วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

มะลิสีแดง : นิทานชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่สวนผึ้ง ตอนที่ 2

ต่อจาก  มะลิสีแดง : นิทานชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่สวนผึ้ง ตอนที่ 1

อันเขาแดน ซึ่งอยู่ชายแดนเป็นที่ตั้งของดงมะลิมหึมา มีโคมะลิดอกสีแดงเป็นนางพญามะลินั้น มีระยะห่างจากบ้านเจ้าหนุ่มอั้งเป็นระยะทางเดิน 3 วัน 3 คืน เป็นที่ร่ำลือกันถึงสัตว์ดุร้ายอย่างที่สุด พวกพรานไพรหาสามารถบุกเข้าไปล่าสัตว์ไม่ เพราะปรากฏว่าต้องถูกโขลงช้างป่า และเสือหมีไล่ทำร้ายบาดเจ็บล้มตายไป หลายคนรู้กันดีทั้งป่า แต่เจ้าหนุ่มอั้งผู้ไม่เคยทำร้ายสัตว์ก็หาหวาดหวั่นไม่ เขาพร้อมจะสละชีวิตเพื่อช่วยชีวิตสาวที่ตนหลงรัก


สองวันแรกแห่งการเดินทาง ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอตกวันที่สามตอนสาย เมื่อเจ้าหนุ่มเดินทางถึงดงไผ่ก็เผชิญเข้ากับ ช้างโขลงใหญ่หลายสิบตัวหัวหน้าโขลงมี "ห้างด้วน" ซึ่งเป็นโขลงที่ดุร้ายที่สุด ชาวกะเหรี่ยงรู้จักพิษสงของฝูกอีด้วนดี 


ภาพจำลอง ประกอบบทความ
ที่มาของภาพ http://mediastudio.co.th/2017/04/26/144454/

โขลงอีด้วน นั้น ได้กลิ่นมนุษย์แต่ไกล มันต่างก็อุบเงียบอยู่ในดงไผ่ด้วยความอาฆาตมาดร้าย เพราะพวกของมันหลายตัว ได้ถูกพรานกะเหรี่ยงยิงด้วยปืนและหน้าไม้อาบยางน่อง บาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมาก โขลงอีด้วนจึงมีความพยาบาทพวกมนุษย์อย่างสาหัส พบเมื่อใดมันเป็นเล่นงานเอาชีวิจเมื่อนั้น ณ ป่าใหญ่เขาแดนอาณษบริเวณนี้คือ บ้านเมืองของโขลงอีด้วน พรานไพรรู้จักดี หามีใครสามารถบุกเข้ามาล่าถึงรังของมันได้ จึงเมื่อมีมนุษย์กล้าบ้าบิ่นอาจหาญบุกเข้ามาจนถึงรังของมันแต่ผู้เดียวเช่นนี้ โขลงอีด้วน จึงพากันซุ่มอยู่อย่างเงียบงำ มั่นมั่นหมายว่าจะล้อมกรอบบดขยี้มนุษย์ศัตรูตัวฉกาจของมันให้จงได้ เพราะมันอยู่ใต้ลมได้กลิ่นมนุษย์แต่ไกล



ฝ่ายเจ้าหนุ่มกะเหรี่ยงผู้สืบตระกูลใจบุญ ไม่เคยฆ่าสัตว์ไพร ไม่เคยทำร้ายสัตว์ไพรบาดเจ็บ แหละแม้แต่จะคิดทำร้ายก็ไม่เคย ได้เดินเข้าใกล้ดงไผ่ป่ามหึมา เห็นรอยเท้าช้างป่าเกลื่อนบริเวณนั้น จึงหยุดพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็รู้ทันทีว่า โขลงช้างป่าคงจะอยู่ในอาณาบริเวณดงไผ่เป็นแน่ เพราะสังเกตจากรอยตีนที่ย่ำดินเป็ฯรอยใหม่ ต้นไม้เล็กๆ ที่ถูกเหยียบตายยังมีใบเขียวสดเป็นการบอกให้รู้ชัดเจนว่า โขลงช้างป่าเพิ่งจะเหยียบผ่านไปไม่นานนัก เพราะต้นหญ้าที่ถูกช้างเหยียบนั้นหากข้ามวันข้ามคืน ก็จะแห้งไปตามกาลเวลา ซึ่งเจ้าหนุ่มกะเหรี่ยงแม้ไม่ช่ำชองทางพรานไพร แต่ก็มีความรู้เรื่องนี้ดี


"หน้าไม้" ภาพจำลอง ประกอบบทความ
ที่มาของภาพ : http://tainaplajad.blogspot.com/2014/02/blog-post_20.html

จึงเมื่อรู้ได้เช่นนี้ เจ้าหนุ่มก็เริ่มใช้ความสังเกตป่าอย่างระมัดระวัง หยุดพักสูบยาพ่นควันดูลม เห็นควันยาลอยจากตนเข้าดงไผ่ก็รู้ได้ทันทีว่า ตนกำลังอยู่ในความเสียเปรียบโขลงช้างไพร เพราะตนเป็นฝ่ายอยู่เหนือลม ช้างไพรเป็นฝ่ายอยู๋ใต้ลม ซึ่งมันจะสูดกลิ่นตนรู้ได้แต่ไกล เจ้าหนุ่มผู้ใจบุญจึงหยิบหน้าไม้ออกมาขึ้นใส่ลูกดอกอาบยาพิษลงในราง พร้อมจะยิงในทันทีเมื่อช้างป่าออกมาทำร้าย พลางก็พิจารณาดูทำเลทางหนีไว้ก่อน เพื่อความไม่ประมาท พิจารณาเห็นว่าอาณาบริเวณนั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่ พอจะขึ้นหลบช้างไพรได้ คงมีแต่ภูฌขาลูกใกล้ๆ เท่านั้นที่จะใช้หลบภัยได้ เจ้าหนุ่มจึงรีบเดินทางเข้าใกล้ภูเขาอย่างเร็วจี๋ เพราะชักผิดสังเกตุอะไรบ้างอย่าง เป็นเรื่องสังหรณ์ใจ

ฝ่ายหัวหน้าโขลงอีด้วนอันดุร้าย ซึ่งซุ่มเงียบงำในป่ารก จับตาเขม้นมองการเคลื่อนไหวของมนุษย์ศัตรูร้ายอย่างอาฆาต ครั้งเห็นมนุษญ์ทำอาการอย่างดังนั้น กู้รู้ทันทีว่ามนุษย์คนนี้ ไหวพริบดีมีความระมัดระวังตัวเป็นเลิศ จะรอช้าไม่ได้ มันจึงแผดเสียงแปร๋นขึ้น เสียงดังสะท้านก้องทั้งป่า เป็นอาณัติสัญญาณลูกโขลงให้เปิดฉากล้อมกรอบบดขยี้มนุษย์ศัตรูตัวร้าย พลางก็นำโขลงพุ่งเข้าใส่มนุษย์ทันที ลูกโขลงหลายสิบตัวต่างก็แผดเสียงร้องดังสะท้านไปทั้งป่า ดาหน้ากันเข้าหาเหยื่อเสียงอื้ออึงปานแผ่นดินจะถล่ม ค่างลิงชะนีตกใจกระโจนร้องลั่นบนยอดไม้  
อ่านต่อ >>

มะลิสีแดง : นิทานชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่สวนผึ้ง ตอนที่ 1

ผู้เขียนได้ไปพบหนังสือเก่าของบิดา (นายสละ จันทรวงศ์) เล่มหนึ่ง ชื่อว่า "นิทานชาวเขาเผากะเหรี่ยง" มีนิทานเขียนไว้ จำนวน 17 เรื่อง รวบรวบโดย วิจิตร ขุมทรัพย์ จัดพิมพ์และจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ธรรมบรรณาคาร พระนคร เมื่อปี พ.ศ.2514 ราคาเล่มละ 14 บาท  มีนิทานอยู่หลายเรื่องเกี่ยวข้องกับชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงแถบ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เช่น เรื่อง มะลิสีแดง นี้ ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำมาเขียนไว้ในบล็อกนี้ ตามเนื้อหาเดิม โดยไม่ได้ตัดต่อใดๆ ดังนี้


มะลิสีแดง
ที่มาของเรื่องคือ....บ้าน "บางคะยู" ชายแดนพม่า ติดกับทิศตะวันตกของ ต.สวนผึ้ง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

ในบรรดาชาวเขาเผ่าต่างๆ นั้น เผ่าซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงว่าเป็นเผ่าที่ทำการล่าสัตว์ได้อย่างเก่งฉกาจ คือ เผ่ามูเซอ และเผ่ากะเหรี่ยง สองเผ่านี้ยึดเอาอาชีพล่าสัตว์เป็นอาชีพสำคัญยิ่งของชีวิต

ณ หมู่บ้าน "บางคะยู" ชายแดนพม่าอุดมไปด้วยสัตว์ป่า ทั้งดุร้ายและไม่ดุ ผู้ชายชาวกะเหรี่ยงส่วนมากยึดเอาอาชีพล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงทำไร่ ยังมีตระกูลหนึ่งมีความดีประจำตระกูลสืบมา ความดีนั้น คือ ไม่นิยมการล่าสัตว์ตัดชีวิต ยึดอาชีพทำไร่หาของป่าขายเป็นอาชีพ

ครั้งหนึ่งลูกสาวสวยของหัวหน้าหมู่บ้าน เกิดป่วยเป็นไข้ป่าอย่างแรง หมอประจำหมู่บ้านรักษาจนหมดความสามารถก็ไม่หาย มีแต่ทรุดลงทุกขณะ หัวหน้าหมู่บ้านซึ่งชื่อ "เอิ่ง" จึงประกาศว่า หากผู้ใดรักษานางอ่อง ลูกสาวแกหายจากอาการป่วยไข้ได้แล้ว แกยินดียก "นางอ่อง" ให้เป็นภรรยา  ข่าวนี้กระจายไปทั้งแคว้นกะเหรี่ยง บรรดาหมอมีชื่อจากหมู่บ้านต่างๆ หวังจะได้ลูกสาวสวยของหัวหน้าหมู่บ้านผู้ร่ำรวยเป็นภรรยาก็พาเดินทางมารักษา แต่ก็หามีใครเก่งกาจรักษาอาการป่วยของสาวสวยให้หายได้ไม่

