วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ตามหาเมืองลับแลที่ราชบุรี

ภาพประกอบบทความ : การแต่งกายของชาวลับเเลในอดีต
เป็นภาพที่ถ่ายไว้ปลายสมัยรัชกาลที่ 5
สันนิษฐานว่าจะเป็นฝีพระหัตถ์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ภาพนี้ค้นพบในหอสมุดเเห่งชาติ
ที่มาของภาพ :
 http://www.utdhome.com/board/redirect.php?fid=7&tid=1449&goto=nextnewset
บทความเรื่อง "ตามหาเมืองลับแลที่ราชบุรี" นี้ เป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อๆ กันมา ซึ่งผู้จัดทำได้พยายามค้นหาและนำมาบันทึกรวบรวมไว้ เพื่อจะได้มองเห็นในภาพรวมว่า ในจังหวัดราชบุรีของเรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองลับแล อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง  เผื่อบางทีอาจจะสามารถเชื่อมโยง กับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และถิ่นที่อยู่ของชนชาติพันธ์ต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ในจังหวัดราชบุรีเมื่อครั้งในอดีตกาลที่ผ่านมาก็ได้  ลองอ่านดูนะครับ.....

เมืองลับแลเขาวังสะดึง
ในพื้นที่ ต. เขาแร้ง อ. เมือง จ. ราชบุรี เดิมที่เขาวังสะดึงด้านทิศตะวันออกจะมีปากถ้ำ ซึ่งในปัจจุบันจะมีหินแผ่นใหญ่ปิดปากถ้ำซ้อนกันอยู่ ไม่สามารถเข้าไปภายในถ้ำได้

ณ ถ้ำแห่งนี้มีประวัติเล่ากันต่อ ๆ กันมาว่า เป็นที่พักอาศัยของชาวเมืองลับแล ซึ่งชาวเมืองลับแลจะมีรูปร่างสันทัดคล้ายกับคนไทยโดยทั่วไป การแต่งตัวก็เหมือนกับคนไทยโดยทั่วไป แต่มีภาษาพูดที่แตกต่างจากคนไทย

ภาพจำลองประกอบบทความ
ที่มาของภาพ
http://www.oknation.net/blog/Kati1789/2008/03/11/entry-1
ภายในถ้ำในวันดีคืนดีจะมีเสียงดนตรีไทยประเภทวงปี่พาทย์ดังแผ่ว ๆ มาจากในถ้ำ แต่ไม่สามารถหาแหล่งที่มาของเสียงได้ จากเมืองลับแลนี้ชาวเมืองลับแลจะเป็นกลุ่มคนที่มีความซื่อสัตย์ ขยันทำมาหากิน ซื่อตรง รักเดียวใจเดียว ไม่ลักเล็กขโมยน้อยอยู่กันเป็นกลุ่ม จะพบเห็นคนเมืองลับแลได้ก็ต่อเมื่อเวลาใกล้ค่ำ ชาวลับแลจะออกมาอาบน้ำในสระน้ำด้านหน้าของเขาวังสะดึง เรียกชื่อสระนี้ว่า “สระพัง”  หรือบางครั้งชาวลับแลจะลงมาจากเขามาจับจ่ายชื้อเสบียงอาหารที่บริเวณตลาดนัดเชิงเขาในฤดูน้ำหลาก

ภายในถ้ำของชาวเมืองลับแลจะมีข้าวของเครื่องใช้ครบทุกอย่าง โดยเฉพาะพวกถ้วยชาม เครื่องใช้ในครัวเรือน เมื่อชาวไทยในเขตพื้นที่ใกล้เคียงมีงานมงคลต่าง ๆ มักจะมาเอาถ้วยชามภายในถ้ำไปใช้ เมื่อเสร็จงานแล้วก็จะนำกลับมาส่งคืน

จากความซื่อสัตย์ของคนเมืองลับแลนี้เองมักจะถูกเอาเปรียบจากคนในพื้นที่ใกล้เคียงจนมีเรื่องเล่ากันว่า ชาวไทยได้เข้าไปยืมถ้วยชามจากชาวลับแลมาใช้แล้วมักไม่ส่งคืนจนชาวเมืองลับแลเกิดความเบื่อหน่าย การถูกเอารัดเอาเปรียบจึงได้ปิดปากถ้ำไม่ออกมาติดต่อกับคนภายนอกอีกเลย

