 182 ตารางกิโลเมตร
อำเภอบ้านโป่ง
ตามจดหมายเหตุราชบุรี อำเภอบ้านโป่ง เดิมตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าผา เรียกว่าอำเภอท่าผา ต่อมารัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้นและเห็นว่าถ้าหาก อำเภออยู่ที่ท่าผาแล้วการคมนาคมก็ไม่สู้สะดวก จึงให้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่งสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอบ้านโป่งนี้ เดิมเป็นป่าโปร่งสัตว์ชอบมาอาศัย และกินดินโป่งเป็นอาหาร (ดินโป่งเป็นดินชนิดหนึ่งที่มีรสเค็ม) โดยเฉพาะสัตว์จำพวกเลียงผาชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่เล่าว่าคำ " บ้านโป่ง" เดิมทีเดียวเรียกว่า "บ้านทับโป่ง " ซึ่งเล่ากันว่ามีกระท่อมหรือบ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียก "บ้านโป่ง" เพราะสะดวกและสั้นดีและต่อมาทางราชการก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบ้านโป่งตามไปด้วย อำเภอบ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับจังหวัดกาญจนบุรีมาครั้งหนึ่งระหว่างสงครามมหาอาเซียบูรพา เมื่อ พ.ศ. 2484 และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อพ.ศ. 2489 ที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง ตั้งอยู่ที่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง) มีระยะทางห่างจากจังหวัด 42 กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ผ่าน 2 สาย ชื่อ ทางหลวงแผ่นดินสาย 4 ( เพชรเกษม) และมีทางรถไฟผ่าน 3 สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ ทางรถไฟสายหนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และทางรถไฟสายหนองปลาดุก - กาญจนบุรี แม่น้ำสำคัญผ่าน 1 สาย ชื่อ แม่น้ำแม่กลอง
พื้นที่ 390 ตารางกิโลเมตร

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
เป็นที่ราบลุ่มโดยทั่วไปเป็นที่ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่าและภูเขาในตำบลเขาขลุง ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร การคมนาคมและการบริโภค คือ แม่น้ำแม่กลอง เริ่มต้นจากแควใหญ่แควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่อำเภอบ้านโป่งที่ตำบลลาดบัวขาว ตำบลท่าผา ตำบลเบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบลปากแรต ตำบลคุ้งพยอม ตำบลสวนกล้วย ตำบลนครชุมน์ และตำบลบ้านม่วง มีระยะประมาณ 20 กิโลเมตร
อำเภอดำเนินสะดวก
ประวัติอำเภอดำเนินสะดวกเริ่มขึ้นก่อน พ.ศ. 2400 พื้นที่มีสภาพเป็นที่ราบลุ่มมีป่าดงไผ่และต้นเสือหมอบ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากจะท่วมพื้นที่เกือบทั้งหมดของอำเภอสภาพท้องที่สมัยไม่มีลำคลองมากมายเช่นในปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่าเนื้อที่ดินในเขตอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครเป็นพื้นที่ดินราบลุ่มมีอาณาบริเวณหลายหมื่นไร่ หากให้ขุด คลองขึ้นโดยผ่านพื้นที่ทั้งสองอำเภอก็จะเกิดประโยชน์มากมาย แก่ราษฎรที่จะเข้ามาจับจองที่ดินประกอบการเกษตร ลำคลองนี้จะเป็นเส้นทางลำเลี่ยงสินค้าเข้าสู่ตัวเมืองหลวงได้สะดวกเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงเทพ กับจังหวัดราชบุรี การขุดคลองเริ่มต้นจากจุดริมแม่น้ำท่าจีน ตำบลบางยาง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเส้นตรง ผ่านตำบลโคกไผ่ ( ปัจจุบันคือตำบลดอนไผ่) และขุดผ่านเข้ามาในเขตอำเภอปากคลองแพงพวย ( อำเภอดำเนินสะดวกเดิม) จนถึงแม่น้ำแม่กลองที่ปากคลองบางนกแขวก คลองนี้ได้ทำการขุดสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2410 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร. 5) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทำพิธีเปิดใช้คลองเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2411 อำเภอดำเนินสะดวก ตั้งอยู่ที่ปากคลองลัดราชบุรีถึง พ.ศ.2455 ทางราชการจึงได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ตำบลรางยาวฝั่งตะวันออก เหตุที่ย้ายที่ว่าการอำเภอ เนื่องจากสถานที่เดิมคับแคบไม่เหมาะแก่การขยายสถานที่ราชการอำเภอดำเนินสะดวก เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดราชบุรี อยู่ทางทิศตะวันตกของตัวจังหวัด ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลดำเนินสะดวก มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 198.97 ตารางกิโลเมตร