ยังมีเจ้าหนุ่มหนึ่ง เป็นทุกข์เป็นร้อนในอาการป่วยของสาวสวยอ่องยิ่งนัก เจ้าหนุ่มผู้นี้ชื่อ "อั้ง" ซึ่งสืบตระกูลผู้ไม่นิยมการล่าสัตว์ตัดชีวิตนั่นเอง เกรงว่านางอ่องที่ตนหลงรักจะตายจากไปเสีย เจ้าหนุ่มจึงไปยังขุนเขาผาแดง อันมี "จ้าวพ่อผาแดง" สิงสถิตอยู่ จ้าวพ่อผาแดงนี้ เป็นที่เคารพนับถือของชาวกะเหรี่ยง ทั้งแคว้น

เมื่อไปถึงขุนเขาจ้าวพ่อผาแดง เจ้าหนุ่มอั้งก็กราบไหว้จ้าวพ่อ บรรยายความในใจที่ตนหลงรักสาวอ่อง ของให้จ้าวพ่อช่วยเหลือให้ตนรู้วิธีจะรักษาสาวอ่องให้หายจากไข้ด้วยเถิด ตนนี้มีความรักในสาวอ่องอย่างซื่อสัตย์แน่นหนา หากสาวอ่องถึงแก่ความตายตนจะขอโดดหน้าผาตายตาม ไม่ขอมีชีวิตอยู๋สืบไป 

จ้าวพ่อผาแดง ได้ฟังคำอ้อนวอนของเจ้าหนุ่มผู้มีความประพฤติดี ไม่นิยมการทำบาปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทารุณโหดร้ายแก่สัตว์ไพร เช่นชาวกะเหรี่ยงทั้งหลาย ก็มีความสงสารใคร่จะช่วยเหลือ ตามคำวิงวอนบนบานศาลกล่าว ของเจ้าหนุ่มประพฤติดี มีจิตใจเมตตาสัตว์ แต่จะให้เจ้าหนุ่มสำเร็จผลโดยง่ายก็ไม่สมควร จำจะต้องทดลองจิตใจเจ้าหนุ่มเสียก่อน จึงบันดาลให้เกิดเสียงงเข้าช่องหูเจ้าหนุ่มผู้มีจิตใจเมตตาสัตว์ไพร ว่า....

"ดูก่อน เจ้าหนุ่มน้อย ข้าเป็นเทวดารักษาป่านี้ รู้แล้วว่าเอ็งนั้นมีความประพฤติดี ไม่โหดร้ายทารุณต่อสัตว์ไพรร่วมโลก เหมือนชาวกะเหรี่ยงทั้งหลายที่ยึดเอาการทารุณโหดร้ายแก่สัตว์เป็นอาชีพ ซึ่งมนุษย์ที่มีความประพฤติดีเยี่ยงตระกูลใจบุญเช่นนี้ เทวดาจ้าวป่าจ้าวเขาย่อมจะรักษา 

ข้าจะช่วยเองได้ แต่เอ็งจะต้องกระทำให้เห็นว่า เอ็งนั้นรักนางอ่องยิ่งชีวิต เอ็งจะต้องฝ่าอันตรายอย่างร้ายแรง ในการจะช่วยชีวิตนางอ่อง ข้าอยากรู้ว่าเอ็งจะกล้าผจญกับความตาวครั้งนี้หรือไม่"

เจ้าหนุ่มอั้งผู้มีใจบุญ ไม่ทารุณโหดร้ายต่อสัตว์ไพร ได้ยินเสียงจ้าวพ่อผาแดงหวิวๆ ในช่องหู ไม่เห็นร่างของท่านก็ถึงแก่ขนลุกซู่ รีบกราบลงอีกสามครั้ง เอ่ยรับรองด้วยเสียงหนักแน่น จากความจริงใจว่า

"จ้าวพ่อที่เคารพนับถือของข้าและของชาวกะเหรี่ยงทั้งแคว้น ข้อขอให้คำมั่นสัญญาแก่จ้าวพ่อด้วยความสัตย์จริงว่า ข้ารักนางอ่องยิ่งชีวิต ถึงแม้จะเสี่ยงอันตรายร้ายแรงอย่างใด ในการรักษาให้นางหาย ข้าเต็มใจฝ่าความตายอย่างจริงใจ ขอให้จ้าวพ่อมีคำสั่งมาเถิด ข้าจะทำตามทันที"

เมื่อเจ้าหนุ่มใจบุญกล่าวจบ ก็มีเสียงหวิวๆ ในชองหูว่า

"ถ้าอย่างนั้นแล้ว เอ็งจงเดินทางไปยัง "หุบมะลิป่า" ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ระหว่างทางเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย เอ็งจะต้องใช้ความเก่งกล้าต่อสู้กับมัน แล้วหลบหลีกไปจนถึง "หุบมะลิป่า" อันเป็นดงมะลิใหญ่ อยู่ระหว่างเขาแดน ยามราตรีอาณาบริเวณนั้นจะหอมระรื่นไปด้วยกลิ่นมะลิ และมี "โคตัวมะลิ" หรือนางพญษมะลิไพร ขึ้นอยู่กลางดง นางพญษมะลิไพรนี้ หาได้มีดอกสีขาวเหมือนดอกมะลิทั้งหลายไม่ คือ มีดอกสีแดง และมีกลิ่นหอมอย่างวิเศษ อันกลิ่นหอมของนางพญามะลิดงนี้ สามารถจะรักษาไข้ทั้งปวงให้หายได้ในทันทีที่คนไข้ได้สูดดม ทว่ารอบดงมะลินี้ มียักษ์ตนหนึ่งเป็นผู้เฝ้าอยู่ เอ็งจะต้องใช้ความสามารถฆ่ายักษ์ร้ายตนนี้เสียก่อน จึงจะเด็ดดอกนางพญษมะลิดง ซึ่งมีกลิ่นทิพย์ได้ แต่การครั้งนี้เจ้าจะต้องใช้ความสามารถความเก่งกาจอย่างสูง มิฉะนั้นเจ้าจะเป็นอันตรายถึงชีวิตเสียก่อนที่จะได้ดอกมะลิสีแดง ซึ่งเจ้าเด็ดเพียง 3 ดอกเท่านั้น คือ.....
  • ดอกที่ 1 ......หมายถึง........พระพุทธ
  • ดอกที่ 2 ......หมายถึง........พระธรรม
  • ดอกที่ 3 ......หมายถึง........พระสงฆ์
ความเป็นตายของเจ้านั้น อยู่ที่ความเก่งกล้าสามารถของเจ้า ไม่มีใครช่วยได้ เมื่อเจ้ารู้เช่นนี้ ยังจะคิดช่วยนางอีกหรือ"


ภาพจำลอง ประกอบบทความ
ที่มาของภาพ https://pantip.com/topic/31222817
เจ้าหนุ่มกะเหรี่ยงผู้ใจบุญ กลับให้คำมั่นสัญญาอย่างแน่นแฟ้นดังเดิม จ้าวพ่อผาแดงก็อวยพรให้เจ้าหนุ่มมีโชคชัย จากนั้นเจ้าหนุ่มผู้ใจบุญก็เตรียมตัวเดินทางอย่างรัดกุมพร้อมด้วยเสบียงอาหาร และหน้าไม้ อันปลายลูกศรอาบยาพิษ ซึ่งเรียกว่า "ยางน่อง" มีพิษร้ายแรงนัก แม้ช้างป่าถูกเข้าก็จะตายโดยเร็ว 

อ่านต่อ    มะลิสีแดง : นิทานชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่สวนผึ้ง ตอนที่ 2

ที่มาข้อมูล

อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

สุวรรณภูมิเจดีย์ ณ วัดมหาธาตุ สถานที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

ผมได้มีโอกาสอ่านสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเรื่อง "สุวรรณภูมิเจดีย์" ซึ่งผู้บันทึกเป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าทุกคนในราชบุรีในสมัยนั้นรู้จักกันดีและให้ความเคารพนับถือ อดีตท่านเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอยู่ในแวดวงของการศึกษาของ จ.ราชบุรี  ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านได้บันทึกด้วยลายมือของท่านเองไว้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2538 ซึ่งสมุดบันทึกเล่มนี้  ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่ขออนุญาตไม่บอกว่าอยู่ที่ใด เพราะเป็นไปตามคำสัญญาที่ผมให้ไว้กับผู้เก็บรักษาสมุด



เรื่องราวในสมุดบันทึกเล่มนี้ มีดังนี้
(คัดลอกมาโดยไม่แต่งเติมหรือเรียบเรียงใหม่แต่อย่างใด ภาพประกอบนำมาใส่เอง)

"สุวรรณภูมิเจดีย์"
เมื่อประมาณเดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ.2532  ขณะที่ข้าพเจ้าไปควบคุมการก่อสร้างวิหาร ซึ่งข้าพเจ้าได้สร้างถวายวัดมหาธาตุ ได้มีฝรั่งคนหนึ่งในจำนวน 2 คน เดินมาหาข้าพเจ้า ฝรั่งคนนี้พูดภาษาไทยได้ค่อนข้างชัดเจน ส่วนอีกคนหนึ่งพูดไทยไม่ได้ ถามข้าพเจ้าว่า "วัดนี้ ชื่อวัดพระศรีรัตนมหาธาตุใช่หรือไม่" พร้อมกับเปิดหนังสือซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ และชี้คำที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ อ่านได้ความว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี ข้าพเจ้าจึงตอบว่า "ใช่" 

ที่วัดนี้ มีสุวรรณภูมิเจดีย์อยู่ที่ไหน พร้อมทั้งเอานิ้วชี้ที่ในหนังสือภาษาอังกฤษที่เขาถือมา ข้าพเจ้าจึงดูเห็นคำว่า "สุวรรณภูมิ พาโกด้า" ซึ่งตอนนั้น เท่าที่รู้ว่าของเก่าแก่ของวัดก็คือ พระปรางค์ ซึ่งตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมา ก็เห็นมีแต่พระปรางค์องค์นี้ ข้าพเจ้าจึงชี้ไปยังพระปรางค์ เพราะเข้าใจว่า ฝรั่งผู้นี้ อาจจะเรียกพระปรางค์ตามภาษาบ้านเรา เป็นสุวรรณภูมิเจดีย์

"พระปรางค์วัดมหาธาตุวรวิหาร" อ.เมือง จ.ราชบุรี
ซึ่งฝรั่งบอกว่าไม่ใช่ "สุวรรณภูมิเจดีย์"

แต่ฝรั่งกลับส่ายหน้า และบอกกับข้าพเจ้าว่าไม่ใช่ นี่เพิ่งสร้างมาเมื่อประมาณ 400 กว่าปีเท่านั้น แต่สุวรรณภูมิเจดีย์นั้น สร้างมาพันกว่าปีแล้ว ข้าพเจ้าก็งง บอกฝรั่งไม่ถูกว่า สุวรรณภูมิเจดีย์นั้นอยู่ที่ใด  ก็มานึกถึงคำว่าเจดีย์ ก็เลยบอกว่า มีเจดีย์อยู่ทางด้านหน้าพระอุโบสถอยู่หลายองค์ ฝรั่งจึงขอให้พาไปดู