เรื่องเล่าอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีชายไทยเกิดหลงป่าขึ้นไปบนเขาวังสะดึงแล้วเกิดไปพบกับหญิงสาวชาวเมืองลับแล และต่างก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกันจึงอยู่กินกันฉันสามีภรรยาภายในถ้ำลับแลจนเกิดพยานรักขึ้น 1 คน  โดยสามีจะมีหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตรอยู่ภายในถ้ำ อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่สามีเลี้ยงบุตรอยู่นั้นภรรยาก็ออกหาของป่า บุตรเกิดร้องไห้งอแงแล้วสามีมักโกหกว่า "อย่าร้องเดี่ยวแม่มา"  จึงทำให้ภรรยาที่เป็นชาวลับแลจับได้ว่าเป็นคนโกหก ชาวเมืองลับแลจึงขับไล่ออกจากถ้ำ

โดยภรรยาก็ได้ให้ห่อขมิ้นห่อใหญ่กับสามีนำติดตัวมาด้วย หลังออกจากถ้ำมาแล้วนึกโกรธภรรยาและคนเมืองลับแลประกอบกับความรำคาญในความหนักของห่อขมิ้นจึงแก้ห่อขมิ้นทิ้งเสีย  นำติดตัวมาเพียงชิ้นเดียว เมื่อกลับถึงบ้านชิ้นขมิ้นกลับกลายเป็นทองคำ

เมื่อย้อนหลังกลับไปหาขมิ้นที่ตนทิ้งไปก็หาไม่พบ ในอดีตที่ผ่านมาที่บริเวณเขาวังสะดึง มักจะมีสิ่งลี้ลับหลายอย่างที่ไม่สามารถสืบค้นหาความจริงได้ จนตราบเท่าทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ทำให้คนในพื้นที่โดยรอบเขาวังสะดึงเชื่อเรื่องเมืองลับแลก็คือ หลักฐานลูกปัดโบราณที่มีอยู่โดยรอบบริเวณเชิงเขาวังสะดึง ยิ่งในช่วงฤดูฝนเกิดการชะล้างของน้ำฝนจะพบเห็นได้ง่าย จะไหลมารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ มักจะมีผู้คนจากต่างจังหวัดที่ทราบข่าวมาขุดดินบริเวณเชิงเขามาร่อนหาลูกปัดกันจำนวนมาก

คนในพื้นที่รอบเขาวังสะดึงได้อธิฐานไว้ว่าขอให้หาลูกปัดตามพื้นดินให้ได้มาก ๆ พอที่จะจำหน่ายเพื่อปลูกสร้างบ้านได้สักหลังก็ได้สมดังคำอธิฐานมาแล้ว ลักษณะของลูกปัดที่พบเห็นจะมีหลายขนาดด้วยกันโดยมีขนาดเล็กสุดเท่าหัวไม้ขีดจนถึงขนาดใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อย มีหลากสีมีรูตรงกลางทุกเม็ด มีความใสคล้ายกับทำจากพลาสติกแต่เมื่อนำมาเผาไฟจะไม่ละลาย ยังคงมีสีและสภาพดังเดิม

จากตำนานเรื่องเมืองลับแลจะเห็นได้ว่า คนเมืองลับแลเป็นคนมีนิสัยรักสงบ มีความซื่อสัตย์ ขยันในการทำมาหากิน จึงทำให้เขาเหล่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ควรที่คนทั่วไปน่าจะนำมาเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต

เมืองลับแลที่เขางู
จากคำบอกเล่าของคุณณรงค์ คุ้มจิตร์ เล่าว่า "เขางูมีตำนานเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่า เขางูเป็นเมืองลับแล เล่ากันว่า ที่ถ้ำแห่งนี้สามารถทะลุผ่านไปยังเมืองลับแลซึ่งมีผู้คนชาวลับแลอาศัยอยู่ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นคนพวกนี้ได้ วันดีคืนดีจะมีเสียงปี่พาทย์ดังออกมา