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี และอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบางคนที และอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
อำเภอจอมบึงท้องที่จอมบึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้วเป็นเส้นทางผ่านเวลาทัพพม่าจะยกมาตีไทย พ.ศ. 2438 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสจอมบึงกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชนีนาถ พระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จไปชมบึงใหญ่ โดยเสด็จไปทางสายเก่าบ้านวังมะเดื่อ เจ้าหน้าที่ได้เปิดป่าพงหญ้าเป็นถนนไปสู่บึง พระองค์ทรงโปรดปรานในความงามของบึงมากทรงพระดำรัสช้าๆ ว่า "นี้หรือบึง สวยงามดี ต่อไปจะเจริญต่อไปนี้ให้เรียกว่า จอมบึง" ชาวบ้านจึงเรียกบึงใหญ่ว่าจอมบึงมาจนทุกวันนี้ การเสด็จประพาสจอมบึงครั้งนี้ พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชดำริว่าท้องที่จอมบึงเป็นที่ราบ ประชาชนตั้งบ้านเรือนอยู่หนาแน่นแต่กันดาร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นกิ่งอำเภอจอมบึง พ.ศ. 2501 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอจบึงเป็นอำเภอจอมบึง อำเภอจอมบึงเป็นอำเภอหนึ่งในจำนวน 9 อำเภอของจังหวัดราชบุรี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร โดยทางหลวงแผ่นดินสายราชบุรี - จอมบึง อำเภอจอมบึงมีพื้นที่มากเป็นอันดับสองของจังหวัด คือ มีพื้นที่ทั้งสิ้น 816 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อำเภอท่าม่วงและอำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
ที่ราบลุ่มทุ่งนาและหนองน้ำ พบอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตำบลปากช่อง ใจกลางของตำบลจอมบึง ตอนใต้ของตำบลเพิกไพร ตอนเหนือ ของตำบลรางบัวและทางตอนกลางด้านทิศตะวันออกของตำบลด่านทับตะโก พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าว พื้นที่เป็นที่ดินทรายและดินลูกรัง พบในด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกของตำบลปากช่อง ด้านเหนือและด้านตะวันออกของตำบลจอมบึง ตามแนวกลางจากด้านทิศตะวันออกโค้งไปถึงด้านตะวันตกของตำบลรางบัว พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้ปลูกมันสำปะหลัง พื้นที่ดินร่วนปนทรายและดินดำ พบในด้านทิศใต้ของตำบลปากช่อง สองฝั่งลำน้ำภาชีในตำบลด่านทับตะโกและตำบลแก้มอ้น พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ปลูกอ้อย พืชไร่ และพืชผักสวนครัว โดยเฉพาะตำบลด่านทับตะโกและตำบลแก้มอ้น จะปลูกพืชผักสวนครัวและพืชไร่มากที่สุดในอำเภอพื่นที่ภูเขา พบมากในตอนใต้ของตำบลรางบัว ด้านทิศตะวันตกของตำบลด่านทับตะโกและตำบลแก้มอ้น ตามแนวเส้นแบ่งเขตตำบลและอำเภอ และยังพบภูเขาขนาดเล็กอยู่ในทุกพื้นที่ของตำบลอื่นๆ ด้วย พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นป่าไม้
อำเภอปากท่อ
ประวัติมีว่า พื้นที่ทั่วๆ ไปของอำเภอนี้ราบส่วนมาก และมีพื้นที่แห่งหนึ่งเป็นที่ต่ำกว่าที่อื่น พื้นที่แห่งนั้นเรียกว่า " หนองทะเล" ในฤดูฝนน้ำฝนจากตำบลต่างๆ จะไหลมารวมกันที่หนองทะเลเพียงแห่งเดียว และทางทิศตะวันออกของหนองทะเลเป็นที่ต่ำกว่าทุกทิศน้ำที่ไหลมารวมกันอยู่นั้น จะไหลไปทางไหนไม่ได้ มีช่องทางน้ำไหลได้เพียงทางเดียวเวลาน้ำไหลออกจากหนองทะเลจะเชี่ยวมาก คล้ายน้ำไหลออกจากท่อเลยทำให้ราษฎรขนานนามพื้นที่หนองทะเลใหม่ว่า " ปากท่อ" ซึ่งเป็นตำบลและที่ตั้งที่ว่าการอำเภออยู่มาจนถึงปัจจุบัน ตำบลปากท่อ เดิมขึ้นอยู่กับอำเภอเมืองราชบุรี ต่อมาเมื่อ ร.ศ. 118 ได้ตั้งที่ว่าการอำเภอขึ้นแห่งหนึ่ง คือ ที่ว่าการอำเภอท่านัด-วัดประดู่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลจอมประทัด ตำบลปากท่อจึงได้โอนไปขึ้นกับอำเภอท่านัดวัดประดู่ แต่การไปมาติดต่อของราษฎรไม่สะดวก เพราะที่ว่าการอำเภอดังกล่าว ตั้งอยู่ริมคลอง ไม่มีถนน จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่ตำบลวัดเพลง เรียกว่า ที่ว่าการอำเภอแม่น้ำอ้อมจนเมื่อง พ.ศ. 2460 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอแม่น้ำอ้อม มาตั้งที่ตำบลปากท่อ

อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอสวนผึ้ง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
ที่ราบลุ่ม ได้แก่พื้นที่ตำบลวัดยางงาม ตำบลวันดาว มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก มีลำคลองเชื่อมหลายสาย เช่นคลองวัดประดู่ คลองปากท่อ
ที่ราบตอนกลาง ได้แก่พื้นที่ตำบลบ่อกระดาน ตำบลป่าไก่ ตำบลปากท่อ พื้นที่เป็นนาอาศัยน้ำฝน และจากคลองพระราชทานที่ขุดขนานกับทางรถไฟสายใต้ และคลองแสวงจันทร์รำลึก
ที่ราบสูง ได้แก่ตำบลหนองกระทุ่ม ตำบลดอนทราย ตำบลวังมะนาว ตำบลทุ่งหลวง ตำบลอ่างหิน ซึ่งบางแห่งเป็นที่ราบ บางแห่งเป็นเขามีการทำนา ทำไร่ตามสภาพ
ที่ป่าและเขา ได้แก่ตำบลยางหัก ที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและเขามีที่ราบน้อยมากประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลนี้ ส่วนใหญ่ เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง และมีราษฎรจากท้องถิ่นอื่นเข้าไปหักร้างถางป่า จับจองที่ทำกินอยู่มาก
อำเภอวัดเพลงอำเภอวัดเพลง ปัจจุบันอยู่ฝั่งขวาของลำแม่น้ำ แควอ้อม ซึ่งเป็นสายน้ำแยกแม่น้ำแม่กลองที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และไปบรรจบกับแม่น้ำแม่กลองอีกที่ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา อำเภอวัดเพลง มีประวัติความเป็นมาดังนี้ เมื่อตั้งขึ้นครั้งแรกชื่ออำเภอวัดประดู่ เพราะสถานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอครั้งแรก อยู่ริมคลองวัดประดู่ บริเวณหน้าวัดประดู่ อ้อมตำบลจอมประทัดขณะนี้ การปกครอง การไปติดต่อกับจ้งหวัดราชบุรี ซึ่งในฤดูแล้งน้ำลดมากก็เป็นอุปสรรคในการเดินทาง จึงอนุญาตกระทรวงมหาดไทยย้ายอำเภอแม่น้ำปตั้งใหม่ ณ ตำบลปากท่อ ริมสถานีรถไฟ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอปากท่อ เมื่ออำเภอแม่น้ำอ้อมได้ถูกโอนไปตั้งเป็น อำเภอปากท่อ แล้ว ทางราชการคงให้สถานีตำรวจภูธร
อยู่ตามเดิมมิได้ย้ายไปด้วย เพราะเกรงว่าเหตุการณ์โจรผู้ร้ายจะกำเริบขึ้นและทางราชการก็เห็นสมควรให้ตั้งกิ่งอำเภอขึ้นแทน โดยตั้งชื่อว่ากิ่งอำเภอวัดเพลง มีอาณาเขต 3 ตำบล คือ ตำบลวัดเพลง ตำบลเกาะศาลพระ ตำบลจอมประทัด และได้ยกฐานะเป็นอำเภอวัดเพลง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2516 อำเภอวัดเพลง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดราชบุรี มีอาณาเขตตามแม่น้ำแควอ้อมฝั่งขวา อำเภอวัดเพลง มีเนื้อที่ 40 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบ้านไร่ อำเภอเมืองราชบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางคนที่ จังหวัดสมุทรสงคราม อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมือง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพท้องที่เป็นที่ราบลุ่ม ที่ดอนมีเล็กน้อยอยู่ทางด้านทิศตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับจังหวัดราชบุรี มีนายอำเภอคนแรก คือ พระสุนทรบริรักษ์
อำเภอโพธาราม
ตำบลโพธาราม เล่ากันว่า เมื่อสมัยก่อนประชาชนเรียกว่า " บ้านโพธิ์ตาดำ " การที่ได้รับนามว่า "บ้านโพธิ์ตาดำ " เพราะมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เป็นหมู่ และใกล้หมู่ต้นโพธิ์บ้านของนายดำ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีตั้งอยู่ด้วยเลยเรียกกันติดปากว่า " บ้านโพธิ์ตาดำ " โดยสำเนียงของชาวจีนมักเรียกถิ่นนี้ว่า " พอไจ่ล้ำ" และชาวมอญเรียกว่า " โพธาราม " ต่อมาเมื่อสมัยจังหวัดราชบุรียังมีฐานะการปกครองแบบมณฑล พระภักดีดินแดน ( พลอย วงศาโรจน์) ปลัดมณฑลราชบุรี ได้ดำเนินการปรับปรุงเขตและนามตำบลโดยเห็นว่าถิ่นนี้ มีต้นโพธิ์ และมีวัด (อาราม) ทางราชการจึงตั้งนามว่า " ตำบลโพธาราม " โพธาราม เดิมตั้งอยู่ที่ปากคลองบางโตนด ตำบลบางโตนด ฝั่งตะวันตก แม่น้ำแม่กลอง เรียกชื่อว่า แขวง ขึ้นอยู่กับจังหวัดราชบุรี ยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อใดไม่ปรากฎหลักฐาน ต่อมา พ.ศ. 2436 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากปากคลองบางโตนด มาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองฟากตะวันออกเยื้องกับวัดเฉลิมอาสน์ ที่ตำบลโพธาราม ต่อมาได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากริมฝั่งแม่น้ำมาอยู่ที่บริเวณที่ตั้งปัจจุบัน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2495 ที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอ ตั้งอยู่ถนนหน้าอำเภอ ตำบลโพธาราม ในเขตเทศบาลเมืองโพธาราม อยู่ห่างจากสถานีรถไฟโพธาราม ประมาณ 400 เมตร ห่างจากทาง หลวงแผ่นดินสายเพชรเกษม (สายเก่า) ประมาณ 1.5 กิโลเมตร พื้นที่ มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 394 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมื่องราชบุรี และอำเภอดำเนินสะดวก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองนครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
ด้านทิศตะวันออกและตอนกลางของพื้นที่อำเภอ เป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ด้านทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ เป็นที่ราบ สูงมีภูเขาและเนินเขาอยู่ทั่วไปพื้นที่ที่เป็นเนินเขา ประมาณ 6.60 ตารางกิโลเมตร มีป่าไม้เบญจพรรณอยู่บ้างประปราย ลำน้ำทีสำคัญ มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน ต้นน้ำอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่อำเภอโพธาราม ในตำบลชำแระ สร้อยฟ้า คลองตาคต โพธาราม ท่าชุมพล บางโตนด คลองข่อย และเจ็ดเสมียนผ่านอำเภอเมืองราชบุรี ลงสู่ทะเลที่จังหวัดสมุทรสงคราม
อำเภอสวนผึ้งอำเภอสวนผึ้งเดิมเป็นตำบลสวนผึ้งขึ้นอยู่กับอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ได้อนุมัติให้ตั้งกิ่งอำเภอสวนผึ้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2517 เปิดทำการบริการประชาชน เมื่อวันที่ 15 พฤศิกายน 2517 มีเขตการปกครอง 5 ตำบล คือ ตำบลสวนผึ้ง ตำบลป่าหวาย ตำบลบ้านบึง ตำบลท่าเคย และตำบลบ้านคา สภาพท้องถิ่นทุรกันดาร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ มีภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ทั่วไป ระยะทางจกาอำเภอจอมบึง 30 ก.ม. ห่างจากตัวจังหวัดราชบุรี 60 กิโลเมตร และได้ประกาศตั้งเป็นอำเภอเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2525 อำเภอสวนผึ้ง ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลสวนผึ้ง ริมฝั่งซ้ายของลำน้ำภาชีอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของอำเภอจอมบึงและจังหวัดราชบุรี มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 2,145 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่ออำเภอเมืองกาญจนบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า

ลักษณะภูมิประเทศ
อำเภอสวนผึ้ง มีสภาพเป็นที่ป่าและภูเขา มีที่ราบตามไหล่เขาและที่ราบตอนกลางของพื้นที่ใช้สำหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์บ้างเล็กน้อย
อำเภอบ้านคา
อำเภอบ้านคา เดิมอยู่ในเขตปกครองของอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี แต่เนื่องจากอำเภอสวนผึ้งมีอาณาเขตกว้างขวางและประชากรมาก ท้องที่บางตำบล อยู่ห่างไกลตัวอำเภอ ทำให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจตราดูแลทุกข์สุขของราษฎรได้ไม่ทั่วถึง และสภาพท้องที่โดยทั่วๆ ไปมีแนวโน้มว่าจะมีความเจริญขยายตัวมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ กระทรวงมหาดไทยจึงได้แบ่งท้องที่อำเภอสวนผึ้งตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า "กิ่งอำเภอบ้านคา" ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีเขตการปกครองแบ่งออกเป็น 3 ตำบล คือ ตำบลบ้านคา ตำบลบ้านบึง และตำบลหนองพันจันทร์ มีหมู่บ้านรวม 34 หมู่บ้าน

ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสวนผึ้ง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอจอมบึงและอำเภอปากท่อ
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอหนองหญ้าปล้อง (จังหวัดเพชรบุรี)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับเขตตะนาวศรี (สหภาพพม่า)

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ
1. ภูเขาต่างๆ และเทือกเขาตะนาวศรี
2. น้ำตกซับเตย และน้ำตกห้วยสวนพลู
3. ป่าไม้ด้านทิศใต้และตะวันออกของกิ่งอำเภอ
4. ลำห้วยท่าเคย, มะหาด, พุบอน, กระชาย, หนองน้ำขุ่น และลำห้วยสาขาต่างๆ ที่เกิดจากเทือกเขาตะนาวศรี
5. บ่อน้ำพุร้อนที่บ้านน้ำพุร้อน หมู่ที่ 4 ต.บ้านบึง
6. แร่ธาตุต่างๆ เช่น เฟลสปาร์ เป็นต้น


ลักษณะภูมิอากาศ
โดยทั่วไป ฤดูหนาวอากาศหนาวถึงหนาวจัด ฤดูร้อนอากาศเย็นสบาย

พื้นที่ มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 1,026 ตารางกิโลเมตร
ที่มา : ประวัติอำเภอต่างๆ. (2552). จังหวัดราชบุรี. [ Online]. Available: http://www.ratchaburi.go.th/data/muang.files/muang.htm. [2552, พฤศิจกายน 8].
อ่านต่อ >>

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

โรงพักเพื่อประชาชน


ประวัติสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองราชบุรี
สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองราชบุรี หลังเดิมได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 จะเป็นวันใดเดือนใด ไม่ทราบแน่นอน เดิมเป็นที่ตั้งของเรือนจำกลางราชบุรี มีกำแพงล้อมรอบ แต่กำแพงต่ำไม่เหมาะที่จะเป็นที่ควบคุมนักโทษ ดังจะทราบได้จากกำแพงที่ยังคงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน ทางแผนกเรือนจำจึงได้ย้ายไปสร้างขึ้นใหม่ ทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ ทางราชการจึงเห็นว่าเป็นที่ที่มีอาณาเขต กว้างขวางเหมาะสม จึงได้ย้ายมาจัดสร้างเป็น สถานีตำรวจ ภูธรอำเภอเมืองราชบุรีขึ้น โดยมี พ.ต.ต.ขุนเสนานนท์ ผู้บังคับการฯ และขุนสรการบัญชี รองผู้บังคับการฯ ในขณะนั้น เป็นผู้ควบคุมดำเนินการจัดสร้าง

สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองราชบุรี อำเภอเมืองราชบุรี หลังปัจจุบันทำการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2514 โดยใช้งบประมาณ ในการก่อสร้างอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรีและอาคาร ที่ทำการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองราชบุรี ในวงเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) และได้เปิดดำเนินการ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2515 จนถึงปัจจุบัน
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การบริหารราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นในจังหวัด