ข้าพเจ้าจึงพาออกทางประตูด้านข้างที่จะไปพระอุโบสถ พอออกไปก็พบ รถที่พวกเขามาจอดอยู่  เป็นรถตู้สีน้ำตาลไหม้ ฝรั่งคนที่พูดภาษาไทยไม่ได้ ได้ไปที่รถ และเปิดประตูด้านข้างตอนหลังออก ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าในรถมีเครื่องมือถ่ายทำภาพยนตร์อยู่อย่างมากมาย และฝรั่งที่พูดภาษาไทยไม่ได้ ได้ขึ้นไปบนรถ แล้วนำกล้องถ่ายภาพยนตร์ เอาติดตัวไปด้วย ไม่ใช่กล้องถ่ายวิดีโอ ข้าพเจ้าจึงพาเดินต่อไปเข้าประตูรั้วทางด้านพระอุโบสถ พอเดินผ่านประตู ข้าพเจ้าก็ชี้ให้ดูเจดีย์ ที่สร้างเป็นแถวอยู่หน้าพระอุโบสถให้เขาดู  ฝรั่งหัวเราะแล้วบอกว่าไม่ใช่ 

เมื่อฝรั่งบอกว่าไม่ใช่ ข้าพเจ้าก็จนปัญญา เพราะไม่เห็นมีเจดีย์เก่าๆ ที่ไหนอีก จึงบอกว่าไม่มีเจดีย์ ที่อื่นอีกแล้ว มีแต่มณฑปนี้เท่านั้นโดยชี้ให้ฝรั่งดูและพาไปที่มณฑป


มณฑป ตั้งอยู่บริเวณหน้าพระอุโบสถ วัดมหาธาตุวรวิหาร
ที่ฝรั่งบอกว่านี่คือ สุวรรณภุมิเจดีย์

พอฝรั่งเห็นมณฑปก็รีบเดินไปดู เมื่อเขาไปใกล้ตัวมณฑป ผมรู้สึกว่าเขาตื่นเต้นมาก และเดินดูรอบๆ ตัวมณฑป และขึ้นบันไดไปดูข้างบน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ขึ้นไป เพราะดูเสียเบื่อแล้วจึงคอยอยู่ด้านล่าง และเห็นฝรั่งคนที่พูดภาษาไทยได้ สั่งให้ฝรั่งคนที่ถือกล้องเป็นการใหญ่ โดยถ่ายที่ฐานมณฑป ตัวมณฑปโดยรอบทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนประตู หน้าต่าง และบันไดขึ้น

ขณะที่ฝรั่งคนที่มีหน้าที่ถ่ายทำภาพยนตร์นั้น ฝรั่งคนที่พูดภาษาไทยได้ ได้เข้ามาคุยกับข้าพเจ้า อีกครั้งหนึ่ง เขากล่าวขอบคุณข้าพเจ้า ที่เป็นผู้นำเขามาพบกับสุวรรณภูมิเจดีย์ และได้บอกว่าพวกคณะของเขาที่มานี้ เป็นคณะที่จะมาถ่ายทำภาพยนตร์ ชื่อว่า "ตามรอยพระแก้วมรกต" แล้วก็พลิกหนังสือเป็นภาษาอังกฤษที่เขาถือมาขึ้นดู แล้วหันมาบอกกับข้าพเจ้าว่านี่คือ "สุวรรณภูมิเจดีย์" สร้างมาพันกว่าปีแล้ว ทำไมทางวัดจึงไม่รักษาไว้ ปล่อยให้พังหมดน่าเสียดายจริงๆ  และบอกว่าสถานที่นี้ เป็นสถานที่ที่ "พระแก้วมรกต" ได้มาประดิษฐานเป็นครั้งแรกที่สุวรรณภูมิเจดีย์แห่งนี้ เมื่อก่อนที่นี่เป็นเมืองที่มีกษัตริย์ปกครองอยู่  และได้นำเอาพระแก้วมรกตมาประดิษฐานอยู่ และต่อมาพระแก้วมรกตที่ได้ย้ายออกจากราชบุรี ไปประดิษฐานอยู่ที่ไชยา 

พระแก้วมรกต


ข้าพเจ้าเลยสนใจที่อยากจะทราบว่าพระแก้วมรกตไปอยู่ ณ ที่ใดบ้าง

ฝรั่งจึงได้เปิดหนังสือที่เป็นตำราภาษาอังกฤษให้ข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้าสนใจมาก จึงขอกระดาษจากฝรั่งและได้จดบันทึกตามที่ปรากฏในหนังสือ ปรากฏว่าพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานตามเมืองต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้
  1. เมืองราชบุรี
  2. เมืองไชยา
  3. เมืองนครศรีธรรมราช
  4. นครวัต (เขมร)
  5. อยุธยา
  6. เมืองกำแพงเพชร
  7. เมืองเชียงราย
  8. เมืองลำปาง
  9. เมืองเชียงใหม่
  10. เมืองลาว
  11. เมืองธนบุรี (วัดอรุณ)
  12. กรุงเทพฯ
ตามตำราและคำบอกเล่าของฝรั่งผู้นี้  ทำให้ข้าพเจ้าตื่นเต้น และที่ใจที่ได้ทราบว่า พระแก้วมรกตของเราได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุของเราเป็นแห่งแรก เลยไม่ได้ถามว่าฝรั่งพวกนี้เป็นชาติอะไร มีสำนักงานอยู่ที่ไหน เมื่อเขาไปแล้วจึงนึกได้ว่าเรานี่โง่มากที่ไม่ได้ถามถึงสถานที่อยู่ของเขา  แต่เขาได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เขามาจากกรุงเทพฯ และมาถ่ายทำที่ราชบุรี เป็นแห่งแรก สถานที่ต่อไปก็จะไปดูสถานที่และจะถ่ายทำที่ไชยา และจะตามไปถ่ายทำทุกที่ๆ พระแก้วมรกตไปประดิษฐานอยู่ตามลำดับ

สำหรับที่ราชบุรี ข้าพเจ้าเห็นฝรั่งคนที่เป็นคนถ่ายๆ อยู่ประมาณ 30 นาที จากนั้นเขาก็ได้กล่าวขอบคุณข้าพเจ้า และบอกว่าจะเดินทางไปไชยา และทั้งหมดได้ลาข้าพเจ้า และเดินทางต่อไป

วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าได้เรียนเรื่องนี้ให้ พระเทพวิสุทธิโมรี ทราบ เพราะวันที่ฝรั่งมา ท่านไม่อยู่ ท่านจึงขอให้ข้าพเจ้าทำหนังสือถึงวัด โดยเล่าเรื่อง ของฝรั่งที่มาถ่ายทำภาพยนตร์ให้จังหวัดทราบ ซึ่งในตอนนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัด คือ คุณพีระ บุญจริง และข้าพเจ้าได้ขอให้จังหวัดส่งเรื่องนี้ไปยังอธิบดีกรมศิลปากร ได้ทราบ และขอให้ทางกรมศิลปากร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกมาดูว่า จะเป็นความจริงตามที่ฝรั่งบอกเล่าหรือไม่

ต่อมาทางกรมศิลปากร ได้ส่ง คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ รองอธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ออกมาดู โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรติดตามา 6-7 คน และท่านเจ้าคุณวิสุทธิธีรพงศ์ ได้ต้อนรับ รองอธิบดีในพระอุโบสถ และก็ได้เล่าเรื่องนี้ ให้รองอธิบดีฟังอีกครั้งหนึ่ง

แต่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า  ทั้งรองอธิบดีและเจ้าหน้าที่ที่มาในวันนั้น ไม่ค่อยเชื่อนัก ต่อมาท่านเจ้าคุณวิสุทธิธีรพงศ์ ได้เชิญรองอธิบดีและคณะออกมาดูสถานที่ ที่ฝรั่งเชื่อว่าเป็นสุวรรณภูมิเจดีย์ ว่าชำรุดทรุดโทรมมากควรจะหาทางซ่อมแซมอย่างไรต่อไป

ในระหว่างที่คณะกรมศิลปากรออกมาดูสถานที่ ได้มีเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรคนหนึ่งได้มาพูดกับข้าพเจ้าว่า "อาจารย์อย่าไปเชื่อฝรั่งมันมากนัก เพราะเราเป็นคนไทยก็ดูตามประวัติศาสตร์ของเมืองไทยดีกว่า ของเรายังค้นไม่พบว่า พระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ที่เมืองราชบุรี" ซึ่งเป็นคำพูดที่ค้านกับความรู้สึกของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก เพราะข้าพเจ้าคิดว่า ฝรั่งเขาทำอะไรมักจะเอาจริงเอาจัง มีหลักมีเกณฑ์ และต้องมีหลักฐานที่เขาสามารถที่จะพิสูจน์ได้  ฝรั่งได้อธิบายและชี้ให้ดูหนังสือตำราซึ่งเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา แม้ว่าศัพท์ภาษาอังกฤษบางคำ ข้าพเจ้าจะแปลไม่ได้ แต่ชื่อเมืองต่างๆ ที่ฝรั่งบอกว่า พระแก้วเคยไปประดิษฐานอยู่ที่ใดบ้างนั้น อ่านได้ชัดเจน  ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าเป็นความจริง แต่นักประวัติศาสตร์ของไทยค้นคว้าไปไม่ถึง ถ้าดูตามประวัติศาสตร์ของไทย พระแก้วมรกตจะอยู่ทางภาคเหนือของไทย แล้วก็ไปอยู่เมืองลาว แล้วก็กลับมาเมืองไทย ซึ่งพวกเราก็รู้กันอยู่แค่นี้ แต่ฝรั่งกลับมีตำรามาให้ค้นคว้าว่า พระแก้วมรกตองค์นี้ อยู่ที่จังหวัดราชบุรีนี้เป็นครั้งแรก และเดินทางไปอยู่ทางภาคใต้

ฝรั่งที่มาถ่ายทำภาพยนตร์นี้ ยืนยันกับข้าพเจ้าว่า องค์พระปรางค์ สร้างมาเพียง 400 กว่าปีเท่านั้น แต่สุวรรณภูมิเจดีย์นี้สร้างมา 1,000 กว่าปีแล้ว