ในสมัยก่อนเมื่อชาวบ้านจะทำบุญเลี้ยงพระ จะไปอธิษฐานขอยืมถ้วยชามรามไหจากคนลับแล ก็จะมีถ้วยชามจัดวางไว้ตามที่ขอยืม ต่อมามีคนขอยืมแล้วไม่นำไปคืน ทำให้คนลับแลไม่ให้ยืมอีกต่อไป ปากถ้ำที่เข้าไปสู่เมืองลับแลจึงปิด ตอนเด็กๆ ได้เคยไป วิ่งเล่นแถวนั้น แล้วมีปู่ ย่า ตา ยาย ชี้ให้ดูประตูปากถ้ำ ซึ่งต่อมาได้ทำกำแพงกั้นไว้ และเมื่อจังหวัดจะมาบูรณะ รถไถจึงไถมาดินมาไว้บริเวณปากถ้ำโดยไม่ทราบที่มา ทำให้ปากถ้ำที่เป็นเสมือนกำแพงสู่ตำนานที่เล่าขานกันมานั้นก็หายไป และนี่คงเป็นที่มาของชื่อถ้ำฝาโถ ซึ่งอยู่ในอาณาบริเวณของเทือกหินเขางู"

เมืองลับแลที่เขากลางตลาดจอมบึง
อาจารย์ สุรินทร์ เหลือลมัย ที่ปรึกษาสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ได้เล่าเกี่ยวกับเมืองลับแล ไว้ใน "ตำนานจอมบึง" ตอนหนึ่งว่า

เขากลางตลาดจอมบึง
ที่มาของภาพ
http://www.chombung.com/modules.php?name
=Content&pa=showpage&pid=7
"...จอมบึงยังมีนิทานท้องถิ่นอีกเรื่องหนึ่ง คือ “ถ้ำถ้วยโถโอชามของชาวลับแล

ผู้สูงอายุต่างเล่าต่อๆ กันมาด้วยถ้อยคำธรรมดา ทำนองมุขปาฐะ คือจากปากต่อปาก ไม่ทราบว่าผู้เล่าดั้งเดิมเป็นใคร มักจะอ้างว่าเป็นของเก่า ฟังจากผู้เล่าที่เป็นบุคคลสำคัญยิ่งในอดีตอีกต่อหนึ่ง  ทุกครั้งมักเล่าเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนี้

“วันดีคืนดี ชาวบ้านจะได้ยินเสียงมโหรีพิณพาทย์ลาดตะโพนดังแว่วมาจากเพิงผาหน้าถ้ำ อันเป็นดินแดนลี้ลับของเขากลางตลาด  ที่นั่นเป็นเขตแดนของชาวเมืองลับแล  สมัยก่อนนานมาแล้ว เวลาชาวบ้านจะมีงานเลี้ยงในหมู่บ้าน จะไปขอยืมถ้วยโถโอชามจากชาวเมืองลับแล โดยครั้งแรกจะบนบานไว้ก่อนว่าต้องการยืมของอะไรบ้าง  รุ่งขึ้นก็จะมีสิ่งของที่ขอยืมวางไว้ให้พร้อม  ชาวบ้านใช้งานเสร็จเมื่อไรก็ทำความสะอาด แล้วนำส่งคืนที่เดิมภายในถ้ำ ทุกรายจะปฏิบัติเช่นนี้เสมอ

แต่แล้วมีรายหนึ่งเล่นไม่ซื่อ เกิดความละโมบโลภมาก อยากได้บางสิ่งไว้ใช้ตลอดไป จึงส่งของคืนไม่ครบจำนวน ชาวลับแลไม่พอใจ ถือว่าทำผิดกติกาอย่างแรง ตั้งแต่นั้นมา แม้ชาวบ้านจะบนบานสักเท่าไร ก็ไม่มีสิ่งของออกมาวางไว้ให้ยืมอีก ปากถ้ำก็เลื่อนลงมาปิดสนิท เหลือเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน”

นิทานเรื่องนี้เคยแพร่หลายอยู่ในหลายอำเภอของเมืองราชบุรี ตลอดจนจังหวัดอื่นๆ ด้วย เค้าโครงเรื่องหลวมๆ เอื้อให้สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหารายละเอียดที่ต้องการสื่อความหมายได้ง่าย จึงถ่ายทอดจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้

อ.สุรินทร์ ยังเขียนต่อถึงการเล่าขานเกี่ยวกับตำนานเมืองลับแลในราชบุรี ว่ามีอีกหลายแห่ง อาทิ