การจัดองค์กรบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี หน่วยงานราชการที่อยู่ในความควบคุมดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วย
ส่วนราชการในระดับจังหวัด แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ประจำจังหวัด จำนวน 30 หน่วยงาน และหน่วยราชการบริหารส่วนกลาง จำนวน 66 หน่วยงาน
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย
องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
เทศบาลเมือง 3 แห่ง
ได้แก่
  1. เทศบาลเมืองราชบุรี (ต.หน้าเมือง)
  2. เทศบาลเมืองบ้านโป่ง (ต.บ้านโป่ง)
  3. เทศบาลเมืองโพธาราม (ต.โพธาราม)
เทศบาลตำบล 30 แห่ง แยกเป็น
อำเภอเมืองราชบุรี 4 แห่ง ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลหลักเมือง (ต.โคกหม้อ, ต.พงสวาย)
  2. เทศบาลตำบลเขางู (ต.เจดีย์หักบางส่วน,ต.เกาะพลับพลาบางส่วน)
  3. เทศบาลตำบลหลุมดิน (ต.หลุมดิน)
  4. เทศบาลตำบลห้วยชินสีห์ (ต.อ่างทอง)
อำเภอบ้านโป่ง 5 แห่ง ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลท่าผา (ต.ท่าผา,ต.ปากแรตบางส่วน)
  2. เทศบาลตำบลกระจับ (ต.หนองอ้อบางส่วน,.ดอนกระเบื้องบางส่วน)
  3. เทศบาลตำบลห้วยกระบอก (ต.กรับใหญ่บางส่วน)
  4. เทศบาลตำบลกรับใหญ่ (ต.กรับใหญ่)
  5. เทศบาลตำบลเบิกไพร (ต.เบิกไพร)
อำเภอโพธาราม 6 แห่ง ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลบ้านเลือก
  2. เทศบาลตำบลหนองโพ
  3. เทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน
  4. เทศบาลตำบลเขาขวาง
  5. เทศบาลตำบลบ้านสิงห์
  6. เทศบาลตำบลบ้านฆ้อง
อำเภอดำเนินสะดวก 5 แห่ง ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลดำเนินสะดวก (ต.ดำเนินสะดวก,ต.ศรีสุราษฎร์บางส่วน,ต.สี่หมื่นบางส่วน,ต.ท่านัดบางส่วน,ต.ตาหลวงบางส่วน)
  2. เทศบาลตำบล ศรีดอนไผ่ (ต.ประสาทสิทธิ์บางส่วน,ต.ศรีสุราษฎร์บางส่วน,ต.ดอนไผ่บางส่วน)
  3. เทศบาลตำบลบ้านไร่ (ต.บ้านไร่)
  4. เทศบาลตำบลบัวงาม (ต.บัวงาม)
  5. เทศบาลตำบลประสาทสิทธิ์ (ต.ประสาทสิทธิ์)
อำเภอปากท่อ 2 แห่ง ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลปากท่อ (ต.ปากท่อบางส่วน)
  2. เทศบาลตำบลทุ่งหลวง (ต.ทุ่งหลวง)
อำเภอจอมบึง 2 แห่ง ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลจอมบึง (ต.จอมบึงบางส่วน)
  2. เทศบาลตำบลด่านทับตะโก (ต.ด้านทับตะโกบางส่วน)
อำเภอบางแพ 2 ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลบางแพ (ต.วังเย็น,ต.บางแพ)
  2. เทศบาลตำบลโพหัก (ต.โพหัก)
อำเภอวัดเพลง 1 แห่ง ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลวัดเพลง (ต.วัดเพลงบางส่วน,ต.เกาะศาลพระบางส่วน)
อำเภอสวนผึ้ง 2 แห่ง ประกอบด้วย
  1. เทศบาลตำบลสวนผึ้ง (ต.สวนผึ้งบางส่วน)
  2. เทศบาลตำบลชัฏป่าหวาย (ต.ชัฎป่าหวายบางส่วน,ต.ท่าเคยบางส่วน)
องค์การบริหารส่วนตำบล 78 แห่ง ได้แก่
อำเภอเมืองราชบุรี 17 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.เจดีย์หัก
  2. อบต.ดอนตะโก
  3. อบต.คูบัว
  4. อบต.บ้านไร่
  5. อบต.บางป่า
  6. อบต.คุ้งกระถิน
  7. อบต.คุ้งน้ำวน
  8. อบต.น้ำพุ
  9. อบต.หินกอง
  10. อบต.สามเรือน
  11. อบต.หนองกลางนา
  12. อบต.ดอนแร่
  13. อบต.ห้วยไผ่
  14. อบต.เขาแร้ง
  15. อบต.ท่าราบ
  16. อบต.พิกุลทอง
  17. อบต.เกาะพลับพลา
อำเภอบ้านโป่ง 11 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.สวนกล้วย
  2. อบต.หนองปลาหมอ
  3. อบต.คุ้งพะยอม
  4. อบต.เขาขลุง
  5. อบต.ดอนกระเบื้อง
  6. อบต.หนองกบ
  7. อบต.นครชุมน์
  8. อบต.บ้านม่วง
  9. อบต.ลาดบัวขาว
  10. อบต.หนองอ้อ
  11. อบต.ปากแรต
อำเภอโพธาราม 12 ประกอบด้วย
  1. อบต.หนองกวาง
  2. อบต.เตาปูน
  3. อบต.ท่าชุมพล
  4. อบต.บางโตนด
  5. อบต.หนองโพ
  6. อบต.ชำแระ
  7. อบต.คลองตาคต
  8. อบต.คลองข่อย
  9. อบต. สร้อยฟ้า
  10. อบต.เขาชะงุ้ม
  11. อบต.ธรรมเสน
  12. อบต.ดอนกระเบื้อง
อำเภอดำเนินสะดวก 8 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.ดอนกรวย
  2. อบต.ดอนคลัง
  3. อบต.ดอนไผ่
  4. อบต.ขุนพิทักษ์
  5. อบต.ท่านัด
  6. อบต.ตาหลวง
  7. อบต.แพงพวย
  8. อบต.สี่หมื่น
อำเภอปากท่อ 10 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.หนองกระทุ่ม
  2. อบต.ดอน ทราย
  3. อบต.ปากท่อ (รวมกับ ต.วันดาว)
  4. อบต.ป่าไก่
  5. อบต.อ่างหิน
  6. อบต.วังมะนาว
  7. อบต.วัดยางงาม
  8. อบต.บ่อกระดาน
  9. อบต.ยางหัก
  10. อบต.ห้วยยางโทน
อำเภอจอมบึง 6 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.รางบัว
  2. อบต.ปากช่อง
  3. อบต.ด่านทับตะโก
  4. อบต.เบิกไพร
  5. อบต.จอมบึง
  6. อบต.แก้มอ้น
อำเภอบางแพ 4 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.วัดแก้ว
  2. อบต.หัวโพ
  3. อบต.ดอนใหญ่
  4. อบต. ดอนคา
อำเภอวัดเพลง 3 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.เกาะศาลพระ
  2. อบต.วัดเพลง
  3. อบต.จอมประทัด
อำเภอสวนผึ้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.สวนผึ้ง
  2. อบต.ป่าหวาย
  3. อบต.ท่าเคย
  4. อบต. ตะนาวศรี
อำเภอบ้านคา 3 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อบต.บ้านคา
  2. อบต.บ้านบึง
  3. อบต.หนองพันจันทร์
ที่มา : http://www.ratchaburi.go.th/data/storyofratchaburi.pdf
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 18 เม.ย.2553 จากเอกสารประกอบการบรรยายสรุปขององค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี
อ่านต่อ >>

สภาพทางการเมืองการปกครอง

จังหวัดราชบุรี แบ่งการปกครองเป็น 10 อำเภอ 104 ตำบล 25 เทศบาล และ 971 หมู่บ้าน

1.อ.เมืองราชบุรี พื้นที่ 418.481 ตร.กม. 22 ตำบล 187 หมู่บ้าน เทศบาล 4 แห่ง
2.อ.จอมบึง พื้นที่ 864.855 ตร.กม. 6 ตำบล 89 หมู่บ้าน เทศบาล 2 แห่ง
3.อ.สวนผึ้ง พื้นที่ 903.262 ตร.กม. 4 ตำบล 37 หมู่บ้าน เทศบาล 2 แห่ง
4.อ.ดำเนินสะดวก พื้นที่ 184.744 ตร.กม. 13 ตำบล 105 หมู่บ้าน เทศบาล 2 แห่ง
5.อ.บ้านโป่ง พื้นที่ 292.865 ตร.กม. 15 ตำบล 182 หมู่บ้าน เทศบาล 5 แห่ง
6.อ.บางแพ พื้นที่ 141.235 ตร.กม. 7 ตำบล 45 หมู่บ้าน เทศบาล 2 แห่ง
7.อ.โพธาราม พื้นที่ 392.096 ตร.กม. 19 ตำบล 156 หมู่บ้าน เทศบาล 6 แห่ง
8.อ.ปากท่อ พื้นที่ 774.646 ตร.กม. 12 ตำบล 85 หมู่บ้าน เทศบาล 1 แห่ง
9.อ.วัดเพลง พื้นที่ 40.873 ตร.กม. 3 ตำบล 28 หมู่บ้าน เทศบาล 1 แห่ง
10.อ.บ้านคา พื้นที่ 906.326 ตร.กม. 3 ตำบล 37 หมู่บ้าย เทศบาล 0 แห่ง