ถ้าตามที่ฝรั่งบอกเล่ามานี้ ต่อไปอาจจะมีข้อพิสูจน์ว่าเป็นความจริงขึ้นมา  เราชาวราชบุรีก็ควรจะภูมิใจว่า องค์พระแก้วมรกตของเรานั้น เคยประดิษฐานอยู่ที่บริเวณวัดมหาธาตุวรวิหารของเราในปัจจุบัน กรมศิลปากรก็ขึ้นทะเบียนไว้ว่าเป็นของเก่าแก่ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ แต่กรมศิลปากร ก็ไม่ได้สนใจที่จะอนุรักษ์ และใครจะไปแตะต้องไม่ได้ จะซ่อมแซมก็ไม่ได้ ต่อไปก็จะเป็นกองอิฐ และศิลาแรงกองหนึ่งอย่างแน่นอน ถ้ากรมศิลปากรไม่สนใจที่จะซ่อมแซมไว้ เพราะอย่างน้อย คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ซึ่งต่อมาท่านก็ได้เป็นอธิบดีกรมศิลปากร ก็ไม่ได้สนใจที่จะอนุรักษ์ของสิ่งนี้ไว้ เพราะท่านอาจไม่เชื่อว่าเป็นความจริงก็ได้

มณฑปที่ค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม
ด้านบนมณฑป ปิดประตูใส่กุญแจไว้

ข้าพเจ้าบันทึกความจำนี้ไว้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า ข้าพเจ้าได้รับทราบเรื่องราวจากฝรั่งที่มาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "ตามรอยพระแก้วมรกต" ไว้ดังที่กล่าวมาข้างต้น

และขอมอบบันทึกความจำนี้ ให้กับ................................................เก็บรักษาไว้ ถ้าต่อไปในอนาคต เกิดมีหลักฐานอ้างอิงได้ บันทึกความจำอันนี้ ก็จะเป็นเครื่องยืนยันว่า ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ได้ทราบมาอย่างนี้

................ฯลฯ.................................

ผมขอฝากให้ท่านได้ช่วยอนุรักษ์ "สุวรรณภูมิเจดีย์" นี้ อย่าให้พังเป็นเศษอิฐ เศษปูน เลย เอาไว้ให้ลูกหลานได้ดูกันนานๆ โดยขอให้ท่านได้ติดต่อกับกรมศิลปากร เพื่อซ่อมแซมไปตามรูปแบบ เพื่ออนุรักษ์ไว้ด้วยครับผม

ลงชื่อ
(xxxxxxxxx)
8 มีนาคม 2538
(ในขณะที่ผมเขียนบันทึกนี้ ผมมีอายุ 71 ปี)

****************
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดมหาธาตุวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบึรี เมื่อ 28 ปีมาแล้ว ผมยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพราะผมรู้จักท่านผู้บันทึก ซึ่งไม่มีเหตุผลใดที่ท่านจะเสกสรรปั้นแต่งเรื่องขึ้นมา แต่ในวันนั้นกรมศิลปากรไม่เชื่อ หากกรมศิลปากรฉุกคิดและให้ความสนใจที่จะค้นคว้าหาหลักฐานกันอย่างจริงจังแล้ว ผมว่าคงไม่ยากนักที่จะค้นหาฝรั่งผู้ถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งสองคนนั้น และยังสามารถได้หลักฐานจากหนังสือภาษาอังกฤษเล่มนั้นเพื่อชำระประวัติศาสตร์ที่แท้จริงต่อไปได้

เมื่อพบ "ความรู้อีกด้าน หลักฐานอีกมุม" ประวัติศาสตร์ก็สามารถชำระใหม่ได้

***************************  
อ่านต่อ >>

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สไลด์ : ตำนานสะพานจุฬาลงกรณ์

อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ด่านเจ้าขว้าว สวนผึ้ง ราชบุรี ช่องทางเดินทัพสำคัญของพม่า

คำว่า "ด่านเจ้าขว้าว"  นี้ผู้จัดทำ เพิ่งได้ยินชื่อตอนช่วงที่เริ่มจัดทำ "ราชบุรีศึกษา" นี้เอง ตอนสมัยเรียนประถมหรือมัธยม ไม่มีครูประวัติศาสตร์ท่านใดกล่าวถึงเลย  ด่านเจ้าขว้าว นี้ บางเอกสารเขียนว่า " ด่านเจ้าเขว้า"  อาจารย์วุฒิ บุญเลิศ บอกว่า ด่านเจ้าขว้าว ตั้งอยู่บริเวณบ้านด่าน  ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งท่านก็ไม่แน่ใจว่า จะเป็นด่านเดียวกันกับด่านประตูสามบาน หรือไม่ 

อาจารย์วุฒิฯ บันทึกต่อไว้ว่า
บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดราชบุรี -กาญจนบุรี มีช่องชายแดน หรือจะเรียกว่าด่าน ที่ผู้คนแต่ครั้งอดีตใช้เดินทางเข้าออก ระหว่าง เมือง ราชบุรี กาญจนบุรี กับ เมืองทวาย ของพม่า ซึ่งด่านชายแดนนี้มีชื่อดังนี้
  1. ด่านช่องเขาหนีบ ช่องทางไปบ้าน ห้วยน้ำขาว พุน้ำร้อน อ.เมือง กาญจนบุรี ช่องทางนี้ใช้เดินทางผ่าน บ้านเมตตา เข้าเมืองทวาย ของพม่า
  2. ช่องด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  3. ด่านหนองไผ่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  4. ด่านลำเภา อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  5. ด่านลำทราย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
  6. ด่านโป่งสะแก อ.ด่านมะขามเตี้ย  จ.กาญจนบุรี
  7. ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี
  8. ด่านเจ้าขว้าว หรือบ้านด่าน หรือ อาจจะเป็นด่านประตูสามบ้าน (ยังไม่ชัดเจน)อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
  9. ด่านพระเจดีย์สามองค์ใต้ ปัจจุบันคือ บ้านทุ่งเจดีย์ ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้งบริเวณ รร.สินแร่สยาม บ้านผาปกค้างคาว ช่องทางไปบ้านตะโกปิดทอง จ.ราชบุรี
ช่องทางชายแดนหรือด่าน ตั้งแต่ ด่านที่ 1 - 6 เป็นช่องทางที่ พม่าเคยใช้ในสมัย พระเจ้ากรุงธนบุรี ในคราวศึกบางแก้ว เขาช่องพราน เพื่อจะลงมายังราชบุรีในปี พ.ศ.2317 ถัดลงมาจะเป็นด่านที่อยู่ในเขตเมืองราชบุรี คือนับแต่ด่านทับตะโกลงมา ด่านที่สำคัญที่สุดของเมืองราชบุรีก็คือ ด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน ที่ว่าสำคัญก็เพราะว่าอยู่ใกล้ราชบุรี และกรุงเทพฯมากที่สุด


ด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
ที่มา
http://rb-old.blogspot.com/2010/04/blog-post_1673.html
บันทึกการรบไทยกับพม่า ที่เกี่ยวข้องกับด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
  • ปลายปีกุน พ.ศ.2310 พระเจ้าอังวะ กษัตริย์พม่า สั่งให้แมงกี้มารหญ่า เจ้าเมืองทวาย ยกทัพเข้ามาทางเมืองไทรโยค ผ่านเมืองกาญจนบุรี เมืองราชบุรี และเมื่อเดินทางมาถึงค่ายบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีทหารจีนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี รักษาค่ายอยู่  พระเจ้ากรุงธนบรุี ทรงนำกองทัพด้วยตนเองมาช่วยรบกับทัพพม่า ที่นี่ได้สู้รบกับกองทัพพม่าถึงขั้นตะลุมบอน กองทัพพม่าสู่ไม่ได้ถอยทัพกลับไปทางด่านเจ้าขว้าว ริมลำน้ำภาชี เพื่อกลับเมืองทวาย
  • พ.ศ.2317 คือ 10 ปีถัดมา รัชสมัยพระเจ้าตากสิน ในคราวศึกบางแก้ว โพธาราม เอกสารพระราชพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระทิพพากรวงศ์ ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร บันทึกว่า มีใบบอกแจ้งมาจากชาวด่านว่า มีทัพพม่ามาจากด่านประตูสามบาน พม่าจับชาวด่านไปหลายคน
  • ในปีพ.ศ.2328 ในคราวศึกสงครามเก้าทัพ กองทัพที่ 2 ซึ่งมี อนอกแฝกคิดวุ่น เป็นแม่ทัพ เดินทัพเข้ามาทางด่านบ้องตี้ มาตั้งค่ายที่เมืองราชบุรี โดยมี จิกสิบโบ่ กองทัพหลัง ตั้งอยู่ที่ด่านเจ้าขว้าว ริมแม่น้ำภาชี (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
  • พ.ศ.2340 พฤศจิกายน แรม 9 ค่ำ ปีที่ 16 ในรัชกาลที่ 1 ครั้งนั้นชาวด่านได้ไปพบหนังสือที่ พม่าจากเมืองทวายมาแขวนหนังสือไว้ที่ด่านชายแดนเมืองราชบุรี  รัชกาลที่ 1 จึงเกณฑ์ทัพเตรียมรับศึก แต่ไม่มีเหตุการณ์สู้รบ
  • พ.ศ.2364 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ได้ให้พระเจ้าลูกยาเธิกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ และพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง วงศาโจน์) คุมพล 10,000 คน ไปขัดตาทัพที่ด่านชายแดนราชบุรีซึ่งก็คือด่านเจ้าขว้าว/ด่านประตูสามบาน
  • พ.ศ.2390 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  3 คนจีนเมืองสมุทรสาคร ก่อการจลาจล ถูกทางการปราบปราม ได้ถอยมาที่บ้านโพหัก บางแพ ได้วางแผนที่จะหนีออกไปยังเมืองทวายทางด่านเจ้าขว้าว

ที่ด่านเจ้าขว้าวนี้ ส่วนใหญ่ชาวไทยกะเหรี่ยงจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายด่านเจ้าขว้าว ตำแหน่ง "หลวงพิทักษ์คีรีมาตย์" (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) อาจารย์วุฒิฯ ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง ยังบันทึกต่อเรื่องความสำคัญของด่านเจ้าขว้าว ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ไว้ว่า