เขาน้อยเทียมสวรรค์
ที่มาของภาพ
http://www.blogger.com/goog_2055091394
2009_01_01_archive.html
เมืองลับแลที่เขาน้อยเทียมสวรรค์
"ที่หมู่บ้านเขาน้อยเทียมสวรรค์ เดิมก็ว่ามีถ้ำอยู่ใต้ฐานเจดีย์ ชาวลับแลทำให้หินงอกปิดปากถ้ำ ทางวัดกลัวเจดีย์จะทรุดลงมาจึงปิดปากถ้ำเสียเลย"

เมืองลับแลที่หินกอง
"ที่หมู่บ้านเขาหินกอง บนยอดเขาที่วัดหินกองมีร่องรอยหินแตกยุบตัวลงไป ก็ว่าเป็นการปิดปากถ้ำของชาวลับแล"

เมืองลับแลที่เขาแง่ม
"และที่หมู่บ้านเขาแง่มก็ว่ามีถ้ำของชาวลับแลเหมือนกัน"

อ.สุรินทร์ ให้ความเห็นในตอนท้ายเกี่ยวกับเมืองลับแลนี้ว่า เจ้าของนิทานที่เล่าเกี่ยวกับเมืองลับแลที่เชิงเขาวังสะดึง เขาหินกอง  เป็นคนไทยเชื้อสายลาวเวียงจันทน์  ที่เขาน้อยเทียมสวรรค์เป็นลาวยวน แต่ที่เขากลางตลาดเป็นลาวเวียงและลาวโซ่ง ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ที่ไหนมีนิทานเรื่องนี้ สามารถทายได้เลยว่าผู้คนกลุ่มนั้นหรือชุมชนนั้นมีเชื้อสายไทย - ลาว

เมืองลับแลที่วัดป่าโป่งกระทิง
"วันหนึ่งเวลาบ่ายจัด ๆ ข้าพเจ้าเดินเที่ยวมองดูวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย ๆ คนเดียว ผ่านไปตามทางเดินชายป่า มีต้นไม้ใหญ่คล้าย ๆ ต้นยูคาลิปตัสปลูกอยู่แถวเดียวริมทางเดิน สายตาเหลือบไปเห็นหลุมกว้างหลังต้นไม้ มีเสียงคนดังก้องอยู่ภายในหลุมนั้น จึงเดินเข้าไปดู เห็นเป็นบันใดเป็นขั้น ๆ แน่ใจว่าเป็นทางเดินลงไปข้างล่าง มันเป็นเวลาว่างของข้าพเจ้าพอดีเห็นว่ามีเวลาเหลือจึงเดินลงไปตามขั้นบันใดนั้นประมาณไม่เกิน 10 ขั้นก็ถึงพื้นดิน

มีผู้คนมากมาย เล่นกีฬาออกกำลังกาย การเล่นต่าง ๆ บางคนก็เดินไปทำธุระ บางคนก็เดินไปจับจ่ายสิ่งของ บรรยากาศร่มเย็นไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนข้างบนเลย และก็ไม่หนาวนัก ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส เยือกเย็นสดชื่น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่นั่นด้วย ทุกคนให้ความเป็นกันเองไม่ถือตัวหรือมีอาการเย่อหยิ่งให้เห็นเลย ถามอะไรเขาก็ตอบให้เข้าใจหมด ถามถึงร้านขายอาหารว่าอยู่ทางไหน เขาก็ชี้มือบอกด้วยความเต็มใจยิ้มแย้มน่ารักและนำไปส่งจนถึงร้าน

ข้าพเจ้าเดินไปหาร้านอาหาร มีทั้งอาหารคาวหวาน ผลหมากรากไม้มากมาย ครั้นพบของที่อยากรับประทานก็เดินเข้าไปจะซื้อแต่คลำหาสตางค์ในกระเป๋าไม่พบ จึงต้องเสียเวลาเดินกลับขึ้นไปข้างบนอีกเที่ยวหนึ่ง ใช้เวลานานพอสมควรไปถึงรถที่จอดอยู่ห่าง ๆ ได้สตางค์แล้วก็เดินกลับไป ลงตามบันใดไปที่เดิมหวังจะซื้อของอร่อยมารับประทานให้สมอยาก

พลันได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดด้วยเสียงดังว่า ประตูจะปิดแล้วให้รีบกลับ ทันใดนั้นก็มีคนหลายคนเดินนำหน้าข้าพเจ้าขึ้นไปตามบันใดทางขึ้น ข้าพเจ้าก็รีบเดินตามเขาไป พอถึงบันใดขั้นบนสุดคนเหล่านั้นวกกลับลงไปอีก และดันหลังให้ข้าพเจ้าขึ้นไปแต่ผู้เดียว พอขึ้นพ้นออกมาแล้วประตูก็ปิดลงทันที