  • อำเภอเมืองราชบุรี ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 22 ตำบล ดังนี้ หน้าเมือง เจดีย์หัก ดอน ตะโก หนองกลางนา ห้วยไผ่ คุ้งน้ำวน คุ้งกระถิน อ่างทอง โคกหม้อ สามเรือน พิกุลทอง น้ำพุ ดอน แร่ หินกอง เขาแร้ง เกาะพลับพลา หลุมดิน บางป่า พงสวาย คูบัว ท่าราบ บ้านไร่
  • อำเภอจอมบึง ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 6 ตำบล ดังนี้ จอมบึง ปากช่อง เบิกไพร ด่านทับ ตะโก แก้มอ้น รางบัง
  • อำเภอสวนผึ้ง ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 4 ตำบล ดังนี้ สวนผึ้ง ป่าหวาย บ้านบึง ท่าเคย ตะนาวศรี
  • อำเภอดำเนินสะดวก ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 13 ตำบล ดังนี้ ดำเนินสะดวก ประสาท สิทธ์ ศรีสุราษฎร์ ตาหลวง ดอนกรวย ดอนคลัง บัวงาม บ้านไร่ แพงพวย สี่หมื่น ท่านัด ขุนพิทักษ์ ดอนไผ่
  • อำเภอบ้านโป่ง ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 15 ตำบล ดังนี้ บ้านโป่ง ท่าผา กรับใหญ่ ปาก แรต หนองกบ หนองอ้อ ดอนกระเบื้อง สวนกล้วย นครชุมน์ บ้านม่วง คุ้มพยอม หนองปลาหมอ เขาขลุง เบิกไพร ลาดบัวขาว
  • อำเภอบางแพ ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 7 ตำบล ดังนี้ บางแพ วังเย็น หัวโพ วัดแก้ว ดอน ใหญ่ ดอนคา โพหัก
  • อำเภอโพธาราม ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 19 ตำบล ดังนี้ โพธาราม ดอนกระเบื้อง หนอง โพ บ้านเลือก คลองตาคต บ้านฆ้อง บ้านสิงห์ ดอนทราย เจ็ดเสมียน คลองข่อย ชำแระ สร้อยฟ้า ท่า ชุมพล บางโตนด เตาปูน นางแก้ว ธรรมเสน เขาชะงุ้ม หนองกวาง
  • อำเภอปากท่อ ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 12 ตำบล ดังนี้ ทุ่งหลวง วังมะนาว ดอนทราย หนองกระทุ่ม ปากท่อ ป่าไก่ วัดยางงาม อ่างหิน บ่อกระดาน ยางหัก วันดาว ห้วยยางโทน
  • อำเภอวัดเพลง ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 3 ตำบล ดังนี้ เกาะศาลพระ จอมประทัด วัด เพลง
  • อำเภอบ้านคา ประกอบด้วยตำบลทั้งหมด 3 ตำบล ดังนี้ บ้านคา บ้านบึง หนองพันจันทร์
ที่มา :
-ที่ทำการปกครองจังหวัดราชบุรี (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2549) อ้างถึงใน :
http://www.ratchaburi.go.th/data/storyofratchaburi.pdf
-ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เมื่อ 18 เม.ย.2553 จากเอกสารบรรยายสรุปขององค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบึรี
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ต้นไม้ประจำจังหวัดราชบุรี




ชื่อทั่วไป : ต้นโมกมัน บางครั้งอาจเรียกว่า "โมกน้อย" หรือ "มูกน้อย" และ "มูกมัน"
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia tometosa Roem.& Schuly

ชื่อสามัญ : Ivory, Darabela วงศ์ APOCYNACEAE หรือ วงศ์ลั่นทม

ถิ่นกำเนิด : เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ป่าเบญจพรรณ และป่าโปร่งทั่วไป


ประเภท : ไม้ยืนต้น
รูปร่างลักษณะ
  • ต้น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 8-20 เมตร ต้นปลายตรง เปลือกขาวหรือเท่าอ่อนนิ่ม
ใบ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ปลายใบแหลมเรียวโคนใบสอบ มีขนนุ่มทั้งสองด้าน มีมากด้านท้องใบ ยาว 7-18 ซม.

  • ดอก ดอกออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามปลายกิ่ง มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสีขาวอมเหลือง จนถึงม่วงแกมเหลืองหรือม่วงแดง เมื่อแก่เต็มที่ดอกบานเกสรเพศมี 5อัน ออกดอกระหว่างเดือน มกราคม ถึง มีนาคม
  • ล ผลเป็นฝัก ยาว 9-35 ซม. มีร่องระหว่างกลางตามยาวของฝัก เมื่อแก่จะแตกตามแนวร่อง ผิวฝักแข็งขรุขระผลแก่ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมเมล็ด เมล็ดรูปรี ปลายข้างหนึ่งมีขนสีขาวเป็นพู่ปลิวไปตามลมได้ไกล
  • การขยายพันธ์ : เพาะเมล็ด ใช้รากหรือกิ่งปักชำ ตอนกิ่ง

    สภาพที่เหมาะสม : ดินทุกชนิด กลางแจ้ง ทนแสงแดดจัด พบในป่าเบญจพรรณทั่ว ๆ ไปตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,600 เมตร

    ประโยชน์ :

    • เนื้อ ไม้สีขาวนวลถึงขาวอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดมากเหนียว ใช้ทำเครื่องกลึง เครื่องเล่นสำหรับเด็กเครื่องเขียน ตะเกียบ ไม้บุผนังห้อง
    • เปลือกต้น รักษาโรคไต รักษาธาตุให้ปกติ ทำให้ประจำเดือนปกติ แก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย ฆ่าเชื้อรำมะนาด คุดทะราด ยางจากต้น แก้บิดมูกเลือด
    • ใบ ขับน้ำเหลือง แก้ท้องมาน ดอกเป็นยาระบาย กระพี้แก้ดีพิการ เนื้อไม้สีขาวนวลถึงขาวอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดเหนียว ใช้แกะสลัก
    • ดอก เป็นยาระบาย
    อ่านต่อ >>