"เมื่อย้อนเวลาหาอดีต นับแต่ปี พ.ศ.2504 สวนผึ้งเวลานั้นยังเป็นป่าดิบ ผมเดินเท้าเปลือย เปล่าจาก สวนผึ้ง ผ่านจอมบึง ไปยังราชบุรี เพื่อเรียนหนังสือ เส้นทางที่ผมเดินต้องผ่านสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า " บ้านด่าน" พอถึงบริเวณนี้ คุณพ่อจะหยุดพักทุกครั้ง ท่านจะหาก้อนหิน ใบไม้ หรือดอกไม้ป่าถ้ามี พาพวกเราไปกราบไหว้สถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นเนินเจดีย์ ในดงต้นตะโก ผมและเพื่อนๆไม่รู้อะไรหรอกครับ ผู้ใหญ่ให้ทำอะไรเราก็ทำตาม

เราทำอย่างนี้ทุกครั้งที่ผ่านสถานที่แห่งนี้ จนถึงปี พ.ศ.2511 -2512 ที่เส้นทางปรับเปลี่ยน ทางลูกรังผ่านคอเขาสน บ้านหนองขาม พุ่งตรงไปยังบ้านชัฎป่าหวาย เข้า อ.สวนผึ้ง"

ที่ตั้งของด่านเจ้าขว้าว บริเวณบ้านด่าน ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
เป็นที่ตั้งที่ผู้จัดทำคาดคะเนขึ้นเอง อาจคลาดเคลื่อนจากที่ตั้งจริง
ที่มาแผนที่ Google
บันทึกเรื่องราวของด่านเจ้าขว้าวนี้ ผู้จัดทำคิดว่ายังมีเรื่องราวอีกมาก หากท่านใดมีความรู้ ขอได้กรุณาบันทึกเพิ่มเติมไว้ได้ที่ท้ายบความนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไป


*************************************************
ที่มาข้อมูล
  • วุฒิ บุญเลิศ. (2553). บันทึกต่อท้ายบทความ "ด่านประตูสามบาน" : ภาพเก่าเล่าอดีต. [Online]. Available :http://rb-old.blogspot.com/2010/04/blog-post_1673.html. [2554 สิงหาคม 22 ].
  • สุรินทร์ เหลือลมัย . (2547). ไทยกะเหรี่ยง. 8 ชาติพันธุ์ในราชบุรี. สำนักวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรีและสภาวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์.
  • วุฒิ บุญเลิศ.(2546). " เมื่อกะเหรี่ยงสวนผึ้งลุกขึ้นพูด " : รายงานฉบับสมบูรณ์. โครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นท้องถิ่นภาคกลาง 2546 .สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย.
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พ.ศ.2328 การรบที่ทุ่งเขางู แม่ทัพไทยประมาท

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปราบดาภิเษก ขึ้นเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ครองแผ่นกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปีขาล พ.ศ.2325 ทางฝ่ายกรุงอังวะ ประเทศพม่าก็มีพระเจ้าปดุง ขึ้นครองราชสมบัติและได้ทำศึกชนะเมืองใกล้เคียงต่างๆ จำนวนมาก จึงคิดที่จะเข้ามาตีกรุงรัตนโกสินทร์เพื่อให้มีเกียรติยศดังพระเจ้าแผ่นดินของพม่าในอดีตที่ผ่านมาในครั้งเข้าตีกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าปดุงจึงจัดกองทัพใหญ่เป็น 9 ทัพ รวมพล 144,000 คน ยกเข้ามาตีกรุงรัตนโกสินทร์ในปีมะเส็ง พ.ศ.2328

แผนที่แสดงเส้นทางการเดินทัพ
ในสงครามเก้าทัพ พ.ศ.2328
กองทัพที่สองของพม่า 
การรบที่ทุ่งเขางูนี้ เกิดจากกองทัพที่ 2 ของพม่า โดยมี อนอกแฝกคิดวุ่น เป็นแม่ทัพ ยกทัพมาจากเมืองทวาย โดยพระยาทวายเป็นกองทัพหน้าถือพล 3,000 คน อนอกแฝกคิดวุ่น เป็นกองทัพหลวงถือพล 4,000 คน และจิกสิบโบ่ เป็นกองทัพหลังถือพล 3,000 คน รวมทั้งสิ้น 10,000 คน เดินทางเข้ามาทางด่านบ้องตี้ เข้ามาตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี และลงไปบรรจบกับกองทัพที่ 1 ของพม่าที่เมืองชุมพร

ฝ่ายกรุงรัตนโกสินทร์ จัดแบ่งกองทัพ เพื่อสู้กับกองทัพพม่าออกเป็น 4 กองทัพ โดยในกองทัพที่ 3 ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราช ถือพล 5,000 คน ไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี โดยมีหน้าที่หลักคือ
  • คอยรักษาเส้นทางลำเลียงของกองทัพที่ 2 ของไทย ซึ่งมี กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นจอมพลแม่ทัพถือพล 30,000 คนไปตั้งรับอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี คอยต่อสู้กับกองทัพหลักของพระเจ้าปดุงที่จะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ 
  • คอยต่อสู้กองทัพพม่าที่จะยกขึ้นมาจากทางใต้หรือจากเมืองทวาย ผ่านเข้ามาทางด่านบ้องตี้

เดินทัพถึงเมืองราชบุรี
การเดินทางของกองทัพที่ 2 ของ อนอกแฝกคิดวุ่น ที่เข้ามาทางด่านบ้องตี้ เส้นทางค่อนข้างลำบาก ทุรกันดารมากกว่าทางด่านเจดีย์สามองค์ ช้างม้าและพาหนะเดินยาก จึงเดินทางมาถึงช้าที่สุด มีการตั้งค่ายที่เมืองราชบุรี ดังนี้
  • พระยาทวาย กองทัพหน้าตั้งค่ายที่ทุ่งทางด้านตะวันตกของเมืองราชบุรี (แถวหนองบัวนอกเทือกเขางู )
  • อนอกแฝกคิดวุ่น แม่ทัพหลวงตั้งอยู่ที่ท้องชาตรี (คือบึงใหญ่ แถว อ.จอมบึง น่าจะเป็น"บึงจอมบึง")
  • จิกสิบโบ่ กองทัพหลัง ตั้งอยู่ที่ด่านเจ้าขว้าว ริมแม่น้ำภาชี (ด้านเหนือ ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี)

แม่ทัพไทยประมาท
เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์(บุญรอด) และพระยายมราช ซึ่งเป็นแม่ทัพรักษาเมืองราชบุรีอยู่ มีความประมาท ไม่ได้จัดกองลาดตระเวนออกไปสืบข่าวข้าศึก จึงไม่ทราบว่ามีกองทัพพม่าเข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรีถึง 3 ค่าย  จนกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หลังจากมีชัยชนะทัพพม่าที่ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี จึงมีรับสั่งให้ พระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร คุมกองทัพลงมาทางบก จึงทราบว่ามีกองทัพพม่าตั้งค่ายอยู่ที่นอกเขางู จึงยกกองทัพเข้าตีค่ายพม่า ได้รบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอน กองทัพพม่าต้านทานกำลังไม่ไหวจึงแตกพ่าย ทั้งกองทัพหน้าและกองทัพหลวง ฝ่ายไทยจับเชลยพม่าและเครื่องศาสตราวุธ ช้าง ม้า พาหนะได้เป็นจำนวนมาก ส่วนทัพพม่าที่เหลือหนีกลับประเทศพม่ากลับออกไปทางเมืองทวาย หลังจากนั้นกองทัพของพระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร ก็เดินทางต่อไปช่วยทางเมืองชุมพรต่อไป

ประหารชีวิตแม่ทัพทั้งสอง
เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จยกกองทัพหลวงมาถึงเมืองราชบุรี ทรงทราบว่าเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์(บุญรอด) และพระยายมราช  มีความประมาทเลินเล่อ จึงมีพระราชบัณฑูรลงพระราชอาญาแม่ทัพทั้งสอง จำขังไว้ที่ค่ายทหารเมืองราชบุรี และขอพระราชทานประหารชีวิตเข้าไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ 

แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ทรงเห็นว่าแม่ทัพทั้งสองเคยมีความดีความชอบมาก่อน จึงมีสาสน์ตอบขอชีวิตไว้ แต่โปรดให้ลงพระราชอาญาทำโทษตามกฏพระอัยการศึก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จึงลงพระราชอาญาให้โกนศีรษะแม่ทัพทั้งสอง เป็นสามแฉก แล้วแห่ประจานรอบค่าย ถอดเสียซึ่งฐานันดรศักดิ์ ส่วนนายทัพนายกองที่เหลือให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนโบยทั้งสิ้น


******************************************
ที่มาข้อมูล
  • รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์. (2544). สงครามประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน. (หน้า 35-43)
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย. (หน้า 266-272)
อ่านต่อ >>

พ.ศ.2308 มังมหานรธายึดเมืองราชบุรี ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก

หลังจากที่เสียเมืองราชบุรีในปี พ.ศ.2302 โดยพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์แห่งพม่า ตั้งกองทัพอยู่ที่เมืองราชบุรีถึง 4 วันก่อนเข้าตีกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ต้องเลิกทัพกลับไปก่อนเนื่องจากพระเจ้าอลองพญา ถูกสะเก็ดปืนใหญ่แตกบาดเจ็บสาหัสและสิ้นพระชนม์ระหว่างเดินทางกลับพม่าที่เขตแดนจังหวัดตาก (ดูรายละเอียด)

ภาพจำลองประกอบบทความ
ที่มาของภาพ
http://www.mono2u.com/review/content/siyama/
หลังจากพระเจ้าอลองพญาสิ้นพระชนม์ พระเจ้ามังระได้เสวยราชเป็นกษัตริย์แห่งพม่าต่อมา และได้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งต้องเสียเอกราชให้แก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 ในปีกุน พ.ศ.2310 ซึ่งเป็นสงครามครั้งที่ 24 ถือเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของการรบระหว่างกรุงศรีอยุธยากับพม่า

พระเจ้ามังระเห็นว่ากรุงศรีอยุธยามีกำลังอ่อนแอ จึงได้จัดกองทัพให้แยกย้ายกันเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาทั้งทางเหนือและทางตะวันตก โดยมี เมขะระโบ เป็นแม่ทัพคุมพล 5,000 คน ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ เมื่อเดินทางถึงเมืองกาญจนบุรี ได้สู้รบกับกองทัพของ พระพิเรนทรเทพ เจ้ากรมตำรวจ ซึ่งมีจำนวนพลเพียง 3,000 คน ตั้งรักษาเมืองอยู่ กองทัพพระพิเรนทรเทพ มีกำลังน้อยกว่าจึงแตกหนีพ่ายแพ้แก่กองทัพพม่า