ข้าพเจ้าเดินออกไปที่ทางเดินหน้าต้นไม้ที่เดิมแล้วเหลียวหลังไปมอง ไม่มีร่องรอยทางลงหรือประตูอะไรทั้งนั้น เป็นพื้นดินราบเรียบแถมยังมีต้นหญ้าขึ้นปกคลุมเสียด้วย ไม่ติดใจอะไรได้แต่เดินกลับมา

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาหลายเดือนจนบัดนี้เดือน พฤษภาคม 2553 ภาพวิวตรงนั้นยังติดตาอยู่ จึงนำมานึกทบทวนว่าตัวเราก็ไปเที่ยวพักผ่อนและเที่ยวธุดงค์มาหลายแห่ง จำได้ว่าสถานที่แบบนั้นอยู่ใกล้วัดป่าลัน เชียงราย หรือวัดป่าโป่งกระทิง ราชบุรีกันแน่นะ แล้วเมืองที่เราลงไปคือเมืองอะไร พลันนึกได้ว่า อ๋อ น่าจะเป็นเมืองลับแลหรือเมืองบังบดนั่นเอง เพราะจนถึงเวลานี้จะไปหาอีกก็ไม่พบ มิน่าเล่า ชาวเมืองเขาจึงไล่เราให้รีบออกจากเมืองเพราะเขาจะปิดประตู และที่สำคัญเราไม่ใช่คนเมืองนั้น เขาอนุญาตให้เราเข้าไปเพราะเราเองเป็นคนมีสัจจะ ไม่พูดโกหกใครและไม่โกหกตัวเอง

ข้าพเจ้านำเรื่องนี้มาเล่าเป็นอุทธาหรว่าถ้าผู้ใดมีศีลมีสัจ ก็จะได้พบอะไรดี ๆ แปลก ๆ" ผู้เล่า  สมุท

หากท่านผู้อ่านท่านใดมีเรื่องเล่าหรือตำนานเกี่ยวกับเมืองลับแลในราชบุรี แล้วช่วยเพิ่มข้อมูลไว้ท้ายบทความนี้ด้วยนะครับ เผื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มาค้นคว้าหาความรู้ต่อไปในภายภาคหน้า

ที่มาข้อมูล :

9 ความคิดเห็น:

  1. ภาพถ่ายช่างซอชาวลับเเลง ( ลับเเล ) กับ เนื้อหานั้น ไม่เข้ากันหรือไม่ครับ
    เพราะว่าเนื้อหาที่กล่าวถึง เป็นชาวลับเเลในตำนานลี้ลับ รบกวนเเก้ไขด้วยนะครับ

    ด้วยความเคารพ
    "ยวนลับเเลง"

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณครับ คุณยวนลับแลง จริงๆผมก็คิดว่า ภาพถ่ายที่ว่านั้น มันไม่เข้ากับเนื้อหาเลยครับ....แต่ผมรู้สึกเสียดายภาพ...เลยขออนุญาตนำมาไว้เป็นภาพแรกเลย...

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ10 มีนาคม, 2555 21:31

    ที่อ.วัดเพลง ต.จอมประทัด หมู่บ้านดอนโบสถ์ หมู่บ้านปากสระ ก็มีเรื่องเล่าเกียวกับเมืองลับแลเหมือนกัน ปู่เล่าให้ผมฟังว่า สมัยปู่ของท่าน ที่ดอนโบสถ์นั้นจะมีหมู่บ้านลับแลอยู่ ประมาณช่วงกลางเดือนห้าจะมีงานเทศกาลของหมู่บ้านชาวลับแลในตอนกลางคืน จะมีคนเห็นผู้คนมากมายมาเที่ยวงานกัน มีมหรสพต่างๆ มีการจุดพลุ มีเสียงระนาดกลองดนตรีต่างๆ จะมองเห็นผ่านทุ่งนาได้จากหมู่บ้านปากสระ มีคนเขาจะไปเที่ยวที่งานด้วย แต่เมื่อไปแล้วก็ไม่พบงานเลย แต่กลับมาก็จะเห็นงานนั้นอีก ช่วงหลังเริ่มเจริญขึ้นผู้คนก็ไปไถทำที่ดอนนั้นเป็นนา มีคนได้ยินชาวลับแลพูดว่า ไปเดินเหยียบหัวพวกเขามากแล้วพวกเขาจึงต้องย้ายหมู่บ้านแล้ว สถานที่แถวนั้นเวลาเขาไถ ถากถางขุด เขาจะพบพวกเครื่องใช้ต่างๆ เช่นพวกหม้อกนน ถ้วยชาม ไหที่ใส่เหล้า กระแช่ ด้วย