    ดอกไม้ประจำ...จังหวัดราชบุรี




    ชื่อดอกไม้ : ดอกกัลปพฤกษ์ หรือ บางทีเรียกว่า"เปลือกกวม" หรือ "กานล์"
    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia bakerina วงศ์ CAESAL PINOIDDEAE หรือวงศ์ย่อยราชพฤกษ์
    ชื่อสามัญ : Pink Cassia, Pink Shower, Wishing Tree

    ลักษณะทั่วไป : กัลปพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5–15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดกลมหรือรูปร่ม แผ่กว้าง ใบประกอบขนนก ใบย่อย 5–8 คู่ ใบรูปไข่แกมขอบขนาน หรือแกมใบหอก โคนใบเบี้ยว ใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ออกดอกเป็นช่อพร้อมใบอ่อนตามกิ่ง มี 5 กลีบ สีชมพู แล้วซีดจนเป็นสีขาวเมื่อใกล้โรย ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน ผลเป็นฝักกลมยาวมีขนนุ่ม สีเทา เมล็ด จำนวนมาก

    การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

    สภาพที่เหมาะสม : เติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ทนแล้งได้ดี

    ถิ่นกำเนิด : ไทย ลาว พม่า และเวียดนาม
    อ่านต่อ >>

    วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

    บทบรรยายเรื่อง "เฉลิมพระชนม์ 80 พรรษาพระภูมี ฉลองราชบุรีศรีราชบัลลัง"

    บทบรรยายเรื่อง "เฉลิมพระชนม์ 80 พรรษาพระภูมี ฉลองราชบุรีศรีราชบัลลัง"ประกอบการแสดงแสง เสียง และสื่อผสม เมื่อวันที่ 6-7 เม.ย.2550 เวลา 19.00-21.00 น.ณ สวนสาธารณจักรีอนุสรณ์สถาน เชิงเขาแก่นจันทร์ อ.เมือง จ.ราชบุรี ถูกบันทึกไว้ใน จันทรวงศ์.blog โปรดคลิกที่อยู่ด้านล่างนี้ http://chantrawong.blogspot.com/2009/08/blog-post.html
    อ่านต่อ >>

    วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

    คำขวัญจังหวัดราชบุรี

    “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง
    เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่
    ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน
    เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี”


    Ratchaburi, a town of beautiful ladies of Photharam and Baan Pong,
    Dragon-design jars, Nang Yai of Wat Khanon,
    Wonderful caves, Damnoensaduak Floating Market,
    100-million bats and Yi Sok fish.
    คำขวัญจังหวัดราชบุรีนี้เริ่มใช้เมื่อจังหวัดราชบุรีเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ ๕ และงานมหกรรมของดีเมืองราชบุรี พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งในด้านความหมายของคำขวัญนั้นสามารถนำมากล่าวได้ดังนี้
    คนสวยโพธาราม สันนิษฐานว่าคงมีที่มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕ ) ในคราวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากการประพาสไทรโยคทางชลมารคครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ แล้วได้ประทับพักร้อนบนพลับพลาและเสด็จประพาสตลาดโพธาราม ซึ่งมีราษฎรทั้งชาวไทย จีน มอญ และลาวเฝ้ารับเสด็จด้วยเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับสวยงามจึงมีพระราชดำรัสชมว่า “คนโพธารามนี้สวย” หรืออีกนัยหนึ่งหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้อธิบายไว้ว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้เสด็จพระราชดำเนินนำกองเสือป่าไปซ้อมรบที่ค่ายหลวงบ้านไร่ อำเภอโพธาราม ได้มีราษฎรชาวโพธารามเฝ้ารับเสด็จถวายการรับใช้อย่างใกล้ชิด จึงมีพระราชดำรัสชมว่า “คนสวยโพธาราม สวยมีน้ำใจดี”
    คนงามบ้านโป่ง สันนิษฐานว่า คงมีที่มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ในคราวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสไทรโยคทางชลมารคครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ขณะเสด็จพระราชดำเนินถึงบ้านโป่งมีนายอำเภอนำราษฎรไปเฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมาก เมื่อเสด็จขึ้นฝั่งทรงเห็นราษฎรที่มาเฝ้าแต่งกายเรียบร้อยและหมอบกราบกันอย่างพร้อมเพรียงสวยงาม จึงมีพระราชดำรัสชมว่า “คนบ้านโป่งนี้งาม” ทั้งนี้คำขวัญที่ว่า “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง” นั้นเป็นคำขวัญที่บ่งบอกถึงจริยธรรมอันดีงามของชาวโพธารามและชาวบ้านโป่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้มีน้ำใจไมตรีอันดีงาม พูดจาไพเราะ และงามพร้อมด้วยกิริยามารยาท อันเป็นความสวยงามที่เป็นอมตะที่ไม่เสื่อมคลายและน่าคบหามากกว่าผู้ที่งามแต่ภายนอก
    เมืองโอ่งมังกร มีที่มาจากการที่ราชบุรีเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะโอ่งมังกรซึ่งมีประวัติการผลิตที่ยาวนานและเป็นที่รู้จักกันดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดราชบุรีในปัจจุบันไปแล้ว
    วัดขนอนหนังใหญ่ มีที่มาจากการที่หนังใหญ่วัดขนอน ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม นับเป็นหนังใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่ามีการสืบทอดกันมายาวนานนับเป็นร้อยปี และมีการอนุรักษ์กันอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ตลอดจนเป็นหนังใหญ่ที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คณะในประเทศไทยที่ยังคงมีการสืบทอดอยู่ในปัจจุบัน
    ตื่นใจถ้ำงาม มีที่มาจากการที่ราชบุรีเป็นจังหวัดที่มีถ้ำในภูเขาหินปูนซึ่งมีหินงอกหินย้อยสวยงามเป็นจำนวนมากจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะถ้ำเขาบินและถ้ำจอมพลที่มีผู้ชมเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
    ตลาดน้ำดำเนิน มีที่มาจากการที่จังหวัดราชบุรีเป็นที่ตั้งของตลาดน้ำดำเนินสะดวก อำเภอดำเนินสะดวก ซึ่งเป็นตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีทั่วโลกและกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างหนึ่งในปัจจุบัน
    เพลินค้างคาวร้อยล้าน มีที่มาจากการที่จังหวัดราชบุรีเป็นที่ตั้งของถ้ำหินปูนที่วัดเขาช่องพราน อำเภอโพธาราม ที่มีค้างคาวอยู่อาศัยเป็นจำนวนหลายล้านตัว ซึ่งในช่วงเย็นของแต่ละวันค้างคาวเหล่านี้จะพากันบินออกหากินอย่างเป็นแถวยาวเป็นระเบียบไม่ขาดสาย และในช่วงเช้ามืดของแต่ละวันก็จะพากันบินกลับเข้าถ้ำอย่างเป็นระเบียบไม่ขาดสาย และในช่วงเช้ามืดของแต่ละวันก็จะพากันบินกลับเข้าถ้ำอย่างเป็นระเบียบเช่นกัน อันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาชมได้ยากยิ่ง
    ย่านยี่สกปลาดี มีที่มาจากการที่ลำน้ำแม่กลองช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดราชบุรีเป็นที่อยู่อาศัยของปลายี่สกซึ่งเป็นปลาที่มีเนื้ออร่อยและหายาก ตลอดจนมีราคาแพงกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่น ๆ ของประเทศไทย