กองทัพพม่า ยกทัพติดตามเข้ามาตามลำน้ำราชบุรี (ลำน้ำแม่กลอง) มาตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลลูกแก ตำบลโคกกะออม และดงรังหนองขาว (อยู่ในเขต จ.กาญจนบุรี ในปัจจุบัน) ในช่วงเวลานั้นบรรดาหัวเมืองต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาไม่มีกำลังทหารรักษาอยู่ เพราะถูกเกณฑ์เข้าไปรักษาพระนครเสียหมด กองทัพพม่าจึงเที่ยวปล้นทรัพย์จับเชลยตามหัวเมืองต่างๆ ได้โดยง่ายดาย

กองทัพที่ถูกเกณฑ์ให้มารบกับพม่าที่เมืองราชบุรีนั้น จัดเกณฑ์มาจากหัวเมืองทางปักษ์ใต้ โดยจัดเป็นกองทัพเรือ 1 กองทัพ และกองทัพบก 1 กองทัพ โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นแม่ทัพ
  • กองทัพบก ยกมาถึงตำบลตำหรุ เขตอำเภอเมืองราชบุรี (น่าจะเป็น ต.ตำหรุ ใน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี -ผู้จัดทำ)
  • กองทัพเรือ ยกมาถึงตำบลบางกุ้ง เขตอำเภอบางคณฑี จ.สมุทรสงคราม 
ทั้งสองกองทัพถูกทัพพม่าตีแตกพ่ายไปทั้งหมด และพม่าก็ยกทัพไล่ติดตาม เที่ยวปล้นสดมภ์ทรัพย์สมบัติ แล้วก็กลับมาปักหลักยังเมืองราชบุรี  กองทัพหน้าของพม่าที่เข้ามาเที่ยวปล้นสะดมภ์ทรัพย์และก่อกวนในพระราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ณ เวลานั้น  มีเพียง 2 กองทัพเท่านั้น คือ ตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี 1 กองทัพจำนวนพล 5,000 คน และตั้งกองทัพอยู่ที่เมืองนครสวรรค์อีก 1 กองทัพจำนวนพลประมาณ 5,000 คน รวมพลเพียง 10,000 คนเท่านั้น แต่เนื่องด้วยความปั่นป่วนภายในพระนครศรีอยุธยา จึงทำให้พม่ากำเริบได้ใจ พม่าจึงส่งกองทัพใหญ่เข้ามาสมทบ ทั้งทางเหนือและทางตะวันตกอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อหวังตีกรุงศรีอยุธยาให้ได้


เมืองราชบุรี ถูกยึดก่อนเสียกรุงศรีฯ
ในเดือน 12 ปีระกา พ.ศ.2308 มังมหานรธา ก็ยกกองทัพมีจำนวนพล 30,000 คนจากเมืองทวายมาตั้งอยู่ในแขวงเมืองราชบุรี แล้วจัดเมขะระโบ คุมกองทัพเรือยกไปทางแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน เพื่อเข้าตีเมืองธนบุรี เมืองนนทบุรี ขึ้นไปจนถึงกรุงศรีอยุธยา

ส่วนตัวมังมหานรธา คุมกองทัพบกยกไปทางเมืองสุพรรณบุรี ตรงไปยังกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน เพื่อไปสมทบกับกองทัพใหญ่ของพม่าที่ยกมาแต่ทิศเหนือ การสงครามในครั้งนี้ใช้เวลาเป็นแรมปี กองทัพพม่าตีหัวเมืองทางภาคใต้ได้เกือบทั้งหมด และล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่กว่า 1 ปี จนกระทั้งสามารถตีกรุงศรีอยุธยาแตกได้เมื่อ วันอังคาร เดือนห้า ขึ้น 9 ค่ำปีกุน พ.ศ.2310


******************************************
ที่มาข้อมูล
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย. (หน้า 245-247)
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พ.ศ.2302 เสียเมืองราชบุรี

เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2554 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้นำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า "ขุนรองปลัดชู" มาฉาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ผลิตโดย  บริษัท บีบี พิคเจอร์ จำกัด เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากพงศาวดารในช่วงปี  พ.ศ.2302 ในสงครามการรบระหว่างไทยกับพม่าครั้งที่ 22   เหตุการณ์ของขุนรองปลัดชูนี้ เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจนกระทั่ง เมืองราชบุรีของเราได้เสียให้แก่พม่าอยู่เป็นเวลาหลายวัน  โดยเรื่องราวสงครามครั้งนี้ ได้ถูกบันทึกไว้ในหลายแห่ง ผู้จัดทำได้พยายามรวบรวมสรุปได้พอสังเขป ดังนี้     


เมื่อสมเด็จพระพระบรมราชาที่ 3 (พระที่นั่งสุริยามรินทร์หรือเจ้าฟ้าเอกทัศน์)  ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ยังไม่ทันถึงปี ก็มีศึกพม่ามาติดพระนคร ซึ่งแต่เดิมพม่าและไทยยังคงเป็นไมตรีกันอยู่ แต่ด้วยเหตุที่ไทยไม่ให้ความร่วมมือในการจับขุนนางมอญที่พาพวกไปปล้นทรัพย์เมืองสิเรียมของพม่าแล้วหนีไปทางอินเดีย แต่เรือถูกพายุหลงทางมาทางมะริด พม่าขอให้ไทยช่วยจับส่งพม่า แต่ไทยกลับทำเฉย เป็นเหตุให้พระเจ้าอลองพญากษัตริย์ของพม่าทรงขัดเคืองไทยยิ่งนัก

ปีพุทธศักราช 2302 พระเจ้าอลองพญา มีรับสั่งให้มังระ ราชบุตรคนที่ 2 และมังฆ้องนรธา ยกกองทัพเข้ามาตีเมืองทวายซึ่งแข็งเมืองอยู่ แล้วจึงเดินทัพเลยต่อมาเข้าตีเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีของไทย โดยอ้างว่าไทยทำให้เสียไมตรีโดยไม่ยอมจับผู้ร้ายขุนนางมอญส่งให้

การตีเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีเป็นไปโดยง่ายได้ ยังความประหลาดใจให้พระเจ้าอลองพญาว่า "เหตุใดทัพไทยจึงอ่อนแอนัก" และคิดกำเริบว่ายกทัพมาแล้วก็ลองเข้าตีกรุงศรีอยุธยาด้วยเลย  จึงสั่งให้จัดทัพที่ตะนาวศรี แล้วเดินทัพผ่านลงมาทางด่านสิงขร เข้าตีลงมาเรื่อยๆ

ในตอนที่กรุงศรีอยุธยา ได้รับทราบข่าวจากพระยาตะนาวศรี ว่ามีศึกพม่ามาประชิดเมือง สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ มีรับสั่งให้จัดกองทัพไปรักษาเมืองมะริด ดังนี้

ทัพหลัก
  • พระยาราชรองเมือง ตำแหน่งว่าที่พระยายมราช เป็นแม่ทัพถือพล 3,000 คน
  • พระยาเพชรบุรี เป็นกองหน้า
  • พระยาราชบุรี เป็นยกกระบัตร 
  • พระยาสมุทรสงคราม เป็นเกียกกาย
  • พระธนบุรี กับพระนนทบุรี เป็นกองหลัง
ทัพหนุน : พระยารัตนธิเบศ ตำแหน่งว่าที่จตุสดมภ์กรมวัง คุมกองทัพจำนวน 2,000 คน เป็นกองหนุน โดยมีขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษชัยชาญเป็น ผู้ทรงวิทยาอาคม มีชื่อเสียงเลื่องลือในการรบ และคงกระพันชาตรี เข้ามารับอาสาพร้อมกับไพร่ 400 คน ขอไปรบกับพม่า  ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นกองอาทมาต (หน่วยรบพิเศษ) ร่วมทัพมากับพระยารัตนาธิเบศ

ทัพของพระยายมราช เข้าปะทะกับทัพของพม่าที่เมืองแก่งตุม (ปลายแม่น้ำตะนาวศรี) ด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงแตกพ่ายถอยร่นไม่เป็นขบวน พระยารัตนาธิเบศตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ เมืองกุยบุรี แจ้งว่าทัพพม่ายกพลมาเป็นจำนวนมาก อาจต้านทานไว้ไม่ไหว จึงสั่งการให้เกณฑ์ไพร่พล และเร่งอพยพผู้คนหลบหนีพม่า และหวังรวบรวมผู้คนเพื่อไปตั้งมั่นรับพม่าที่ชานพระนคร

อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู
ที่วัดสี่ร้อย ต.สี่ร้อย
อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง

ที่มา : วิกิพีเดีย
ครั้งนั้น ขุนรองปลัดชู ได้อาสาขอต้านทานทัพพม่าด้วยกำลังพลเพียงสี่ร้อยนาย เพื่อยันทัพข้าศึกและเปิดทางให้รี้พลได้หลบหนี พระยารัตนาธิเบศ จึงได้แบ่งไพร่ให้อีกห้าร้อยนายไปช่วยกองกำลังของขุนรองปลัดชู ในการต่อต้านทัพพม่า

ณ  ชายหาดหว้าขาวชายทะเล (บ้านทุ่งหมากเม่า ตำบลอ่าวน้อย) เวลาเช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูพร้อมกับเหล่าทหาร ตั้งท่ารอทัพพม่าอยู่ด้วยจิตใจห้าวหาญ เมื่อเห็นกองทัพพม่าก็กรูกันออกโจมตีทัพหน้าของพม่ารบกันด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอนกัน แทงพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก และตัวขุนรองปลัดชูท่านถือดาบสองมือ วิ่งเข้าท่ามกลางข้าศึก ฟันพม่าล้มตายก่ายกองดั่งขอนไม้

ด้วยกำลังพลเก้าร้อยต่อทัพพม่านับหมื่นที่ยัดเยียดหนุนเนื่องกันเข้ามาต่อรบได้รบกันอยู่ตั้งแต่เข้าจนถึงเวลาเที่ยง ขุนรองปลัดชูไม่คิดถอยหนี ต่อสู้ทัพพม่าจนเหนื่อยอ่อนสิ้นกำลัง ถูกกองทัพพม่าใช้พลทัพช้างขับช้างเข้าเหยียบจนล้มตาย ต่างพากันถอยร่นลงทะเล จนจมน้ำทะเลตายเสียสิ้น กองทัพพม่าจึงมีชัยชนะ (ในบันทึกของพม่าในกาลต่อมากล่าวว่า การตีกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ได้มีการต่อสู้กองทัพของกรุงศรีอยุธยา ที่ช่องเขาแคบๆ ริมทะเลอย่างประจัญบาน ดุเดือด ก่อนเข้าเมืองกุย เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี)