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. น่าสนใจมากเลย ครับ.....

      ลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ05 สิงหาคม, 2555 09:10

    ชอบจัง

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ13 สิงหาคม, 2556 05:15

    อยากทราบเพิ่มเติมจังเลย ค่ะ

    ตอบลบ
  6. สาระดี อยู่ที่ความมุ่งหมายใจจิตใจเรานิเอง ..........ขอบคุณมากครับ

    ตอบลบ
  7. ไม่ระบุชื่อ21 พฤศจิกายน, 2556 23:03

    ตกลงอยู่ จ ไไหนกันเเน่ค้าา

    ตอบลบ
  8. ผมเป็นชาวเขาอยู่กับป่า ที่บ้านผมก็มีเหตุการณ์แบบนี้ครับ แต่บ้านผมเชื่อว่าเป็นผีครับ เขาก็เลยกลัวกัน เพราะบางทีมันปรากฎตัวให้เราเห็น จากที่ได้ยินมา ดังนี้ครับ วันหนึ่งแม่ผมเองครับ ไปที่ไร่ ตอนเที่ยงกลับมาที่กระท่อมเห็นคนนอนอยู่ครับ ตกใจเรียกเพื่อนบ้านที่มีไร่ใกล้เคียงให้มาดู พอเขามาถึง มันก็หายไปแล้วครับ อีกเหตุการณ์หนึ่งปีเดียวกัน มันแกะข้าวหอของแม่ผมไปแช่นํ้า แต่มันก็ไม่กินครับ เหตุการณ์ต่อมาเกิดกับคุณตาผม เขากำลังเลื่อยไม้ฟืนอยู่ แต่มีคนดึงเลื่อยทำให้เลื่อยไม่ได้ จึงพูดกับมันว่า ถ้าจะช่วยก็ช่วยให้มันเสร็จ มันก็ช่วยจริงๆครับ จะเสร็จเลย แต่มันไม่เห็นตัวนะครับ รู้สึกเพียงว่า เลื่อยมันเบาและขาดเร็วกว่าเดิม อีกเหตุการณ์หนึ่ง มีคนเห็นตอนที่มันกำลังเก็บมะม่วงครับ ตอนใกล้มืด พอมีคนเห็นปุ๊บมันก็อ้อมหลังต้นมะม่วงแล้วหายเลย อีกเหตุการณ์หนึ่งครับ คนนี้เขาไปตัดไม้รั้ว เยอะมาก และแบกไม่ทัน ระหว่างที่แบกไปหลายเที่ยวก็มีคนแบกให้จะเสร็จเลยครับ อีกเหตุการณ์หนึ่งที่มีพยานครับ คุณตาผมอีกละ เขาไปล่าสัตว์กลางคืน เขานอนบนต้นไม้ แต่มีคนดึงขากางเกงเขา ตาผมก็เลยรีบคว้ามือมันไว้ รู้สึกได้ว่าเป็นมือของคน มีขนบ้างจนรู้สึกสัมผัสได้ แต่พอเอาไฟส่องแต่กลับมองไม่เห็นใครเลย จากที่เล่ามาทั้งหมด เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริงจากคนในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านเชื่อและเล่าต่อกันว่า ลืมบอกผมเป็นชาวเขา ภาษาผมเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "เบือก" เขาอยู่ในรู ถ้าเราเจอ แล้วเอานํ้าซาวข้าวสาดมัน มันจะหายตัวไม่ได้อีกเลย แล้วจะเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ก็ไม่มีใครทำกับเขาอย่างนี้หรอกครับ มนก็สอดคล้องกับเนื้อหาที่อาจารย์ได้ไปลงในเมืองใต้ดินนั่นแหละครับ ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจ แต่หาหลักฐานยาก

    ตอบลบ