    ที่มา: มรดกดีเด่นราชบุรี http://www.paktho.ac.th/ratchaburi/ratchaburi1/index.html
    หากท่านใดต้องการเพิ่มเติมข้อมูล สามารถเพิ่มได้ที่ความคิดเห็นท้ายบทความนี้
    อ่านต่อ >>

    ตราประจำจังหวัดราชบุรี

    สัญลักษณ์: - เป็นรูปพระแสงขรรค์ชัยศรี ประดิษฐานอยู่บนบันไดแก้ว และฉลองพระบาทคู่ประดิษฐานอยู่บนพานทองขอบตราเป็นลายกระหนก
    ความหมาย: - หมายถึง เครื่องแสดงถึงความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน(ตราประจำจังหวัดราชบุรีในปัจจุบันมีลักษณะมีลักษณะดวงตราเป็นวงกลม มีสัญลักษณ์รูปเครื่องราชกุธภัณฑ์สองอย่าง คือพระแสงขรรค์ชัยศรีบนพระที่และฉลองพระบาทคู่บนพานทอง ในอดีต ตราประจำของราชบุรีใช้สัญลักษณ์ภูเขาล้อมรอบด้วยงูใหญ่ ซึ่งมีความหมายถึง“เขางู” อันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และรู้จักอย่างแพร่หลาย ต่อมาเห็นว่าสัญลักษณ์เขางูสื่อความหมายไปทาง โบราณสถานมากกว่าความหมายเกี่ยวกับราชบุรีอย่างแท้จริง และตราสัญลักษณ์นี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ประทานตราให้กองเสือป่ามณฑลราชบุรีที่เขางู จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ตราปัจจุบันตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา )
    อักษรย่อจังหวัด: รบ.
    เพิ่มเติม.
    ตราจังหวัดราชบุรี แต่เดิมเป็นอาร์ม (Arm) วงกลม ใช้สัญญลักษณ์รูปน้ำหลากทุ่ง มีภูเขาเป็นฉากหลัง ล้อมรอบด้วยงูใหญ่ ส่วนของท้องฟ้าเหนือภูเขานั้นมีตราครุฑซึ่งใช้เป็นตราแผ่นดินและเครื่องหมายของทางราชการ กำกับด้วยข้อความว่า "จังหวัดราชบุรี" ที่ตอนล่างภายในกรอบอาร์ม หมายความถึง "เขางู" อันเป็นสถานที่สำคัญและรู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่ชาวราชบุรีเองและชาวจังหวัดใกล้เคียง
    ตราดังกล่าวเริ่มปรากฏใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2500 สันนิษฐานว่า อาจจะเป็นคราวเดียวกับที่กระทรวงศึกษาธิการได้ฟื้นฟูกิจการลูกเสือแห่งชาติโยขอความร่วมมือให้แต่ละจังหวัดกำหนดตราสัญลักษณ์ขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายสำหรับติดผ้าพันคอ แสดงภูมิลำเนาของกองลูกเสือซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ
    จังหวัดราชบุรีได้ใช้สัญลักษณ์ "เขางู" เป็นตราประจำจังหวัดตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช 2509 จึงเห็นว่า "เขางู" นั้น สื่อความหมายไปในแง่ของโบราณสถาน มิได้หมายความเกี่ยวพันกับชื่อของจังหวัด "ราชบุรี" (บาลี, ราช+ปุร หมายถึง เมืองแห่งพระราชา) แต่ประการใด จึงเป็นการสมควรที่จะได้กำหนดสัญลักษณ์ประจำจังหวัดแทนตราเดิมที่ใช้อยู่ โดยได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ไปยังกรมการปกครองของให้กรมศิลปากรพิจารณาออกแบบให้ต่อไป
    สำหรับดวงตราใหม่นั้น ทางกรมศิลปากรได้มอบหมายให้งานศิลปประยุกต์ กองหัตถศิลป (ปัจจุบันเป็ยสถาบันศิลปกรรม) โดยนายพินิจ สุวรรณบุณย์ เป็นผู้คิดค้นออกแบบ ลักษณะของดวงตราเป็นอาร์มวงกลมใช้สัญลักษณ์รูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระมหากษัตริย์ 2 สิ่ง คือ พระแสงขรรชัยศรีประดิษฐานอยู่บนบันไดแก้ว และฉลองพระบาทคู่ประดิษฐานอยู่บนพานรอง ขอบอาร์มเป็นลายชื่อกนก ประกอบพื้นช่องไฟใช้สีตามเหมาะสมสวยงามด้านศิลป ทั้งนี้ได้แนวความคิดมาจากหลักฐาน "รูปฉลองพระบาทคู่ประดิษฐานอยู่บนพานรอง" ที่ปรากฏบนผืนธง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้แก่กองเสื้อป่ามณฑลราชบุรี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2467 ซึ่งปัจจุบันธงข้างต้นเก็ยรักษาไว้ที่ห้องพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี
    จังหวัดราชบุรีโดยสภาจังหวัดได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้ใช้ตราสัญลักษณ์ใหม่นี้ เป็นตราประจำจังหวัดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2509 เป็นต้นมาตราบจนปัจจุบันนี้

    ที่มา :
    -มโน กลีบทอง. (2544). พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และจังหวัดราชบุรี. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สมาพันธ์. หน้า 208
    อ่านต่อ >>