พระยารัตนาธิเบศจึงได้เร่งเลิกทัพหนีมากับทัพพระยายมราช กลับมาถึงพระนครขึ้นเฝ้ากราบทูลว่า ศึกพม่าเหลือกำลังจึงพ่าย

ฝ่ายทัพพม่าเมื่อมีชัยชนะเหนือกองทหารเก้าร้อยคน ก็เหนื่อยอ่อนหยุดทัพพักผ่อน ก่อนเดินทัพเข้าเมืองกุย เมืองปราณ เมืองชะอำ เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองสุพรรณบุรี โดยไม่มีหัวเมืองใดลุกขึ้นสู้รบกับทัพพม่าเลย 

พระเจ้าอลองพญา ทราบข่าวว่ากองทัพไทยรบพุ่งอ่อนแอ จึงคิดจัดทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา โดยจัดเตรียมทัพที่เมืองตะนาวศรี ให้มังระ ราชบุตรเป็นทัพหน้า พระเจ้าอลองพญาเป็นทัพหลวง ยกเข้ามาทางด่านสิงขร

เสียเมืองราชบุรี
ทางด้านเมืองกาญจนบุรี ทราบข่าวว่าทัพพม่าจะยกเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์อีกทางหนึ่ง จึงแจ้งข่าวไปยังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงรับสั่งให้จัดเกณฑ์กองทัพ ดังนี้
  • พระยาอภัยมนตรีเป็นแม่ทัพ ถือพล 10,000 คน ยกไปตั้งที่เมืองกาญจนบุรี
  • พระยาพระคลัง คุมกองทัพ 10,000 คน ไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี
ต่อมาเมืองกำแพงเพชรก็แจ้งข่าวอีกว่า พม่าจะยกทัพมาทางด่านแม่ละเมาอีกทัพหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงรับสั่งให้ เจ้าพระยาอภัยราชา เป็นแม่ทัพยกไปคอยตั้งรับทัพพม่าที่ด่านแม่ละเมาอีกทัพหนึ่ง

เมื่อกองทัพของมังฆ้องนรธา เดินทางมาถึงเมืองราชบุรี ได้สู้รบกับกองทัพไทยเป็นสามารถ จนฝ่ายพม่าเกือบจะแตกพ่ายแพ้อยู่แล้ว กองทัพมังระ ยกตามมาทันจึงเข้าช่วยและระดมตีกองทัพไทยที่เมืองราชบุรีจนแตกหนีพ่ายแพ้

พระเจ้าอลองพญาหยุดรวบรวมพลอยู่ที่เมืองราชบุรี 4 วัน
จึงเดินทัพต่อไปยังเมืองสุพรรณบุรี

ฝ่ายกรุงศรีอยุธยา เมื่อทราบว่า "เสียเมืองราชบุรีแก่ข้าศึกแล้ว" ก็เกิดโกลาหล สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์เกรงจะเกิดจลาจล จึงรับสั่งให้เชิญสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร  พระอนุชาให้ลาผนวช แล้วมอบราชการทั้งปวงให้ทรงบัญชาการแทนพระองค์

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ได้เตรียมการป้องกันพระนคร โดยโปรดให้เจ้าพระยามหาเสนา เป็นแม่ทัพ และให้พระยายมราช, พระยารัตนธิเบศ และพระยาราชรังสรรค์ เป็นนายกองคุมพล 20,000 คนออกไปตั้งรับทัพพม่าที่เขตต่อเมืองสุพรรณบุรี

ทัพพม่าและทัพเจ้าพระยามหาเสนา ปะทะกันที่ริมลำน้ำจักรราชในเขตบ้านทุ่งนาตาลาน (เขตต่อระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเมืองสุพรรณบุรี)  แต่ทัพพม่ามีกำลังมากกว่า กองทัพไทยต้องแตกหนีพ่ายไป เจ้าพระยามหาเสนาถูกอาวุธตายในที่รบ พระยายมราชถูกอาวุธบาดเจ็บและกลับไปตายในกรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่าก็เคลื่อนทัพยกเข้าติดพระนคร

หลวงอภัยพิพัฒน์ ขุนนางจีน อาสาพาพวกจีนจำนวน 2,000 คน ออกตีค่ายข้าศึกที่โพธิ์สามต้น แต่ถูกพม่าตีแตกกลับมา พม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา และยิงด้วยปืนน้อยปืนใหญ่ ฝ่ายไทยเพียงตั้งรับอยู่ในพระนคร

ปรากฏว่า พระเจ้าอลองพญา ทรงบัญชาการรบและจุดปืนใหญ่เอง เผอิญปืนใหญ่แตกถูกพระองค์บาดเจ็บสาหัสประชวรหนัก กองทัพพม่าจึงต้องเลิกทัพกลับไปทางด่านแม่ละเมา ในวันขึ้น 2 ค่ำเดือนหก พ.ศ.2303

แต่พระเจ้าอลองพญาได้สิ้นพระชนม์ในเขตแดนเมืองตาก

*************************************************

ที่มาข้อมูล  :
  • มณฑลราชบุรี. (2468). สมุดราชบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย. (หน้า 241-244) (ดูภาพหนังสือ)
  • _______. (2550). ย้อนรอยสองราชธานี - กรุงสุโขทัย-กรุงศรีอยุธยา. ไม่ทราบที่พิมพ์. (หน้า 155-156)
  • ทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล .(2551).องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวน้อย: วีรกรรมขุนรองปลัดชู. [Online]. Available :http://www.aownoi.go.th/webpage/slogan.php?sg=5. [2554 กรกฎาคม 11 ].
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นิทานคติธรรมพื้นบ้านมอญ "ปมาสี่สี่"

นิทานคติธรรมพื้นบ้านมอญเรื่อง "ปมาสี่สี่" แปลโดยอาจารย์จวน เครือวิชฌยาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรมของชาวมอญ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)  ถูกบันทึกไว้ในหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี ผมได้คัดลอกมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลทางการศึกษาในโลกออนไลน์อีกทางหนึ่ง นิทานคติธรรมเรื่องนี้ ความว่า.......

ในอดีตกาลสมัยพระพุทธเจ้าชื่อ "ตัณหังกร" โน้น มีป่าใหญ่แห่งหนึ่งชื่อว่า "ป่าชัญญวนา" มีภูเขาใหญ่เทือกหนึ่งชื่อว่า "วิชฌุบรรพต" มีแม่น้ำใหญ่ชื่อว่า "ทัสสนะสาคร" ในป่าใหญ่แห่งนั้น มีสัตว์ต่างๆ ดังนี้
  • ช้างโขลงใหญ่ จำนวน 500 เชือก ณ ชายป่าแห่งนั้น
  • มีกบฝูงใหญ่  จำนวน 500 ตัว ในแม่น้ำใหญ่ทัสสนะสาคร
  • มีปูฝูงใหญ่จำนวน 500 ตัว แถบเชิงเขาแห่งนั้น
  • มีงูอาศัยอยู่อีก 500 ตัว บนยอดเขาใหญ่วิชฌุบรรพต
  • มีครุฑฝูงใหญ่พักอาศัยอยู่ 500 ตัว มีพระโพธิสัตว์เป็นพญาครุฑปกครองครุฑทั้งหลายฝูงนั้น

ต่อมาวันหนึ่ง โขลงช้างทั้ง 500 ตัว ได้พากันไปเล่นน้ำที่แม่น้ำ ปูทั้ง 500 ตัวซึ่งอยู่ในแม่น้ำนั้นก็จับโขลงช้างนั้นกินเสียหมด รอดชีวิตแต่นางพญาช้างเผือกเชือกเดียวซึ่งมีท้องแก่ครบกำหนดวันคลอด ที่ไม่สามารถเดินทางรวมไปกับโขลงได้ คลอดลูกออกมาเชือกหนึ่ง แม่ช้างก็ได้เลี้ยงดูกันต่อมา

เมื่อปู 500 ตัวกินช้างเสียหมดแล้ว ปูฝูงนั้นก็ไม่สามารถหาอาหารอะไรมากินได้อีก จึงพากันขึ้นจากแม่น้ำขึ้นบนฝั่งเพื่อหาอาหารกิน  ฝ่ายกบ 500 ตัวที่อยู่บนฝั่งเห็นปูขึ้นมาจากแม่น้ำ ก็จับกินเป็นอาหารหมดสิ้น  เว้นแต่นางพญาปูตัวหนึ่งไปไม่ไหวท้องแก่ครบกำหนดคลอดจึงรอดชีวิตและคลอดลูกปูออกมาตัวหนึ่ง

เมื่อกบ 500 ตัวกินปูหมดแล้วก็ไม่มีอาหารอื่นในที่แห่งนั้นกินอีก กบจึงพากันไปหาอาหารกินแถบเชิงเขาลูกนั้น งู 500 ตัว เห็นปะเหมาะอาหารมาถึงปาก จึงจับกบฝูงนั้นกินเสียหมด เหลือนางพญากบตัวหนึ่งรอดชีวิตไม่ได้ไปเพราะคลอดลูกกบออกมาตัวหนึ่ง

ครั้นเมื่องูทั้งหลายกินกบหมดแล้ว ก็ไม่มีอาหารที่จะกินต่อไป จึงหากันออกไปหาอาหารกินเชิงภูเขา  ครุฑทั้งฝูงที่อยู่บนยอดเขาแห่งนั้นเห็นงู  จึงโผบินลงมาจับงูกินเสียสิ้น เว้นนางพญางูตัวเดียวออกลูกอยู่ไม่ได้ไป จึงรอดจากความตาย

ภาพจำลองประกอบบทความ

ลูกช้าง ลูกปู  ลูกกบ และลูกงู 
สัตว์ทั้งสี่นี้ ผู้เป็นแม่นางพญาต่างๆ ก็หมั่นพร่ำสอนลูกของตนอยู่เป็นประจำว่า

"ลูกเอย เจ้าอย่าได้ท่องเที่ยวไปในที่ภูมิประเทศนั้นๆ นะลูก เพราะมีศัตรูคอยจ้องปองร้ายจับกิน พวกพ่อแม่พี่น้องและบริวารเราทั้งหลายถูกมันจับกินไปหมดแล้ว  ขอลูกจงอย่าไปเล่น หลีกเร้นไปให้ไกลในแห่งนั้นนะลูก"

ข้อความนี้แม่ก็ไม่เว้นพร่ำสอนลูกตนตลอดเวลา ต่อมามิช้านาน ลูกสัตว์ทั้วสี่ตัวก็เจริญเติบโตขึ้น มีพละกำลังวังชามากกล้าแข็งเต็มตัว ต่างคิดกำเริบเหมือนกันว่า

 "ที่แม่ของเราห้ามเรานั้น เพราะในสถานที่นั้นมีข้าศึกศัตรูของเรา เราจึงอยากพบเห็นศัตรูตัวนั้นแท้ๆ "

จึงฝ่าฝืนคำสั่งสอนของแม่ ขัดใจแม่ออกไปท่องเที่ยวเล่นตามสถานที่แห่งนั้น

ในบรรดาลูกสัตว์ทั้งสี่ มีลูกช้างลงไปเล่นน้ำที่แม่น้ำ ลูกปูฝืนคำสั่งสอนของแม่ขึ้นไปท่องเที่ยวเล่นบนฝั่งแม่น้ำ ลูกกบฝืนคำสั่งสอนของแม่ออกจากใบไม้ กิ่งไม้ที่ซ่อนตัวอยู่ท่องเที่ยวไปตามอำเภอใจ ลูกงูก็เช่นกัน ฝืนคำสั่งสอนของแม่ท่องเที่ยวเลื้อยขึ้นไปบนยอดภูเขา

ลูกช้างที่ท่องเที่ยวเล่นไปในแม่น้ำถูกลูกปูเอาก้ามหนีบเอาเท้าไว้ ด้วยความแข็งแกร่งรีบลากลูกช้างขึ้นบนฝั่งทั้งที่หนีบเท้าอยู่  ครั้นลูกกบเห็นเข้าก็วิ่งไล่ตามลูกปู ลูกปูตกใจกลัวลูกกบ จึงปล่อยลูกช้าง  ลูกงูเห็นลูกกบวิ่งไล่จะจับกิน ลูกกบตกใจกลัวลูกงู  จึงปล่อยลูกปูไป ครุฑที่อยู่บนยอดเขามองลงไปเห็นลูกงู  จึงบินโฉบลงมาเฉี่ยวลูกงูกิน  ลูกงูตกใจกลัวครุฑจึงได้ปล่อยลูกกบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปได้

เหตุที่เกิดนี้ เพราะลูกสัตว์ทั้งสี่ ฝ่าฝืนคำสั่งของแม่ ไม่เชื่อฟังแม่จึงตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู ถึงกระนั้นก็ยังไม่เข็ดหลาบ ลำพองใจของลูกสัตว์ทั้งสี่ตัวนั้นเลย

ลูกช้างมันกล่าวว่า "แม่น้ำที่เราลงไปเล่นปูก็หนีบเท้าเรา แต่ปูถูกกบไล่จับกิน เราก็พ้นจากอันตราย ปูคงกลัวกบจะไม่กล้ามาหนีบเท้าเราอีก"

ลูกปูกล่าวในทำนองเดียวกันว่า "ในสถานที่เราท่องเที่ยวไปนั้นมีงู กบคงไม่กล้ามาอีกแล้ว"

ลูกกบกล่าวว่า "ในสถานที่ที่เราท่องเที่ยวไปนั้น มีครูฑอยู่ งูหรือจะกล้ามาอีก"

ลูกงูกล่าวว่า " ในสถานที่ที่เราท่องเที่ยวไปนั้น ครุฑหรือจะมาได้ทุกๆ วัน"

เมื่อเป็นอย่างว่า สถานที่นั้นก็ไปได้เสมอ ลูกสัตว์ทั้งสี่ลำพองใจจึงไปสถานที่นั้นๆ อีก ครั้นลูกช้างไปถึงแม่น้ำ ก็มีความเกรงกลัวจึงเพียงแต่เอางวงแกว่งน้ำเล่นก่อน ในขณะนั้นเองลูกปูก็หนีบได้งวงลูกช้างลากจูงขึ้นไปบนฝั่ง ลูกปูก็กินลูกช้างเสียเป็นอาหารบนฝั่งนั้น เมื่อลูกช้างเข้าไปในท้อง เกิดหนักท้อง หนักตัว ลูกปูวิ่งไปได้ไม่รวดเร็ว ลูกกบเห็นลูกปูเข้าก็กระโดดมาจับลูกปูกิน  ทั้งช้างทั้งปูเข้าไปอยู่ในท้อง ลูกกบตัวหนักมากกระโดดไม่ไหว ฝ่ายลูกงูเห็นลูกกบก็จับลูกกบกินเสียอีกต่อหนึ่งอีก เมื่อทั้งช้าง ปู กบ เข้าไปอยู่ในท้องลูกงู  มีน้ำหนักมากเหลือกำลังที่จะเลื้อยต่อไปได้ ครุฑเห็นโอกาสเหมาะโฉบเฉี่ยวเอาไปกินเสียทั้งหมดเลย

จากเรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมดนั้นเพื่อประโยชน์อะไร เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งสี่ มีความโลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำจิตใจ  ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของแม่ ฝ่าฝืนคำสั่งของแม่จึงตกเป็นอาหารของครุฑ 

บุคคลใดในโลกนี้
บิดามารดาก่อทุกข์ยากเสียหายให้บุตรธิดานั้น ไม่มี
ปู่ ย่า ตา ยาย สร้างความทุกข์ลำบากเสียหายให้แก่ลูกหลานเหลนนั้น ไม่มี
พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ ให้ความทุกเข็ญแก่ศิษยานุศิษย์ ไม่มี
กัลยาณมิตรหรือบัณฑิตที่แนะนำสั่งสอนเราให้ได้ดี คิดที่จะให้ทุกข์ยากและความเสียหายก็ไม่มี
มีแต่เจตนาที่มุ่งหวังให้เรามีความสุขความเจริญเท่านั้น

บุคคลใดก็ตามผู้เป็นบุตรธิดา ฝ่าฝืนจิตใจหรือไมเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา
ลูกหลานเหลนฝ่าฝืนจิตใจหรือไม่เชื่อฟังคำสั่งของปู่ ย่า ตา ยาย
ลูกศิษย์ฝ่าฝืนจิตใจหรือไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระอุปชฌาย์ อาจารย์
มิตรสหายไม่เชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอนของกัลยาณมิตรหรือบัณฑิต
บุคคลเหล่านี้มีแต่จะได้รับความทุกข์ยากเสียหายแน่แท้

ดังตัวอย่างสัตว์ทั้งสี่ ฝ่าฝืนและไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของแม่ก็ถึงตายในที่สุด
บิดามารดา ท่านสั่งสอนอย่างไรไม่ควรฝ่าฝืนหรือต่อต้านละเมิดคำสั่งสอนของท่าน
เราปฏิบัติตามแล้วไซร้ ความสุขสราญสดใส เราจะได้รับอย่างแน่แท้


*******************************************  
ที่มา
จวน  เครือวิชฌยาจารย์ (ผู้แปล) อ้างถึงใน คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำหนังสือ เรื่อง "วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา". (2543). หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี. กรมศิลปากร : องค์การค้าของคุรุสภา.(หน้า 163-165). (ดูภาพหนังสือ)
อ่านต่อ >>

นิทานชาวกะเหรี่ยง "หนั่งแว่น"

นิทานเรื่อง "หนั่งแว่น" นี้ เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ในพื้นที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเล่าสืบต่อกันมาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสอนลูกหลาน ในบทความนี้เป็นการเล่าโดย นางไก่ ทึงลึง อายุ 67 ปี (เมื่อ พ.ศ.2543) บ้านอยู่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบรุี  ถูกบันทึกไว้ในหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี ผมได้คัดลอกมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลทางการศึกษาในโลกออนไลน์อีกทางหนึ่ง นิทานเรื่องนี้ ความว่า.......

ภาพจำลองประกอบบทความ
ที่มา :
http://board.postjung.com/
m/532269.html
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งนามว่า "หนั่งแว่น" ซึ่งเป็นคนขยัน  วันหนึ่งเขาขึ้นไปตัดต้นไม้ที่มีตีนเขาแล้วจุดไฟ  เขาคิดจะทำไร่ จึงได้เอาข้าวโพดไปปลูก และเมื่อข้าวโพดออกลูก เสือสมิงจึงกินหมด  หนั่งแว่นจึงโกรธมาก ได้เอากับดักมาดักเสือสมิง เมื่อดักเสร็จแล้วก็กลับบ้านไป  

เมื่อเสือสมิงมากินข้าวโพด ไม่ทันมองลงพื้นจึงโดนกับดักของหนั่งแว่น และเสือสมิงโกรธมากจึงถามต้นไม้ว่า "ใครเอากับดักมาวางดักตน" ต้นไม้จึงบอกว่า "คนที่มาดักกับดักนี้ชื่อหนั่งแว่น" เสือสมิงอาฆาตหนั่งแว่นมากจึงบอกพรรคพวกว่าตนจะคอยกินหนั่งแว่นตรงที่นี่ละ

วันต่อมา ขณะที่หนั่งแว่นเดินลงบันไดไปนั้น ได้จามออกมาระหว่างก้าวลงบันได ซึ่งโบราณถือว่า "จามขณะลงบันไดให้หยุดการเดินทางสามวันเพราะจะเกิดเรื่องร้าย" หนั่งแว่นจึงต้องอยู่บ้านสามวัน วันสุดท้ายเขาก็ไม่ถือจึงคิดจะไปที่ไร่ ขณะที่ก้าวลงบันไดนั้นยังจามอยู่ เขาก็เลยไปไม่สนใจคำถือแล้ว

เมื่อมาถึงไร่ หนั่งแว่นก็ได้ยินเสียงเสือสมิงหาวดัง ฮ้าว...และพูดขึ้นว่า เฝ้าหนั่งแว่นมาเจ็ดคืนแล้วนะแต่ไม่เห็นเขามาเลย เราควรกลับได้แล้วนะ หนั่งแว่นเมื่อได้ยินเสียงเสือสมิง และเห็นตัวเสือสมิงก็กลัวจึงรีบวิ่งกลับบ้าน พอถึงบ้านก็พูดกับตัวเองว่า "ถ้าเราไปไร่เร็วกว่านี้เราคงโดนเสือสมิงกินแน่ๆ เลย"

หลังจากนั้นหนั่งแว่นก็ไม่ไปที่ไร่ข้าวโพดอีกเพราะกลัวเสือสมิง แล้วเขาก็ไปทำไร่ที่อื่น เขาดำเนินชีวิตไปด้วยความสุขหลังจากไปทำไร่ที่อื่น


**********************************************
ที่มา :
คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำหนังสือ เรื่อง "วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา". (2543). หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี. กรมศิลปากร : องค์การค้าของคุรุสภา.(หน้า 162). (ดูภาพหนังสือ)
อ่านต่อ >>